พวกเราที่ทำ KM ต้องเข้าใจว่า ความรู้มี 2 ประเภท และความจริงมนุษย์ทุกคนสามารถสร้างความรู้ได้
อ.หมอสมศักดิ์ เกริ่นนำกับชาว KM กรมอนามัยไว้ว่า ... ปีนี้เป็นปีที่ 3 ของการจัดการความรู้ของกรมอนามัย และก็เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว ที่จะมาเก็บเกี่ยวความรู้ วันนี้เราก็ต้องการที่จะมาสกัดความรู้ จากคนที่ทำงานจริงๆ กัน
แต่มีสิ่งที่ขอนำเรื่องราว จากการทำงานที่ผ่านมา ผนวกกับข้อคิดบางประการมาเล่าสู่กันฟังใน 4 เรื่องที่อาจารย์ได้เล่าก่อนค่ะว่า
เรื่องที่ 1 ... ความคิดและวิธีคิดเกี่ยวกับ KM
- ทุกคนที่ทำงาน KM มา ขณะนี้คงสรุปทฤษฎีสำคัญๆ ของ KM ได้
- ในเรื่องของความเชื่อ ... เราทำงาน KM เพราะว่าเรามีทฤษฎีสำคัญอยู่ทฤษฎีหนึ่ง นอกเหนือจากการเน้นที่ tacit knowledge ทฤษฎีนี้บอกว่า มนุษย์มีศักยภาพในตัวของตัวเอง เจ้าของทฤษฎีนี้คือ พระพุทธเจ้า
... พระพุทธเจ้าบอกว่า มนุษย์ทุกคนมีความเป็นอัตลักษณ์อยู่ในตัว คำนี้เป็นคำซึ่งถูกเอาไปตีความและนำไปใช้ได้หลายแบบ เช่น เรื่องพัฒนาการเด็ก เคยมี Professor กลุ่มหนึ่ง เขาบอกว่า ทฤษฎีว่าด้วยเด็กมี 2 ทฤษฎี อันหนึ่งคือ เด็กคือผ้าขาว อีกทฤษฎีคือ เด็กคือสวนดอกไม้
... ทฤษฎีที่ว่าเด็กคือผ้าขาว คือ เด็กเกิดมาไม่มีอะไร แล้วแต่เราจะแต่งแต้มเอา
... ส่วนทฤษฎี เด็กคือสวนดอกไม้ เด็กจะเจริญเติบโตพร้อมกับดอกไม้เต็มสวน ปัญหาคือ เขาได้รับการดูแลดอกไม้อย่างไร ไม่ให้เหี่ยวเฉา- เรื่อง tacit knowledge ที่มีการ ลปรร. นี้ พวกเรากำลัง Practice ทฤษฎี ที่เรียกว่า การทำอย่างไรให้ศักยภาพที่มาพร้อมตัวคน ให้เจริญงอกงาม
ก็จะมีปัจจัยที่มากระทบอย่างน้อยๆ 2 ประการด้วยกัน คือ
... ประการที่ 1 คือ ถ้าไม่ได้รับการส่งเสริม ความตั้งใจที่มีก็หายไป
... อีกปัจจัยเกิดจากการถูกสอน เรื่องทฤษฎี และเกิดความกลัวทฤษฎี เพราะว่ากลัวผิดทฤษฎี- ความรู้ที่เป็น tacit knowledge ก็มีทั้งเชื่อได้ และเชื่อไม่ได้
... เชื่อได้ ก็อาจทำไม่ได้
... เชื่อได้ คือ อย่าไปเชื่อว่า เขาทำมาถูกแล้วเราจะนำไปใช้ได้นะ
... ทฤษฎีก็เช่นเดียวกัน - ทฤษฎีจะดีกว่า tacit k เพราะว่าได้ประมวลมาจากประสบการณ์ส่วนใหญ่ มีการทำซ้ำ สรุปจากการทำซ้ำ repeat ได้ จึงมีข้อดีกว่า
... และความรู้จำนวนหนึ่ง ถ้าไปใช้ผิดบริบท ก็จะผิดทันที ถ้าเราเข้าใจ เราก็จะไม่กลัวการใช้ tacit k เราก็จะไม่ยึดมั่น หรือเชื่อในสิ่งเดียวตลอด- พวกเราที่ทำ KM ต้องเข้าใจว่า ความรู้มี 2 ประเภท และความจริงมนุษย์ทุกคนสามารถสร้างความรู้ได้
บันทึกต่อไปจะเป็นเรื่องที่สองนะคะ
รวมเรื่อง "วันนัดพบ แกนนำ KM กรมอนามัย"

ดีใจที่มีโอกาสเข้ารับการประชุมครั้งนี้ เพราะครั้งแรกได้ขอพี่มุ่ย (ดร สุดารัตน์ )ว่าเปลี่ยนคนมาบ้างเถอะ จะได้เปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาเรียนรู้ บ้าง ปรากฏว่า ทั้งCKO ผอรพ และดร.มุ่ย สั่งให้กลับไปคิดใหม่ว่าเป็นหน้าที่ของใครต้องมาและให้ไปอ่านหนังสือเชิญใหม่ ก็เลยจำยอม แต่ทุกครั้งที่มาก็ได้อะไรดี ๆ เสมอ เพียงแต่มิได้มาเล่าสู่กันฟัง ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ในเรื่องความรู้ที่เป็น Tacit ว่าเชื่อได้หรือเชื่อไม่ได้ จริงแล้วบางเรื่องก็เชื่อได้ในยุคหนึ่งมาถึงยุคปัจจุบันก็อาจเชื่อไม่ได้ เช่น ตัวเองเป็นคนชอบกินเม็ดบัวมาก แต่ค่อนข้างแพง และมี่หาดใหญ่มีขายแบบแห้งมากมายก็เลยซื้อมาต้มเอง แรก ๆซื้อมาก็จะเอามาต้มเลย พี่สาวเห็นบอกไม่ได้ต้องแช่น้ำก่อน ให้พองแล้วเอาใส้ออกจึงนำไปต้ม และต้องต้มให้นิ่มก่อนค่อนใส่น้ำตาล เราว่าจะไม่เชื่อก็ไม่ได้ เพราะพี่เค้าบอกว่าอาบน้ำร้อนมาก่อนเรา เราก็เถียงว่าสมัยพี่อาบน้ำร้อนนั้นวิธีการต้มไม่เหมือนกัน สมัยนี้เปิดก๊อกก็อาบได้แล้ว สุดท้ายเราต้องเชื่อ ไม่ยังงั้นพี่งอ ต้มแล้วไม่มีคนกิน ผลปรากฏว่าต้มทั้งวันก็ไม่นิ่ม ก็ให้ใส่น้ำด่างดู ( Tacit ) นิ่มขึ้นมากแต่รสชาดก็ไม่ประทับใจ ในใจก็สงสัยมาตลอด เมื่อมีโอกาสไปหาดใหญ่ใหม่ ก็ไปทานที่เค้าทำสำเร็จรูปแล้ว ไปซื้อทานทีเดียวหลายถุงแม่ค้าจำได้ ก็แอบถามแม่ค้าว่าต้มแบบไหนถึงนิ่ม แม่ค้านิ่งไม่บอก เราก็บอกแม่ค้าว่าไม่ต้องกลัวว่าจะไปทำขาย จะทำกินเอง เพราะชอบกิน แม่ค้าถามคำหนึ่งว่า เอาไปแช่น้ำก่อนต้มใช่ไหม เราก็ตอบทันทีว่าใช่ เพราะเค้าสอนต่อ ๆกันมา แม่ค้าว่าสมัยก่อนน่ะใช่เลย สมัยนี้วิธีการได้เม็ดบัวมาไม่เหมือนสมัยก่อน ยังทำเหมือนเดืมก็ไม่ได้กินซิ นี่ล่ะใช่เลย เพราะถ้าเราฟังมาและไม่ได้ลองทำดูเราก็จะเชื่อTAcit ที่ส่งต่อ ๆกันมา สุดท้ายก็คือ ห้ามแช่น้ำก่อนต้ม ........ฮ่า ๆฮ่า ๆ นี้คือความจริงที่จะเสริมเรื่องเล่าให้ฟัง