R2R ในวัด

คืนนี้เอง หลังจากตีหนึ่งล่วงแล้ว กัลยาณมิตรท่านหนึ่งก็ส่งโครงสร้างหนังสือ คู่มือ R2R  มาให้ผู้เขียนพิจารณาดูว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ? ... ท่านคงจะคิดว่า ผู้เขียนจะพอมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง... หลังจากอ่านหยาบๆ จบสองเที่ยวแล้วก็บอกว่า ผ่าน .... สาเหตุก็คือ ผู้เขียนไม่มีความเห็นที่จะำนำเสนอ...

หลังจากนั้นก็เริ่มคุยกัน ตั้งต้นแต่ ผู้เขียนบอกว่า R2R ย่อมาจากอะไร ? นั่นคือ ผู้เขียนไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย (จริงๆ)

เมื่อกัลยาณมิตรผิดหวังโดยการออฟไลน์ไปนอน ผู้เขียนก็เริ่มค้นหาอ่านในเน็ต จึงได้รู้ว่า เจ้าอาทูอาที่ว่านั้นก็คือ การทำวิจัยในงานประจำ ซึ่งโดยมากอยู่ในแวดวงทางการแพทย์ พยาบาลหรือสาธารณสุข แต่อาจารย์หมอวิจารณ์มีความเห็นว่า อยากจะเห็นเป็นที่สุดก็คือในวงการครู (ดู ชุมชน R2R ในฝันของผม)

หลังจากอ่านเชิงสำรวจทั่วๆ ไป ผู้เขียนก็มีความเห็นว่าอาทูอา ก็คือ การค้นหาแนวทางบางอย่างในขณะที่ทำงานเพื่อนำมาปรับปรุงงานเดิมๆ ให้ดีขึ้น หรือเพื่อให้เกิดองค์ความรู้บางอย่างแล้วสร้างสิ่งใหม่มาใช้ในงานที่กำลังทำ โดยแนวทางหรือสิ่งใหม่ที่ได้มาจากการค้นหานี้จะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานแล้วก็เผยแพร่ต่อไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม.... น่าจะทำนองนี้

เมื่อมาถึงตอนนี้ ผู้เขียนก็คิดว่า

  • อาทูอาในวัดมีกะเค้าบ้างหรือไม่ ?  

........... 

ผู้เขียนคิดว่า ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในวัด น่าจะจัดเป็น อาทูอา ได้ เช่น

การทอดกฐิน ในสมัยก่อน ไม่ได้กำหนดว่า ตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ (หรือวันหยุดอื่นๆ) แต่ต่อมาระบบสังคมเริ่มมีวันหยุดเป็นระเบียบยิ่งขึ้น บางวัดจึงเริ่มมีการกำหนดวันทอดกฐินให้ตรงกับวันเสาร์อาทิตย์โดยมุ่งหวังว่า จะมีคนมาร่วมงานมากขึ้น จะทำให้วัดได้รับบริวารกฐิน (คือเงินหรือปัจจัย) มากยิ่งขึ้น... ต่อมาเมื่อวิธีการนี้ได้ผล วัดอื่นๆ จึงนำไปใช้ กลายเป็นว่า ปัจจุบันนี้ วัดทอดกฐินเกือบทั้งหมดจะตรงกับวันเสาร์อาทิตย์...

ในเทศกาลเข้าพรรษา วัดทั่วๆ ไปจะมีการแสดงธรรมในเวลาหัวค่ำตอนกลางคืนตลอดพรรษา แต่เมื่อมาถึงยุคมีโทรทัศน์เป็นสิ่งสามัญประจำบ้าน (เดียวนี้มีประจำวัดด้วย) ญาติโยมก็มาวัดฟังธรรมน้อยลง หลังจากการทำวิจัยก็พบว่า โยมติดละครหลังข่าว ดังนั้น วัดจึงต้องเลื่อนเวลามา และประกาศว่า จะให้เสร็จพิธีไม่เกินสองทุ่มครึ่ง เพื่อญาติโยมจะได้กลับไปดูละครหลังข่าวทันตามเวลา...

จำได้ว่า เมื่อผู้เขียนแรกบวช ก็เริ่มมีข่าวว่า บริษัทประกันฯ มีปัญหากับบางวัดในการจ่ายกรมธรรม์ เพราะอดีตเจ้าอาวาสได้ทำประกันฯ ไว้ แต่เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว ทางวัดยังไม่ได้เบี้ยประกันฯ ทำนองนี้.... ตอนนั้นมีค่านิยมว่า พระ-เณรไม่ควรทำประกันฯ

แต่ปัจจุบัน ในกลุ่มพระเถระเริ่มมีค่านิยมในการทำประกันฯ เพิ่มมากขึ้น... สาเหตุเพราะ พระเถระบางรูปมรณภาพแล้ว ไม่มีปัจจัยติดก้นย่ามเลย ทำให้เป็นภาระต่อวัดนั้นๆ หรือบางรูปอาพาธก็ไม่มีใครช่วยรักษาพยาบาล... ส่วนพระเถระที่ทำประกันฯ ไว้ เมื่อคราวมรณภาพลงทางวัดก็รู้สึกยินดีในการจัดงานศพ และส่วนบางรูปที่อาพาูธก็จะได้รับการรักษาพยาบาลตามสัญญากรมธรรม์....

ยังมีประเด็นอื่นอีกเยอะ แต่ผู้เขียนยกตัวอย่าง ๒-๓ กรณีนี้ เพราะเข้าใจกันได้ง่าย

...........

ผู้เขียนไม่รู้เรื่องอาทูอา เพิ่งรู้จักก็คืนนี้แหละ จึงใคร่ถามผู้ที่พอจะรู้บ้างว่า เรื่องที่ผู้เขียนเล่ามา พอจะจัดเป็นอาทูอาหรือไม่ ?

และในวัดนั้น  ถ้าจะมีอาทูอาก็เค้าบ้าง ควรจะเป็นไปอย่างไร ?