คนไร้รัฐ หลักประกันสุขภาพ

บทที่ ๑แนวคิดและนโยบายในการจัดหลักประกันสุขภาพสำหรับคนไร้รัฐในประเทศฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตยและมีรากฐานในการบริหารประเทศภายใต้แนวความคิดของรัฐสวัสดิการ ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้อย่างเท่าเทียมกัน อาทิเช่น เรื่องของการศึกษา เรื่องของการรักษาพยาบาล เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้ได้มากที่สุด และแนวคิดสำคัญประการหนึ่งที่รัฐถือปฏิบัติตลอดมาในการสร้างความเท่าเทียมกันให้มีขึ้นในสังคม คือ การไม่เลือกปฏิบัติโดยอาศัยเงื่อนไขในทางเศรษฐกิจ สัญชาติ หรือสถานะอื่นๆทางสังคมเป็นเกณฑ์ นอกเหนือจากการมีระบบสวัสดิการที่ดีแล้ว ประเทศฝรั่งเศสยังเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการครองชีพที่สูง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่อยู่ในโลกที่สาม ส่งผลให้มีผู้คนจากประเทศต่างๆ เดินทางเข้าฝรั่งเศสเพื่อทำงานและพำนักอาศัยเป็นจำนวนมากทั้งการเข้ามาโดยถูกต้องตามกฎหมายและเข้ามาโดยผิดกฎหมายจากสภาพการณ์ดังกล่าวข้างต้น เป็นเหตุให้ประเทศฝรั่งเศสเกิดปัญหาความแตกต่างทางด้านชาติพันธ์ และปัญหาการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จนถึงปัญหาในเรื่องคนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติที่เป็นผลจากการล่มสลายของหลายๆ ประเทศที่อยู่ทางยุโรปตะวันออก อาทิเช่น การล่มสลายของสหภาพโซเวียต การล่มสลายของประเทศยูโกสลาเวีย เป็นต้น แม้จะประสบกับปัญหาหลายด้าน แต่วิธีการแก้ไขปัญหาของประเทศฝรั่งเศสยังคงตั้งอยู่บนหลักการของความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติโดยใช้เกณฑ์ในเรื่องสัญชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมได้อย่างมากที่สุด ดังคำขวัญที่ประเทศฝรั่งเศสได้ยึดถือตลอดมา ว่า ความเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นว่าประเทศฝรั่งเศสไม่เคยพิจารณาเรื่องรัฐ หรือเรื่องสัญชาติในการให้ความช่วยเหลือคนที่อยู่ในสถานะที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐเลย ดังนั้น นโยบายในการให้ความช่วยเหลือของรัฐจึงไม่เคยกำหนดหลักเกณฑ์ว่าเป็นคนไร้รัฐหรือไร้สัญชาติเฉพาะ อีกทั้งประเทศฝรั่งเศสมีข้อผูกพันตามอนุสัญญานิวยอร์กลงวันที่ ๒๘ กันยายน ค.ศ. ๑๙๕๔ ซึ่งกำหนดให้การปฏิบัติต่อคนไร้รัฐที่อยู่ภายในประเทศเสมือนหนึ่งการปฏิบัติต่อคนต่างชาติ ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือของรัฐต่อผู้ที่มีสถานะไร้รัฐนั้นเสมือนหนึ่งการให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติคนหนึ่งนั่นเอง  แนวความคิดของการให้ความช่วยเหลือของรัฐในเบื้องต้นเกิดจากความต้องการที่จะคุ้มครองผู้ที่มีสถานะด้อยโอกาสทางสังคม อาทิเช่น เด็ก สตรี คนยากจน คนชรา คนพิการ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้เสมือนบุคคลอื่นทั่ว ๆ ไป แต่วิวัฒนาการในเรื่องการให้ความช่วยเหลือของรัฐเติบโตควบคู่กับวิวัฒนาการด้านการทำประกันสังคมอย่างไม่สามารถแยกจากกันได้ ดังนั้นในบทที่ ๑ นี้จึงได้อธิบายถึงวิวัฒนาการทางด้านประกันสังคมและการให้ความช่วยเหลือของรัฐควบคู่กันไป          ๑.๑ วิวัฒนาการของการจัดระบบประกันและการให้ความช่วยเหลือของรัฐ ยุคเริ่มต้นของแนวคิดการทำประกันและการให้ความช่วยเหลือของรัฐก่อนปี ค.ศ. ๑๘๙๘วิวัฒนาการของแนวความคิดการทำประกันในประเทศฝรั่งเศส เริ่มตั้งแต่ในสมัยยุคกลางโดยเริ่มจากการรวมกลุ่มของผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ โดยมีลักษณะของการรวมกลุ่มเป็นการรวมกลุ่มของผู้ที่ประกอบอาชีพเดียวกันหรืออาชีพที่มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างใกล้ชิด และมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพเดียวกัน ในกรณีที่ประสบปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการงานหรือปัญหาส่วนตัว และมีการเก็บค่าสมาชิกในการรวมกลุ่มเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายของกลุ่ม แต่การรวมกลุ่มในยุคสมัยนี้มีลักษณะเป็นการรวมกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ (ไม่มีผลทางกฎหมาย) และไม่มีลักษณะที่เป็นองค์กรที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. ๑๗๙๑ ประเทศฝรั่งเศสมีการตราพระราชกฤษฎีกาอัลลาห์ด[1]  กำหนดห้ามการรวมกลุ่มของกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ข้างต้น จนกระทั่ง
ในปี ค.ศ. ๑๘๓๕  มีการตราพระราชบัญญัติฮิวมัน ลงวันที่ ๒๒ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๓๕ ว่าด้วยการจัดตั้งกลุ่มที่ทำหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือ โดยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรขึ้น[2] การจัดตั้งกลุ่มตามพระราชบัญญัติฮิวมันมีลักษณะคล้าย ๆ กับการรวมกลุ่มที่ถูกห้ามโดยพระราชกฤษฎีกาอัลลาห์ด เพียงแต่มีความแตกต่างกันที่วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกลุ่มที่ไม่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อแสวงหากำไร และการจัดตั้งยังได้จำกัดเฉพาะบางอาชีพเท่านั้น แต่ในภายหลังรัฐได้อนุญาตให้การจัดตั้งกลุ่มที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือกลุ่มอาชีพของตนสามารถทำได้อย่างเสรี โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านอาชีพ ส่วนรัฐเองก็เข้ามาควบคุมการจัดตั้งกลุ่มน้อยลง
ยุคเริ่มต้นของการทำประกัน เป็นการทำประกันด้วยความสมัครใจและในบางกลุ่มอาชีพเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ทำประกันจะจำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้มีฐานะหรือกลุ่มผู้ที่มีกำลังทรัพย์ที่จะจ่ายค่าเบี้ยประกันได้ จากเหตุผลข้างต้น ทำให้รัฐมีแนวคิดที่จะสร้างความเป็นปึกแผ่นและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชนรวมทั้งขจัดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในสังคม  ดังนั้น ทางสภานิติบัญญัติจึงตรากฎหมายต่าง ๆ ขึ้นมาหลายฉบับเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม อาทิเช่น พระราชบัญญัติลงวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๙๓ ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย[3] พระราชบัญญัติลงวันที่ ๙ เมษายน ค.ศ. ๑๘๙๘ ว่าด้วยการจ่ายเงินชดเชยในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน[4] เป็นต้น วิวัฒนาการระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๙๘ ถึงปี ค.ศ. ๑๙๔๕หากเปรียบเทียบการวิวัฒนาการก่อนปี ค.ศ. ๑๘๙๘ ว่าเป็นต้นกำเนิดของแนวคิดการทำประกัน และการให้ความช่วยเหลือของรัฐ วิวัฒนาการในช่วงที่สองก็คงเปรียบเทียบได้กับช่วงเวลาแห่งการเติบโตของแนวคิดการทำประกัน เนื่องจากระยะเวลาในช่วงที่สองนี้ รัฐมีนโยบายบังคับให้ประชาชนทำประกันบางประเภท โดยการตรากฎหมายบังคับให้ประชาชนทำประกัน อาทิเช่น พระราชบัญญัติลงวันที่ ๙ เมษายน ค.ศ. ๑๘๙๘ ว่าด้วยการจ่ายเงินชดเชยในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งเจตนารมณ์ในการตรา
พระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อให้ความคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน ในกรณีที่อุบัติเหตุดังกล่าวมิได้เกิดจากความผิดของนายจ้าง
พระราชบัญญัติลงวันที่ ๕ เมษายน ค.ศ. ๑๙๑๐ ว่าด้วยการประกันชราภาพซึ่งเจตนารมณ์ในการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อบังคับให้ลูกจ้างในภาคการค้า
และการประกอบอุตสาหกรรมจะต้องทำประกันชราภาพ
พระราชบัญญัติลงวันที่ ๕ เมษายน ค.ศ. ๑๙๒๘ และ พระราชบัญญัติ
ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๑๙๓๐ ว่าด้วยการทำประกันภัยเฉพาะผู้ที่ทำงานประจำในกรณีที่มีการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ชราภาพ และการตาย เกิดขึ้น และพระราชบัญญัติลงวันที่ ๓๐ เมษายน ค.ศ. ๑๙๒๘ ว่าด้วยการประกันที่มีสภาพบังคับสำหรับผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
พระราชบัญญัติลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๓๒ ว่าด้วยการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือสถานะทางครอบครัวโดยเงินที่ใช้ในการสนับสนุนกองทุนได้มาจากการหักเงินจากนายจ้างมีข้อสังเกตว่า วิวัฒนาการในสมัยนี้แม้จะมีการจัดตั้งหลักประกันต่าง ๆ ขึ้นมากมาย แต่การบริหารจัดการของแต่ละหลักประกันยังมีลักษณะเป็นหน่วยงานเฉพาะกลุ่มที่ทำประกัน กล่าวคือ แต่ละสาขาการประกันจะมีความเป็นเอกเทศจากกัน ทั้งในด้านการบริหารจัดการ และในด้านเงินทุน วิวัฒนาการระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๔๕ ถึงปี ค.ศ. ๑๙๔๖ปี ค.ศ. ๑๙๔๕ เป็นปีที่อยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สภาที่ปรึกษาขบวนการใต้ดินในสมัยนั้น มีความต้องการที่จะสร้างความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นในชาติ จึงมีการนำแนวคิดการประกันเป็นมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นในชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน ในการได้รับค่าชดเชยจากรัฐในทุกๆ กรณี หากประชาชนไม่สามารถทำงานได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม รัฐจึงตราพระราชกำหนดลงวันที่ ๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๔๕[5] เพื่อทำหน้าที่รวบรวมกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการประกันให้มารวมกันเป็นหน่วยงานเดียวกัน เรียกชื่อหน่วยงานดังกล่าว ว่า หน่วยงานประกันสังคม โดยให้อำนาจในการจัดเก็บค่าเบี้ยประกันจากสมาชิกและกำหนดให้การบริหารจัดการหน่วยงานให้เป็นไปตามกฎหมายเอกชน กล่าวคือ สามารถบริหารจัดการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาผลกำไร และการบริหารจัดการหน่วยงานดังกล่าวทำโดยตัวแทนของสหภาพของลูกจ้างฝ่ายหนึ่ง และตัวแทนของสหภาพของนายจ้างอีกฝ่ายหนึ่ง แนวคิดการปฏิรูประบบประกันสังคมในยุคนี้มีแนวคิดหลักสามประการด้วยกัน ดังนี้ ๑.            การสร้างความเป็นเอกภาพของระบบประกัน โดยการตราพระราชกำหนดลงวันที่ ๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๔๕ มีเจตนารมณ์ที่จะสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายของระบบประกันสังคมประเภทต่าง ๆ เข้าด้วยกันและมีการบริหารจัดการอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และตราพระราชบัญญัติลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๔๖ มีเจตนารมณ์เพื่อรวมการประกันอุบัติเหตุจากการทำงานกับการประกันประเภทอื่น ๆ เข้าด้วยกัน๒.            การสร้างหลักประกันให้ครอบคลุมแก่ประชาชน โดยการตราพระราชบัญญัติลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๖ ว่าด้วยการขยายขอบเขตของการประกันให้ครอบคลุมประชาชนทุกคน และพระราชบัญญัติลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๖ มีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือการสร้างครอบครัวให้แก่ประชาชน๓.            การสร้างหลักประกันที่ครอบคลุมในทุกสาขาความเสี่ยง โดยการตราพระราชกำหนดลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๔๕ มีเจตนารมณ์เพื่อครอบคลุมการประกันทุก ๆ สาขาความเสี่ยง (การเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ชราภาพ การตาย) แม้ว่าจะมีการตราพระราชกำหนดเพื่อรวบรวมองค์กรต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ประกันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว แต่ทว่ามีบางอาชีพที่มิได้ตกอยู่ภายใต้หลักประกันสังคมดังกล่าวซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นระบบประกันสังคมในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีลักษณะพิเศษ เช่น ประกันสังคมสำหรับอาชีพข้าราชการ ประกันสังคมสำหรับผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เป็นต้น วิวัฒนาการระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๔๖ ถึงปัจจุบันวิวัฒนาการของระบบประกันสังคมในปี ค.ศ. ๑๙๔๕ ถึงแม้จะมีการ
มุ่งเน้นให้ประชาชน ได้รับความคุ้มครองอย่างเสมอภาคกันแล้วก็ตาม ประเทศฝรั่งเศสยังบัญญัติถึงสิทธิของประชนที่จะได้รับการรับรองและดูแลจากรัฐในเรื่องความมั่นคงในการดำรงชีวิตซึ่งเห็นได้จาก วรรค ๑๐ และวรรค ๑๑ แห่งคำปรารภของกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ค.ศ. ๑๙๔๖
ชาติจะต้องให้หลักประกันแก่ประชาชนและครอบครัวของเขาตามความจำเป็นเพื่อการพัฒนาของประชาชน  ชาติจะต้องรับรองการคุ้มครองทางด้านสุขภาพ ความปลอดภัยในสิ่งต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม การมีเวลาสำหรับพักผ่อน และการจัดให้ประชาชนมีความผ่อนคลาย โดยเฉพาะแก่ เด็ก ผู้หญิงที่มีสถานะเป็นมารดา และคนชราที่ทำงาน มนุษย์ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือตามความเหมาะสมในกรณีที่ไม่สามารถทำงานได้ ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขเรื่องอายุ สภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และสถานภาพทางเศรษฐกิจอาจกล่าวได้ว่าปี ค.ศ. ๑๙๔๖ เป็นปีแห่งการพัฒนาแนวคิดทางด้านประกันสังคมผ่านหลักการทั้งสามหลักที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๔๕  คือ รัฐได้รวมระบบประกันต่าง ๆ เข้ากับระบบประกันสังคมหลัก ซึ่งในช่วงต้นของการพัฒนาแนวคิดดังกล่าวมีบางระบบประกันที่พยายามที่จะไม่รวมกับระบบประกันสังคมหลัก แต่ท้ายที่สุดระบบประกันที่มีขนาดเล็กและที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่ด้อยกว่าก็ต้องจำยอมเข้าร่วมกับระบบประกันที่เป็นหลัก นับแต่ปี ค.ศ. ๑๙๔๖ เป็นต้นมา รัฐได้ออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้ระบบประกันสังคมมีความเป็นเอกภาพและครอบคลุมถึงประชาชนทุก ๆ คนมากขึ้น อาทิเช่น พระราชบัญญัติลงวันที่ ๙ เมษายน ค.ศ. ๑๙๔๗ ว่าด้วยการทำประกันสังคมของข้าราชการ พระราชบัญญัติลงวันที่ ๑๗ มกราคม ๑๙๔๘ ว่าด้วยการประกันชราภาพแก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระแต่มิใช่เกษตรกรรม (ช่างฝีมือ ค้าขาย ฯลฯ) พระราชบัญญัติลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๖๖ ว่าด้วยการสร้างระบบประกันเสริมที่มีสภาพบังคับแก่กลุ่มเกษตรกรเพื่อการประกันอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน และประกันอุบัติเหตุนอกเหนือจากการทำงาน พระราชบัญญัติลงวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๙๙ ว่าด้วยการจัดตั้งหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือด้านการเจ็บป่วยสำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ เป็นต้นเห็นได้ว่าวิวัฒนาการที่ผ่านมา ประเทศฝรั่งเศสมิได้ปฏิรูปเฉพาะรูปแบบของการบริหารจัดการระบบประกันสังคมเท่านั้น แต่ยังปฏิรูประบบการเงินของระบบประกันสังคมอีกด้วย กล่าวคือ โดยนับจากปี ค.ศ. ๑๙๔๕ เป็นต้นมา รายได้หลักของหน่วยงานประกันสังคมมาจากเงินของผู้ประกันตนกับนายจ้างส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐซึ่งนำมาจากเงินภาษีและเงินสะสมที่รัฐได้หักจากรายได้ของประชาชน[6] นอกจากนั้นแล้ว รัฐยังได้ตราพระราชกำหนดลงวันที่ ๒๔ มกราคม ค.ศ. ๑๙๙๖ กำหนดให้บริษัทต่าง ๆ มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างความมั่นคงในสังคม โดยรัฐจะนำเงินดังกล่าวมาจัดสรรให้แก่หน่วยงานประกันสังคมเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายของหน่วยงานต่อไป ๑.๒ วิวัฒนาการของการให้ความช่วยเหลือของรัฐทางด้านสาธารณสุข นับตั้งแต่สมัยโบราณกาล ประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปถือว่าการให้ความช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุขแก่พลเมืองที่ยากจนของตนนั้นเป็นเป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานที่รัฐที่มีอารยธรรมพึงต้องยึดถือปฏิบัติ แต่ทว่าภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรโรมันแล้ว ศาสนจักรได้สืบทอดแนวความคิดและแนวปฏิบัติดังกล่าวจากฝั่งอาณาจักรโรมัน โดยศาสนจักรนำทรัพย์สินส่วนหนึ่งที่ได้รับการบริจาคจากเอกชนที่ต้องการบริจาคทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อใช้ในกิจการของศาสนจักรมาใช้จ่ายสำหรับพลเมืองที่ยากจน และยิ่งไปกว่านั้นในยุคสมัยที่ศาสนจักรมีความรุ่งเรืองในทวีปยุโรป ศาสนจักรกำหนดให้มีการหักรายได้ส่วนหนึ่งของประชาชนเพื่อนำมาสมทบเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับช่วยเหลือคนยากจนที่ศาสนจักรรับดูแลในยุคกลาง แนวความคิดว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุขแก่คนยากจนนั้นได้ขยายขอบเขตและครอบคลุมไปถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม อาทิเช่น คนพิการ คนชรา เด็กที่ถูกทอดทิ้ง เป็นต้น แนวความคิดของการให้ความช่วยเหลือของศาสนจักรในยุคนี้มีลักษณะคล้ายกับเป็นการแข่งขันกันเพื่อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาในองค์กรต่าง ๆ ของศาสนจักร และมีบ่อยครั้งที่การให้ความช่วยเหลือก่อให้เกิดความแตกแยกและความรู้สึกที่ไม่เท่าเทียมกันของผู้ได้รับความช่วยเหลือต้นศตวรรษที่ ๑๖ องค์กรของศาสนจักรหลาย ๆ องค์กรได้นำเงินสำหรับช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมไปใช้จ่ายในกิจการส่วนตัว (คอร์รัปชั่น) ดังนั้นทางรัฐ (อาณาจักร) ได้ทำการแทรกแซงกิจการดังกล่าวของศาสนจักรเพื่อป้องกันการนำเงินสำหรับช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมไปใช้จ่ายในกิจการส่วนตัว โดยรัฐได้กำหนดให้เจ้าเมืองในแต่ละเมืองมีหน้าที่ในการเข้าไปดูแลการบริหารจัดการทรัพย์สินขององค์กรทางศาสนจักรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และยิ่งไปกว่านั้น รัฐได้จัดตั้งองค์กรทางการกุศลขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคมโดยเฉพาะซึ่งในบางองค์กรมีขอบเขตการทำงานเหมือนกับการปฏิบัติงานขององค์กรทางศาสนจักร อาทิเช่น การจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดการกับปัญหาความยากจน[7] อีกทั้ง รัฐยังได้จัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการควบคุมและดูแลสถานพยาบาลของศาสนจักรโดยอำนาจและความรับผิดชอบของหน่วยงานดังกล่าวขึ้นตรงต่อกษัตริย์[8]ซึ่งวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งก็เพื่อควบคุมคุณภาพและการบริหารจัดการทรัพย์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้ความช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุขแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ปี ค.ศ. ๑๕๕๑ รัฐมีนโยบายสำหรับช่วยเหลือคนยากจนโดยเฉพาะ โดยรัฐกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลและด้านที่พักอาศัยสำหรับคนยากจนโดยเฉพาะ และรัฐได้จัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดหางานสำหรับคนยากจนเพื่อให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำงานที่มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพปี ค.ศ. ๑๖๕๖ ประเทศฝรั่งเศสได้จัดตั้งสถานพยาบาลสำหรับคนยากจนภายในกรุงปารีส และในปี ค.ศ. ๑๖๖๒ กำหนดให้ทุก ๆ เมืองจะต้องจัดตั้งสถานพยาบาลสำหรับคนยากจนและสถานพยาบาลดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานตำรวจ อย่างไรก็ดี สถานพยาบาลสำหรับคนยากจนในยุคดังกล่าวแบ่งเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่มีการรักษาพยาบาลสำหรับคนยากจนที่เจ็บป่วย และส่วนที่จำกัดบริเวณผู้ที่ได้รับการรักษาจนหายแล้วและมีสุขภาพและร่างกายที่สมบูรณ์เพื่อนำกลุ่มบุคคลดังกล่าวมาพัฒนาฝีมือแรงงานและให้ทำงานภายในสถานพยาบาล ในยุคนี้เห็นว่าการร้องขอความช่วยจากรัฐโดยอ้างเหตุเรื่องความยากจนถือว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายและมีโทษตามกฎหมาย เนื่องจากนับแต่ปี ค.ศ. ๑๕๕๑ รัฐได้จัดหน่วยงานเพื่อฝึกสอนการประกอบอาชีพแก่คนยากจนภายหลังการจัดตั้งสถานพยาบาลสำหรับคนยากจนมาระยะหนึ่งแล้ว ชาวฝรั่งเศสโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีฐานะยากจนได้วิพากษ์ วิจารณ์กันมากในเรื่องการบริหารจัดการและการให้บริการของสถานพยาบาล อีกทั้งรัฐไม่สามารถขจัดปัญหาความยากจนออกไปจากสังคมได้ ประกอบกับแนวคิดของ ลูมิแอร์ (Lumières) ที่มีการรียกร้องให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือคนยากจน ดังนั้น รัฐจึงปฏิรูปการบริหารจัดการสถานพยาบาลโดยมีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารจัดการและการให้บริการของสถานพยาบาลอย่างเคร่งครัด และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องความยากจนที่รัฐประสบความล้มเหลวตลอดมา รัฐจึงนำแนวคิดและวิธีการในการให้ความช่วยเหลือคนยากจนในสมัยก่อนมาปรับใช้โดยเงินที่นำมาช่วยเหลือคนยากจนเป็นเงินที่ได้จากการจัดเก็บจากภาษีของประชาชนแนวความคิดในปัจจุบันเรื่องการช่วยเหลือของรัฐทางด้านสาธารณสุขแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมถือได้ว่าเป็นผลิตผลทางแนวคิดในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสที่ส่วนหนึ่งมุ่งเน้นที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนโดยพัฒนาฝีมือการทำงานของคนยากจนเพื่อให้สามารถทำงานที่มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ และอีกส่วนหนึ่งรัฐได้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนโดยไม่มีการแบ่งแยกการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐตามฐานะทางสังคม อีกทั้งรัฐยังคำนึงถึงมาตรฐานการให้บริการตลอดมาซึ่งเห็นได้จากในประวัติศาสตร์มีการจัดตั้งองค์กรต่าง ๆ ขึ้นเพื่อควบคุมการบริหารจัดการและการบริการของสถานพยาบาล      ดังที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นถึงวิวัฒนาการโดยย่อของระบบประกันสังคมและการให้ความช่วยเหลือทางด้านสาธารณสุขของรัฐในประเทศฝรั่งเศส เห็นได้ว่าแนวความคิดพื้นฐานที่ก่อให้เกิดหลักการการประกันสังคมขึ้นก็คือ ความรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในอนาคตซึ่งเป็นเหตุให้ชาวฝรั่งเศสคิดค้นระบบที่ใช้เป็นการประกันความเสี่ยงภัยในอนาคตขึ้นซึ่งก็คือ ระบบประกันสังคม และในขณะเดียวกันตัวผู้ปกครองเองได้คำนึงถึงผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคมอยู่เสมอจึงได้สร้างอีกระบบหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นคู่ขนานกับระบบประกันสังคมสำหรับผู้ที่ไม่มีสิทธิตามประกันสังคม ก็คือ ระบบการให้ความช่วยเหลือโดยรัฐหากวิเคราะห์ถึงแนวนโยบายทางสังคมที่ใช้แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมของประเทศฝรั่งเศสแล้ว สามารถจำแนกได้เป็นสองแนวทางหลักที่รัฐใช้ในการแก้ไขปัญหาของ ดังนี้ แนวทางที่หนึ่ง รัฐทำหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือ แนวความคิดในเรื่องรัฐจะต้องให้ความช่วยเหลือต่อผู้ด้อยโอกาสนั้นมาจากแนวความคิดทางด้านศาสนาในเรื่องการบริจาคและการทำการกุศล โดยรัฐนำมาประยุกต์ใช้กับหลักความเสมอภาคของพลเมืองซึ่งเป็นผลให้ผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคมหรือผู้ที่มีลักษณะที่ไม่เท่าเทียมกับบุคคลส่วนใหญ่ในสังคมมีสิทธิที่จะขอให้รัฐช่วยเหลือได้ เช่น การให้ความช่วยเหลือผู้พิการ การให้ความช่วยเหลือเด็กกำพร้า หรือคนชราที่ถูกทอดทิ้ง เป็นต้น ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือบุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยรัฐอาจให้ความช่วยเหลือโดยการให้การสนับสนุนทางด้านการเงิน หรือการให้สิทธิพิเศษทางด้านสังคมตามแต่ความจำเป็นของแต่ละคน โดยการบริหารจัดการวิธีการให้ความช่วยเหลือของรัฐ รัฐจะดำเนินการผ่านหน่วยงานของรัฐทั้งทางส่วนกลางและทางส่วนภูมิภาค แนวทางที่สอง รัฐทำหน้าที่ในการจัดหาหลักประกัน โดยการกำหนดบังคับให้ทุกคนจะต้องมีหลักประกันและจะต้องอยู่ภายใต้ระบบประกันสังคมซึ่งถือว่าเป็นแนวนโยบายหลักของรัฐ ซึ่งรัฐทำหน้าที่ในการกระจายความเสี่ยงสำหรับผู้ประกันตนโดยรัฐกำหนดให้ผู้ที่มีอาชีพทุกคนจะต้องหักรายได้ส่วนหนึ่งเป็นค่าประกันตนโดยคิดคำนวณค่าประกันตนจากฐานของรายได้เป็นเกณฑ์และรัฐมีหน้าที่ในการจัดหาเงินอุดหนุนอีกส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่มีผลเสียต่อสุขภาพ อาทิเช่น การจัดเก็บภาษีจากสุราและยาสูบในอัตราที่สูงเพื่อที่จะนำเงินจากผู้บริโภคสุราและยาสูบมาจ่ายให้แก่ประกันสังคม ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้ผู้ที่มีความเสี่ยงน้อย (ผู้ที่มิได้ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่) ต้องรับภาระมากเกินสมควร และผู้ประกันตนทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติจากรัฐอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมายประกันสังคมทุกประการ เช่น มีสิทธิที่จะได้รับเงินชดเชยในระหว่างหางาน มีสิทธิที่จะได้รับเงินชดเชยเมื่อเจ็บป่วย เป็นต้น    <div>
<hr width="33%" size="1">

[1]Le décret d’Allarde en 1971
[2] La loi Humann du 22 juin 1835
[3] La loi du 15 juillet 1893 institue une assistance médicale gratuite
[4] La loi du 9 avril 1898 facilitera considérablement l’indemnisation des victimes d’un accident du travail
[5] L’ordonnance du 4 octobre 1945 relative à l’organisation de la Sécurité sociale : crée un régime général de sécurité sociale
[6]พระราชบัญญัติลงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๙๓ (Loi du 22 juillet 1993)
[7] Le Grand bureau des pauvres de Paris จัดตั้งเมื่อปี ค.ศ. ๑๕๔๔
[8] Le Grand Aumônier du Roi et d’officiers royaux

</div>