กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการ

กฎหมายว่าด้วยยาของประเทศญี่ปุ่น

  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปที่กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการ แห่งประเทศญี่ปุ่น  ในการนี้ นายทากุ โอฮาร่า เจ้าหน้าที่กองธุรการ สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารและยา ได้บรรยายให้ผู้เขียนรับทราบโดยสรุปได้ดังนี้</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">วัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยยา</p><p>ประเทศญี่ปุ่นได้มีการออกกฎหมายว่าด้วยยามีวัตถุประสงค์เพื่อ</p><p>๑. ให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพ ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาต่างๆ ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะกึ่งยา (quasi-drugs) เครื่องสำอาง และเครื่องมือทางการแพทย์ </p><p>๒. ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนายา ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะกึ่งยา (quasi-drugs)เครื่องสำอาง และเครื่องมือทางการแพทย์ </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คำนิยามของคำว่า ยา</p><p>สำหรับคำนิยามของคำว่า ยา ได้กำหนดคำจำกัดความไว้ดังนี้</p><p>๑. สารที่กำหนดไว้ในมาตรฐานบัญชียาแห่งชาติ</p><p>๒. สารที่มีวัตถุประสงค์มุ่งหมายเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรค การรักษา หรือป้องกันโรคในมนุษย์และสัตว์ </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">๓. สารที่วัตถุประสงค์มุ่งหมายที่จะให้มีผลต่อการทำงานของร่างกายของมนุษย์และสัตว์</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">มาตรฐานบัญชียาแห่งชาติ (The Japanese Pharmacopoeia)</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p>ตามมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติยา ได้กำหนดมาตรฐานบัญชียาแห่งชาติไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการกำหนดเกณฑ์คุณลักษณะหรือคุณสมบัติ และคุณภาพของยาที่มีความสำคัญในการรักษาโรค โดยแยกเป็นสองส่วน ได้แก่</p><p>ส่วนที่ ๑ ยาพื้นฐานในการรักษาโรค (มี ๘๘๑ รายการ) </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ส่วนที่ ๒ ยาที่ส่วนประกอบของวัตถุดิบที่ผสมผสานกัน (มี ๘๘๑ รายการ)</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คำนิยามของคำว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะกึ่งยา (quasi-drugs)</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p>สำหรับคำนิยามของคำว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะกึ่งยา (quasi-drugs)ได้กำหนดคำจำกัดความไว้ดังนี้</p><p>๑. ผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นการเฉพาะสำหรับ เช่น เพื่อป้องกันการอาเจียร การระคายเคือง การร่วงของเส้นผม เป็นต้น </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">๒. ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีผลรุนแรงต่อร่างกาย รวมถึงเครื่องมือเพื่อการบำบัดโรค เป็นต้น  </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ระเบียบขั้นตอนการขออนุมัติ</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เอกชนใดที่ต้องการผลิตยาเพื่อจำหน่ายจะต้องมีการผ่านกระบวนการปฏิบัติการทางห้องทดลองและกระบวนการทางคลินิกที่ดีมีมาตรฐาน จึงจะสามารถยื่นความจำนงในการขออนุมัติต่อองค์กร ทั้ง ๔ ซึ่งได้แก่ คณะกรรมการอาหาร ยาและอนามัย กระทรวงสาธารณสุขฯ การประสานการทำงานร่วมกันอย่างมีระบบ ถ้าได้รับการตรวจสอบผ่านจึงจะได้รับการอนุมัติ สถาบันวิจัยเพื่อความปลอดภัยทางเภสัชกรรมและสถาบันสาธารณสุขและสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะมีการพิจารณากลั่นกรองอย่างเป็นระบบ</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p>ในกระบวนการยื่นขอผลิตยา ผู้ประกอบการต้องดำเนินการทดสอบผลทางการแพทย์ โดยใช้สัตว์ทดลองและเก็บข้อมูลยื่นต่อองค์การทั้งสี่โดยต้องปฏิบัติตามกฎ Good Laboratory Practice (GLP) ได้แก่๑. แจ้งผลทดสอบด้านความปลอดภัย๒. แจ้งผลการทดสอบและทดลองตัวยากับสัตว์ทดลอง </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ทั้งนี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมการทดสอบด้วย</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">การปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วย (Good Clinical Practice)</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p>เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าการทดสอบทางคลินิกมีความเหมาะสมทั้งในด้านจริยธรรมและทางวิทยาศาสตร์</p><p>ช่วงที่หนึ่ง กำหนดปริมาณการใช้ยาสำหรับคนปกติโดยพิจารณาถึงความปลอดภัย</p><p>ช่วงที่สอง ให้ยากับคนไข้จริงและทำการวิเคราะห์ผลว่าควรใช้ในปริมาณเพียงใด และเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคอะไรบ้าง </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ช่วงที่สาม ทดลองใช้ยากับคนไข้จำนวนมากและวิเคราะห์ว่านำไปใช้จริงได้หรือไม่อย่างไร</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">หลังการอนุมัติและจำหน่ายแล้ว</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">กฎหมายได้กำหนดระเบียบ ขั้นตอนในการผลิตและขั้นตอนในการจำหน่าย โดยกำหนดว่าผู้ผลิตจะต้องเป็นผู้มีความรู้และรับรองความปลอดภัยในการใช้ยาของผู้ป่วย นอกจากนี้ การโฆษณาจำหน่ายยาผู้จำหน่ายต้องยื่นขออนุมัติด้วย และกระบวนการผลิตยาด้วยวัตถุดิบต่างๆ ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติที่มีคุณภาพ รวมถึงสถานที่ประกอบยาต้องมีการควบคุมดูแลความสะอาดเรียบร้อย</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">กฎระเบียบการจำหน่ายยา</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">กำหนดให้ร้านขายยาจะต้องมีเภสัชกรประจำ</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">การจำหน่ายยาพิเศษ</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จำกัดไม่ให้จำหน่ายตัวยาบางประเภทสำหรับร้านขายยาที่อยู่ตามเกาะต่างๆ และการขายยาแบบวางตามบ้านเรือนผู้บริโภค</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">กฎระเบียบการรักษาความปลอดภัยของยา</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ตัวยาที่ได้รับอนุมัติการผลิตแล้ว ผู้ผลิตต้องรายงานผลการรักษาจากยา ปีละหนึ่งครั้ง เพื่อเก็บเป็นข้อมูลเพิ่มขึ้นจากข้อมูลเดิมที่ขออนุมัติ ทั้งนี้ เพื่อประเมินผลของคุณภาพยาและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อดำเนินการแก้ไข</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ระบบรายงานผลแทรกซ้อนของยา ARD (Adverse Drug Reaction)</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">โดยกระทรวงสาธารณสุข จะดำเนินการและเฝ้าระวังในเรื่องผลแทรกซ้อนของยา ด้วยการรับข้อมูลจากผู้ผลิตยา โรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งข้อมูลจากต่างประเทศและข้อมูลทั่วไป และให้องค์การหลักที่เกี่ยวข้องดำเนินการพิจารณาหามาตรการเพื่อแก้ไข เมื่อกระทรวงสาธารณสุขฯ ทราบผลกระทบที่แน่ชัดจะแจ้งไปยังผู้ผลิต เผยแพร่ข่าวสารต่อโรงพยาบาล ร้านจำหน่ายยาต่อไป แต่ถ้าในกรณีฉุกเฉินจะใช้วิธีส่งโทรสารและเผยแพร่ข่าวไปยังต่างประเทศด้วย</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ระบบการให้เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ที่มีอาการข้างเคียงจากการใช้ยาและเวชภัณฑ์</p>   <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">พร้อมกันนี้ นายอินาโอกา โตชิกาชู ผู้อำนวยการกองให้ความช่วยเหลือและประโยชน์ สำนักบรรเทาอาการข้างเคียงจากการใช้ยาและเวชภัณฑ์ องค์กรส่งเสริมความปลอดภัยเกี่ยวกับยาและการวิจัย ได้บรรยายให้ผู้เขียนได้รับทราบโดยสรุปได้ดังนี้</p>

 ยาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบรรเทาและรักษาโรคต่างๆ เพื่อให้อาการและสุขภาพของผู้บริโภคดีขึ้นและหายจากโรค อย่างไรก็ตาม การใช้ยานั่นอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงแก่ผู้บริโภคได้ เหตุการณ์การใช้ยาทาลิโดไมน์ และยาคิโนโซน <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ยาทาลิโดไมน์ได้มีการผลิตขึ้นในปี ค.ศ. ๑๙๕๘ ในประเทศเยอรมันตะวันตกและได้มีการวางจำหน่ายในทวีปยุโรปยกเว้นอเมริกา ต่อมา ในปี ค.ศ. ๑๙๖๑ ประเทศเยอรมันฯ ได้เตือนถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยาดังกล่าวของสตรีมีครรภ์ และห้ามจำหน่ายในประเทศเยอรมัน แต่ยังคงมีจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นอยู่ จนกระทั่งปี ค.ศ. ๑๙๖๒ กระทรวงสาธารณสุขฯ ได้มีการห้ามจำหน่ายและเก็บคืนยาดังกล่าวเพราะมีผู้เสียหายจำนวนมากและมีการฟ้องร้องบริษัทผู้ผลิตยาและประเทศที่จำหน่ายในปี ค.ศ. ๑๙๖๓ ซึ่งใช้ระยะเวลาในการฟ้องร้องนานถึง ๑๐ ปี และมีการประนีประนอมยอมความกันในปี ค.ศ. ๑๖๗๔</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">สำหรับยาคิโนโซนนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดโรค Subacute Myelo Optico Neuropathy (SMON) เป็นยาที่มีจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. ๑๘๙๙ ต่อมา ในปี ค.ศ. ๑๙๕๕ มีผู้ได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยาดังกล่าวทั่วประเทศ แต่ยังไม่ทราบสาเหตุของอาการดังกล่าวจนกระทั่งในปี ค.ศ. ๑๙๗๐ จึงมีการประการถึงสาเหตุของโรคว่าเกิดจากการใช้ยาคิโนโซน รวมระยะเวลานานถึง ๑๕ ปี และมีผู้เสียหายจำนวนมาก และในปีเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขฯ ได้ประกาศห้ามจำหน่าย ต่อมา ในปี ค.ศ. ๑๙๗๑ มีผู้เสียหายจำนวนประมาณ ๗,๐๐๐ คน ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลรวม ๓๒ ศาล และต่อมา ได้มีการร่างกฎหมายให้ความช่วยเหลือผู้ใช้ยาที่มีผลข้างเคียงซึ่งยังไม่สำเร็จ และในปี ค.ศ. ๑๙๗๗ ศาลแขวงท้องถิ่นคานาซาวาได้พิจารณาและพิพากษาว่ายาดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดโรคดังกล่าว และบริษัทผู้ผลิตต้องรับผิดชอบร่วมกับรัฐบาลในการชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้บริโภค ปรากฏว่าบริษัทฯ ฟ้องผู้เสียหายกลับ และใช้เวลา ๑ ปี  ทั้งสองฝ่ายจึงได้ประนีประนอมยอมความกันโดยบริษัทผู้ผลิตและรัฐบาลต้องจ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวน ๑๑๙,๕๐๐ ล้านเยน ให้แก่ผู้เสียหาย โดยเงินหนึ่งในสามนั้นรัฐบาลต้องเป็นผู้จ่ายซึ่งใช้เวลานานมาก</p>   <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">จากเหตุการณ์ทั้งสองทำให้รัฐบาลต้องพิจารณาทบทวนการบริหารประเทศ โดยเน้นการช่วยเหลือผู้บริโภคให้รวดเร็วที่สุดเนื่องจากทั้งสองกรณีดังกล่าวใช้เวลาในการฟ้องร้องถึง ๑๐ ปี</p>

ปัญหาที่ได้รับจากเหตุการณ์ทั้งสองกรณีนั้นได้แก่

๑. ผลข้างเคียงจากการใช้ยาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากแต่ละบุคคลมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน

๒. กฎหมายแพ่งไม่สามารถนำไปใช้กับกรณีดังกล่าวได้เนื่องจากผู้บริโภคไม่สามารถพิสูจน์การกระทำของบริษัทผู้ผลิตและแพทย์ได้ ประกอบกับมีคู่มือการใช้ยากำกับไว้แล้ว การที่จะพิสูจน์นั้นต้องใช้ความรู้พิเศษและค่าใช้จ่ายสูง ผู้เสียหายจึงไม่อาจฟ้องต่อศาลได้

๓. ข้อมูลการผลิตทั้งหมดอยู่กับบริษัทผู้ผลิตและแพทย์ ผู้เสียหายจึงไม่สามารถทราบสาเหตุของผลข้างเคียงว่าเกิดจากขั้นตอนใด

๔. กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลใช้เวลานานมาก

  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ผลิตยาก็ได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้เสียหาย โดยกลุ่มบริษัทผู้ผลิตยาได้จัดตั้งกองทุนเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายอันเนื่องมาจากอาการข้างเคียงจากการใช้ยา</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ต่อมา ในปี ค.ศ. ๑๙๗๙ กระทรวงสาธารณสุขฯ ได้ประกาศกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนให้เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ที่มีอาการข้างเคียงจากการใช้ยาและเวชภัณฑ์ และเริ่มดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้บริโภค ในปี ค.ศ. ๑๙๘๐ และในปี ค.ศ. ๒๐๐๒ ได้จัดตั้งองค์กรร่วมทางด้านอุปกรณ์เครื่องมือ ยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ในส่วนของภาคเอกชน</p>

เป้าหมายและหน้าที่ขององค์กรดังกล่าวมีดังนี้

๑. ให้เงินช่วยเหลือสำหรับผู้ที่มีอาการข้างเคียงจากการใช้ยาและเวชภัณฑ์ทางร่างกาย

๒. การพัฒนาเทคโนโลยีด้านยาและเวชภัณฑ์จากการวิจัยขั้นพื้นฐาน

๓. การตรวจสอบการลงทุนในการพัฒนาคุณภาพ ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาและเวชภัณฑ์

หน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีอาการข้างเคียงจากการใช้ยาและเวชภัณฑ์มีดังนี้

๑. การให้เงินช่วยเหลือ

๒. การรับเรื่องและการให้กู้ยืมเงิน

๓. การให้ความช่วยเหลือจากการรับเรื่อง

ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือดังกล่าวนั้น จะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะขอรับเงินช่วยเหลือนั้นจะต้องมีลักษณะดังนี้

๑. อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นต้องรุนแรงและจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

๒. ความทุพพลภาพต้องรุนแรงในระดับที่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันต้องอยู่ในข้อจำกัดหรือเสียชีวิต

กรณียกเว้นที่ไม่อยู่ในข่ายของการให้ความช่วยเหลือมีดังนี้

๑. มีการนำระบบการให้ความช่วยเหลือสาธารณะอื่นมาใช้เยียวยาทดแทนแล้ว

๒. กรณีความรับผิดชอบในค่าเสียหายมีความชัดเจนแล้ว เช่น ขั้นตอนการผลิตมีความผิดพลาด เป็นต้น

๓. ความเสียหายทางร่างกายที่เกิดจากการใช้ยาและเวชภัณฑ์ที่ไม่ได้อยู่ในเป้าหมาย เช่น การถ่ายเลือด

๔. ความเสียหายทางร่างกายที่ไม่รุนแรง

๕. เกินช่วงเวลาของการเรียกร้อง

๖. กรณีที่มีการกำหนดตามบทบัญญัติของกระทรวงอื่นๆ

ะบบการร้องขอความช่วยเหลือนั้น เมื่อผู้เสียหายได้ร้องขอความช่วยเหลือต่อองค์กรยาและเวชภัณฑ์แล้ว จากนั้น องค์กรยาฯ จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการตรวจสอบด้านอาหารและยาพิจารณา เมื่อคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเสร็จก็จะแจ้งผลให้รัฐทราบเพื่ออนุมัติเงินช่วยเหลือให้กับองค์กรยาฯ เงินนี้รัฐจะเป็นผู้ให้บริษัทฯ กู้เพื่อนำไปชดใช้ให้แก่ผู้ได้รับความเสียหาย เนื่องจากจำนวนค่าเสียหายมีมาก บริษัทฯจะไม่มีเงินพอหรืออาจล้มละลาย การฟ้องคดีก็จะไม่ได้ผล ดังนั้น รัฐจึงต้องเข้ามาช่วยเหลือในลักษณะการให้เงินกู้แก่บริษัทฯ เช่นว่านี้ นอกจากนี้ หากผู้เสียหายที่มาขอรับการช่วยเหลือจากองค์กรฯ แล้ว และได้นำคดีฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายด้วย หากชนะคดีก็จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปแล้วกลับคืนให้กับองค์กรยา  ทั้งนี้ ให้บริษัทฯ ผู้แพ้คดีเป็นผู้จ่าย 

ข้อคิดเห็นของผู้เขียน

กรณีดังกล่าวนั้น จำนวนค่าชดเชยความเสียหายเป็นจำนวนมาก รัฐอาจรับภาระไม่ได้ในที่สุด  อย่างไรก็ตาม ระบบการประกันภัยของบริษัทฯ ผู้ประกอบกิจการผลิตยาต่อบุคคลภายนอก คือ ผู้บริโภคและสำนึกสาธารณะของผู้ประกอบธุรกิจน่าจะเป็นมาตรการคู่ขนานไปกับการดำเนินคดีตามหลักกฎหมายแพ่งและในระหว่างที่กฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยของประเทศไทยยังไม่มี

 

</span>