การปฏิวัติเขียวเคยเป็นพระเอก ปัจจุบันเป็นผู้ร้ายเต็มตัว

หลายคนใน G2K พูดถึงการปฏิวัติเขียว 

การปฏิวัติเขียวเคยเป็นพระเอก  ปัจจุบันเป็นผู้ร้ายเต็มตัว

หากหยุดมองเชิงประวัติศาสตร์สักนิด  คงจะเห็นว่าใครร่วมกันเป็นผู้ร้ายในฉากนี้บ้าง

การปฏิวัติเขียวมีจุดเริ่มต้นมาจากความหวาดหวั่นต่อการทำนายของThomas Malthus ที่ว่าประชากรที่เติบโตอย่างรวดเร็วจะทำให้โลกเราอดอาหารในที่สุด  เรื่องราวถูกซ้ำเติมด้วยสภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  

ประเทศแรกๆที่ประสบความสำเร็จในการปฏิวัติเขียว (ประมาณทศวรรษ 1960) เป็นประเทศที่ประสบปัญหาอดอยากหลังสงคราม  และมีปัญหารุนแรงเรื่องที่ดินเพาะปลูกมีจำกัด   จึงพยายามดิ้นรนเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวให้มีพอกินจากพื้นที่เกษตรที่มีอยู่จำกัดนั้น   ด้วยการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ได้ผลผลิตสูง ใช้ปุ๋ยใช้ชลประทาน ...ประเทศนั้นก็คือญี่ปุ่น  ใกล้ๆกันคือ ไต้หวัน   นอกจากเร่งพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว  ญี่ปุ่นยังตามด้วยระบบสหกรณ์ที่รัฐเป็นผู้ให้อำนาจสิทธิ์ขาดแก่เครือข่ายสหกรณ์การเกษตรเพื่อผูกขาดการค้าข้าว  และยังปฏิรูปที่ดินด้วยการนำที่ดินจากเจ้าที่ดินไปให้แก่เกษตรกรรายย่อยได้ทำกิน

การเริ่มต้นของการปฏิวัติเขียวในเอเชียจึงเกิดจากพื้นที่ที่ปลูกข้าวไม่พอกิน  สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ประเทศอีกหลายประเทศที่ต้องนำเข้าข้าว เช่น อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์  งานนี้   ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงและปุ๋ยเคมีเป็นพระเอกที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นหลุดพ้นจากปัญหา

เมื่อมีสถาบันวิจัยการเกษตรระหว่างประเทศ เช่น IRRI  ก็ยิ่งสนับสนุนให้เกิดการวิจัยข้าวพันธุ์ใหม่ที่ใช้คู่กับปุ๋ยเคมีและระบบชลประทาน     เทคโนโลยีชุดนี้ จึงกลายเป็น "พรมแดนแห่งความรู้"  สุดยอดที่นักวิทยาศาสตร์คนไหนไปไม่ถึงก็จะถูกตราว่า "ตกขบวน"  (คงเหมือนกับทัศนคติต่อ จีเอ็มโอ ขณะนี้)

ส่วนยาฆ่าแมลงนั้น  เข้าใจว่า ความสำเร็จเบื้องต้นมาจากการใช้ดีดีที ปราบยุงและช่วยลดปัญหามาเลเรียในภูมิภาคเขตร้อนจนแทบจะหายขาด    ยาฆ่าแมลงจึงเป็นอัศวินขี่ม้าขาวในยุคนั้นเช่นกัน

การก่อเกิดของปฏิวัติเขียว มันมีเหตุผลในตัวของมันเอง (ก่อนที่ลุกลามไปเป็นผลประโยชน์ของธุรกิจเกษตรมากมาย) ยกเว้นการกำจัดยุงแล้ว    ประเทศไทยมีสถานการณ์ทุกอย่างตรงข้ามกับประเทศที่ต้องการการปฏิวัติเขียว     เราไม่ได้นำเข้าข้าว  แต่ผลิตข้าวเหลือส่งออก   เรามีระบบชลประทานแค่ ๒๐ เปอร์เซนต์ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด   เราผลิตปุ๋ยเคมีเองไม่ได้  ปู๋ยแพง ที่ดินถูก (ตรงข้ามกับญี่ปุ่น ปุ๋ยถูก ที่ดินแพงจึงคุ้มจะใช้ปุ๋ยแทนการขยายที่ดินทำกิน)  ข้าวพันธุ์ใหม่ต้นเตี้ย ไม่ขึ้นน้ำแต่ที่ราบลุ่มภาคกลางบ้านเราน้ำท่วมขังในฤดูฝน   ข้าวพันธุ์ใหม่ต้นเตี้ยเก็บเกี่ยวยากด้วยแรงงานคน (ก้มจนเมื่อย)แต่ญี่ปุ่นมีเครื่องดำเครื่องเกี่ยวมาตั้งนาน  

วิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์สรุปได้เลยว่า "นี่ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เหมาะสม"

คำถามคือ  ในครั้งนั้น  เรา..ประเทศไทย..สนใจการเพิ่มผลผลิตต่อไร่  สนใจข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิเศรษฐกิจของเราในครั้งนั้นด้วยเหตุใด  (เท่าที่จำได้ ข้าวพันธุ์ใหม่ (กข.) พันธุ์แรกของเรา เกิดขึ้นในปี 1969)

....ถ้ามิใช่เพราะเรา (ผู้กำหนดนโยบายไทย) ตีความว่า "การพัฒนา"  คือ  "การทำให้ทันสมัย"

....ถ้ามิใช่เพราะ เรา (ผู้กำหนดนโยบายไทย)"ไม่รู้จักตัวเอง"   "ไม่รู้แก่นของตัวเอง" ตามที่คุณชินแสดงความเห็นมาในบันทึก "วัฒนธรรม"    "ขุมพลังของปัญหาอยู่ที่สถานศึกษา" อย่างที่อาจารย์ภีมแสดงความเห็นในบันทึก "ไปคุยกับสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯที่นครสวรรค์"   (เราเรียนเกษตรมาสามปีครึ่ง  ได้เรียนเรื่องตัวห้ำตัวเบียฬไม่เกินหนึ่งชั่วโมง  ที่เหลือสอนแต่เรื่องสารเคมีจึงสนับสนุนความเห็นนี้)ถ้ามิใช่เพราะ เราเป็นแบบที่คุณแว้บว่า คือ "ตามใจตัวเองแต่ไม่รับฟังคนอื่น"    อาจตีความได้ว่า ผู้กำหนดนโยบายคิดถูกเสมอ  โดยไม่เห็นว่าประสบการณ์ของเกษตรกรนั้นมีความหมายและมีเหตุผลอยู่ในวิถีการผลิตนั้น

ความผิดสถานแรกจึงอยู่ที่ผู้กำหนดนโยบายที่ไม่ศึกษารากของตัวเองก่อน

มีเพียงเหตุผลเดียวที่ทำให้เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมในครั้งนั้นพอจะยังอยู่ได้  ก็คือ  ราคาข้าว ราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ยังสูงอยู่ในเวลานั้นและเมื่อทุกประเทศหันมาปฏิวัติเขียว   กฎของ Malthus ก็ไม่เป็นจริง   ผลผลิตสินค้าเกษตรหลายตัวเพิ่มขึ้นในตลาดโลก  แต่นั่นก็ทำให้ราคาสินค้าเกษตรพื้นฐาน อย่างเช่น ข้าว มีราคาตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง  ประกอบกับการยุติสงครามเย็นที่ทำให้  เวียดนามหันมาผลิตข้าวได้มากขึ้น  แล้วกำลังจะกลับมาทวงตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวคืนจากประเทศไทย (ก่อนอาณานิคมพม่าส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง   เวียดนามอันดับสอง  ไทยอันดับสาม  แต่ต่อมาสองประเทศแรกตกเป็นอาณานิคมและมีสงคราม  แชมป์จึงตกอยู่กับประเทศไทย)

เทคโนโลยีที่ทำให้ผลผลิตเพิ่ม  อาจทำให้ราคาตกต่ำได้ในที่สุด   ในกรณีเช่นนี้  ผู้ผลิตที่เข้าไปใช้เทคโนโลยีรายแรกๆเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์   ผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง ก็คือ ผู้บริโภคนั่นเอง  .....   ผู้กำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีมักมองไม่เห็นข้อเท็จจริงของกลไกตลาดข้อนี้  และเข้าใจผิดคิดว่า เทคโนโลยีจะทำให้เกษตรกรดีขึ้นเสมอ ผู้บริโภคคนสำคัญของไทย ที่ได้ประโยชน์จากตรงนี้  ส่วนหนึ่งคือคนไทยที่มีอำนาจซื้อ  อีกส่วนก็คือผู้บริโภคชาวต่างประเทศที่ไทยส่งสินค้าเกษตรออกไปขายนั่นเอง

เมื่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ  ราคาปุ๋ย ราคายาแพง  ...ก็เกิดปัญหาแก่เกษตรกรยังไม่นับปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม  สุขภาพเกษตรกรเสื่อมโทรมที่ตามมาอีก 

ความผิดสถานที่สองอยู่ที่ผู้บริโภคอย่างเราๆที่เริ่มเคยชินและชอบผักผลไม้สวยงาม ผลโตทำให้ผักผลไม้ปลอดภัยที่รูปลักษณ์ไม่สวยขายไม่ออกแถมเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นตามอายุก็ไม่ได้เพิ่มการบริโภคอาหารตามไปด้วย  (เพราะท้องมีจำกัด)  รายได้ที่เพิ่มขึ้นกลับถูกนำไปซื้อสินค้าอุตสาหกรรม  หรือซื้อบริการ (เช่นทานข้าวในร้านอาหารสบายๆหรูๆ) เพิ่มขึ้นมากว่า     ความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคการผลิตจึงเพิ่มขึ้น

ความผิดสถานที่สามอยู่ที่ผู้แสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าบางกลุ่ม  นักการเมือง ที่เล่นกับปุ๋ย กับยา กับพันธุ์

ความผิดสถานที่สี่อยู่ที่  "ดินฟ้าอากาศที่เดาไม่ได้" และ "มือที่มองไม่เห็น"  ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งการผลิตและความเสี่ยงด้านราคา ทำให้ผลตอบแทนจากเทคโนโลยีไม่เป็นดังหวัง 

แล้วถ้าถามว่า เกษตรกรเองมีส่วนร่วมในความผิดบ้างไหม ...  จะตอบอย่างไร ??