พ่อแม่บางคนก็อยากให้ลูกไปเรียนโรงเรียนดีๆมีชื่อเสียง..ด้วยเหตุผลส่วนตัวเช่น ลูกจะได้มีสังคมดีๆ เด็กน่าจะเรียนเก่ง เพราะมีครูดี เป็นต้น
แต่ถ้าเป็นเรา(ความเห็นส่วนตัว)ถ้ามีลูกคงส่งไปเรียนตั้งแต่โรงเรียนวัด จนถึงโรงเรียนที่คิดว่าดีที่สุดของเมืองไทยเลยก็ได้ เผื่อเอาไว้คุยซะหน่อย.. และส่งไปเรียนเมืองนอกด้วยก็จะดี จะได้รู้จักดูแลตัวเองได้เก่งขึ้น มองอะไรกว้างขึ้น..มีเพื่อนมากขึ้นซึ่งรวมทั้งเพื่อนต่างชาติ จะได้นำสังคมไทยมาเปรียบเทียบกับสังคม วัฒนธรรมต่างชาติ แล้วให้นำสิ่งดีๆของทั้งสองวัฒนธรรมมาปรับใช้กับชีวิตของตนเอง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ เพราะทุกสังคมมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี ต้องเลือกใช้...
เหตุผลที่ว่ามาทั้งหมดก็คืออยากให้เขามีเพื่อนได้ทุกระดับ ปรับตัวได้กับคนทุกประเภท ได้มองเห็นอะไรหลายแง่มุมขึ้น เมื่อชีวิตต้องลำบากก็จะรู้ว่าคนที่ลำบากกว่าเราจริงๆนั้นมีอีกเยอะ..ไม่แบ่งแยกระหว่างคนจนคนรวย ไม่ดูถูกคน สามารถอยู่ได้กับทุกสังคม และท้ายที่สุดแยกแยะได้ว่าอะไรควรไม่ควร อะไรดีไม่ดี เพราะรู้จักเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตของตนเองอย่างแท้จริง และที่สำคัญจะเอาตัวรอดได้ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมประเภทไหน ไม่กลัวอะไรง่ายๆเพราะเจอมาหมดแล้ว....
อาจจะพูดจากประสบการณ์ตนเอง การที่ได้มีโอกาสเรียนโรงเรียนวัดแถวบ้าน คิดว่าดีมากเลย ดีใจมากที่มีเพื่อนหลากหลาย ไปไหนก็ไม่ลำบากไม่อดตายแน่ๆ เช่น มีอยู่วันหนึ่งไปทานก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้าน คนขายก๋วยเตี๋ยวมาทักว่าจำเราได้ไหม "ความจริงจำไม่ได้เพราะเพื่อนเยอะมาก" แต่ก็บอกว่าคุ้นๆ..แหม งานนี้เพื่อนเราแถมให้เยอะเลย ดีจัง เลยกลายเป็นลูกค้าประจำ เพราะอร่อยดี ทานไปคุยกันไปสนุกดี ที่สำคัญเพื่อนพวกนี้นี่น่ารักมากๆและจริงใจดี..ไม่มีเสแสร้ง..หรือวันหนึ่งได้ไปทานข้าวที่ร้านอาหารไทยกลางกรุงลอนดอนเพื่อนเราเป็นกุ๊กอยู่ทำอาหารให้เราทานด้วย..แล้วก็มานั่งทานด้วยกัน แล้วเขาก็รำลึกถึงอดีตถามโน้นนี่..ตามประสาคนแก่ๆกันแล้ว แล้ววันนั้นจำได้ว่า เพื่อนเราได้ทำหมูแดดเดียว ส้มตำ ลาบ ข้าวเหนียวให้ทาน โห..อร่อยสุดๆรสชาติถูกปากมาก ว่าแล้ววันไหนต้องไปทานอีก แต่คราวนี้ต้องจ่ายเองแล้ว..เพราะเพื่อนเราด้วยความที่ดีใจมากที่ได้เจอเราเพื่อนทั้งเก่าและทั้งแก่(ตามๆกัน) เพื่อนเราก็เลยขอเลี้ยง..ไม่ยอมให้เราจ่าย..หรือเพื่อนบางคนก็ไปขายเสื้อผ้า ขายของในตลาด ไปตลาดทีก็สนุกดีได้เจอเพื่อน แวะคุยไปเรื่อยมีทั้งคนขายหมู ขายของชำ สนุกสุดๆชีวิตเรา บางคนก็เป็นเจ้าของร้านขายเครื่องกีฬา วิรัช โพธิ์ม่วง นักกีฬาตะกร้อทีมชาติสมัยก่อน แก่แล้วก็เลยไปเปิดร้านขายเครื่องกีฬา..วันหนึ่งนั่งดูทีวี เอ๊ย..ตาคนนี้เพื่อนเรานี่..ตอนเด็กๆดูเรียบร้อยมาก ทำไมสามารถขนาดนี้เนี่ย..ตีลังกากลางอากาศรับลูกตะกร้อออกทีวีซะด้วย ไปมาอย่างไรกันชีวิตเขา.. เป็นต้น เพื่อนบางคนบ้านอยู่นอกๆเมืองจริงๆทานข้าวกับมือ เราไปเที่ยวบ้านเพื่อน เพราะเพื่อนชวนไปทานข้าว.. ไม่มีช้อน..ตอนแรกอุ๊ย ..ไม่มีช้อนเหรอ..กินไปกินมา โอ้โห..อย่าบอกใครเชียว อร่อยสุดๆ บางคนบันไดบ้านต้องไต่ขึ้นเป็นแบบใช้กิ่งไม้ใหญ่หน่อยและเอาเชือกมัดไว้..โห..สนุกสุดๆ..ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีมากๆๆรู้สึกเกิดมาคุ้มจัง..ก็พอสรุปได้ว่าการมีเพื่อนแบบนี้นี่..มีความสุขมาก....เพราะได้สัมผัสชีวิตจริงที่ไม่ต้องเสแสร้งกัน มีก็ว่ามี ไม่มีก็คือไม่มี..ได้สัมผัสสิ่งที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง..ของมนุษย์"น่าจะเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง"ของเรา..นะ
พอมาเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียนทั้งของรัฐและเอกชน เรียนที่รามคำแหงนี่ ขอบอกประสบการณ์ชีวิต"สนุกสุดๆ"คุ้มจริงๆไม่เสียดายเลย..ได้ใช้ชีวิต"วัยรุ่น"แบบสุดๆจริงๆไม่มีใครมาบังคับเลยต้องดูแลและควบคุมตนเองให้ได้(ได้บ้างไม่ได้บ้าง) ที่สำคัญคือต้องรู้จักเอาตัวรอดให้ได้ และต้องปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง..
ตอนเรียนที่ธุรกิจบัณฑิตก็สนุกไปอีกแบบ แต่ได้เรียนรู้ว่าคนเรานี่บางที "ถ้าใครต้องลงทุนอะไรไปเยอะๆแล้ว ทำให้หน้ามืดได้เหมือนกัน เช่น ค่าเทอมแพง อาจารย์มาสายหน่อย..เพื่อนๆบางคนก็โวยกันเสียแล้ว..ก็เป็นหน้าที่เราต้องไปขอโทษอาจารย์ เพราะเป็นหัวหน้าห้อง(คนรับใช้เพื่อนๆ) แต่เสียดายอยู่นิดนึงคือไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยรัฐ (มหาวิทยาลัยปิด)ด้วย น่าจะไปเรียนสักหน่อยนะ เพราะน่าจะสนุกไปอีกแบบ..จะได้เปรียบเทียบกันดูว่าแบบไหนสนุกกว่ากัน..ไม่แน่เดี๋ยวว่างๆจะไปเรียนอีก อยากเรียนรัฐประสาศนศาสตร์ นิด้า เหมือนกัน (เพื่อนชวนอีก)..
สงสัยตัวเองว่าเรียนอะไรกันนักแก่แล้ว..มานั่งคิดๆคงเป็นเพราะตอนเด็กๆไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ..(เพื่อนแซว)เขาส่งไปเรียนก็ไปเที่ยวซะ ตอนนี้เลยสมองกลับ..เกิดอยากเรียนตอนแก่ขึ้นมา...เออ เวรกรรม...
และจากที่ได้เรียนทั้งออสเตรเลียและอังกฤษ ก็ได้ประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เรียนรู้ผู้คน วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนมากขึ้น และถ้าได้ทุนมาต่อต่างประเทศอีก(Post Doctoral Degree) ก็คงเปลี่ยนไปที่สหรัฐอเมริกาบ้าง..หรือประเทศไหนก็ใด้แล้วแต่ทุน(แต่ขอเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ..จะได้ไม่ต้องไปเริ่มเรียนภาษาอื่นอีก แค่นี้ก็ยังไม่ค่อยแข็งแรงเลย"ภาษาอังกฤษ"นะ..ขืนเรียนเพิ่มอีกหนึ่งภาษา..คงพูดไม่รู้เรื่องแล้ว..)คือบางทีที่ไปเรียนต่อนี่ไม่ใช่อะไร..บางครั้งคนเราพอทำงานไปสักระยะ ควรไปหาประสบการณ์(จริง)และความรู้ใหม่เพิ่มเติมบ้าง..ก็น่าจะดี..(ความเห็นส่วนตัวนะคะ)และ..ที่สำคัญไม่ต้องไปหาเงินมาเพียงแค่ไปเที่ยวพักร้อนต่างประเทศให้เปลืองเงินเท่านั้น..แต่การไปเรียนก็คือการมาทำวิจัย..ซึ่งเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีสำหรับ "เรา"ในอีกแง่มุมหนึ่ง..(ว่าแต่ว่าเอาที่เรียนนี่..ให้จบก่อนดีกว่า...เรื่องอื่นค่อยว่ากัน...ทีหลัง...)
สนุกจัง ชีวิตคนชื่อ "หมูอ้วน"ว่างๆจะเขียนหนังสือสักเล่ม "ชีวิตของคนชื่อ หมูอ้วน.."หรือไม่ก็เรื่อง"นี่หรือมนุษย์..(ที่ชื่อ"หมูอ้วน") "... อย่าลืมรอ(รับแจก)ตามร้านหนังสือ..ทั่วไปนะคะ(ถ้ามีเวลาเขียน)
โม้อยู่คนเดียว.. ไม่เห็นมีใครคุยกับเราเลย...สงกะสัยจัง....สงสัยว่าโม้มากไปหรือเปล่า..หรือผู้คนกำลังเครียดกับการเมืองไทย
อย่าไปเครียดเลยคะ เตรียมซื้อบ้านไว้ที่ออสเตรเลียสักหลังละกันนะคะ..อยู่ไม่ได้จริงๆก็อพยพไปอยู่ออสเตรเลียกันดีกว่า ปล่อยให้ชาวบ้านที่หลับตา หน้ามืดเลือกคนดี(ของเขา)เข้าสภากัน เจอของจริงกันซะที....คนเราไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา..พูดไปก็เหนื่อยเปล่า Take Over ประเทศไทยเมื่อไร...จนไม่เหลืออะไรแล้ว.."สุดดินคือถิ่นน้ำ".. อยากรู้เหมือนกันว่าชาวบ้านตาดำๆจะเป็นอย่างไรกัน.....ไปดีกว่า..บ๊าย บาย I love u