เมื่อเช้าของวันนี้ ในขณะที่ผมกำลังรีบอย่างสุดชีวิตในการเคลียร์งานบนโต๊ะทำงาน เพื่อจะรีบไปร่วมรับประทานอาหารเที่ยงมือสำคัญ เนื่องจากท่านอาจารย์จะเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารก่อนปิดเทอม ทุกอย่างก็ต้องหยุดลงทันที เมื่อมีชายผู้อาวุโสท่านหนึ่งเดินเข้ามาให้สลาม และก็ถามหาคนชื่อ จารุวัจน์ ผมก็ตอบไปว่า ผมนี้แหละครับ จารุวัจน์ ท่านตอบแจ้งวัตถุประสงค์ว่า ท่านมาตามหนังสือเชิญครับ (ผมงงมากครับ ผมไม่รู้จัก แล้วผมเชิญเมื่อไร) เหมือนท่านจะรู้ว่าผมกำลังงง ท่านก็ยื่นหนังสือให้ผมดู โอ้ ลายเซ็นต์ผมจริงๆ ด้วย ออ.ผมเชิญท่านมาเป็นวิทยากรงานที่นักศึกษาจัดวันนี้ (แต่แอ๊ะ ผมเซ็นต์เมื่อไร นึกไม่ออกจริงๆ)

ผมก็เลยเชิญท่านไปนั่งที่โต๊ะรับแขก และก็ชวนคุย แต่นั่นแหละครับ ผมมักจะคุยไม่ออกเมื่อจะต้องคุยกับผู้อาวุโส (แถมยังไม่รู้จักอีกด้วย) แล้วท่านก็แนะนำว่า ท่านเป็น ผอ. (หรือว่า ประธาน จำไม่ได้แล้วว่าเรียกว่าอะไร) กกต.จังหวัดยะลา ท่านเจตนาจะเดินทางมาก่อน เนื่องจากจะแวะไปเยี่ยมท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการฯ แต่ตอนนั่นท่านรองยังมาไม่ถึง ก็เลยมาที่คณะเสียเลย

เอาละสิ ผมจะชวนคุยเรื่องอะไรดี (หน้าที่เจ้าบ้านด้วย แต่สายตานะเหลือบมองนาฬิกา) การเลือกตั้งแล้วกัน น่าจะคุยได้สนุก เพราะท่านเป็น กกต. ปรากฏว่า ไม่ได้ผลครับ เพราะคนที่คุยไม่สนุกคือ ผมไม่ใช่ท่าน เพราะผมไม่มีข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมรู้แค่ว่า วันเลือก ผมต้องเลือกใครเท่านั้นเอง ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าผมมีชื่อสำหรับใช้สิทธิหรือเปล่า

คุยกันได้ไม่กี่ประโยคครับ หมดประเด็น เพราะผมได้แต่ครับอย่างเดียวเลย

แล้วท่านก็ถามผมว่า แล้วผมจะขึ้นเวทีร่วมกับใครบ้าง ท่านถามถูกคนแล้วครับ เพราะผมน่าจะรู้เรื่องนี้ดี ก็ผมคนเซนต์หนังสือเชิญนิ แต่ผมจำไม่ได้ว่า ผมเซ็นต์หนังสือเชิญรายการนี้เมื่อไร แล้วเชิญไปกี่คน แล้วกำหนดการของโครงการผมก็ไม่เคยเห็น

ผมจึงต้องขอตัวเอาคำถามนี้ไปถามเจ้าหน้าที่ต่อ เพื่อให้ได้คำตอบ แล้วเจ้าหน้าที่คณะก็ต้องใช้ความพยายามโทรหาคนที่น่าจะเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ให้ผม

พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยผมแล้วครับ ดร.สุริยะ หัวหน้าสาขาวิชารปศ. เจ้าของเรื่องมาร่วมนั่งวงสนทนาด้วย ความอาวุโสพอๆ กันครับ (ฮิฮิฮิ) โอ้ปรากฏประเด็นที่ อ.สุริยะ ชวนคุยไม่ใช่เป็นประเด็นเลือกตั้งครับ แต่เป็นประเด็น "ประวัติศาสตร์ปัตตานี" อันเนื่องจากงานสัมมนาอะไรสักครั้งหนึ่งที่ ดร.ครองชัย หัตถา นำเสนอในที่ประชุม

วงสนทนาเริ่มออกรสออกชาติครับ แต่บทบาทของผมคือ การพยักหน้า แล้วก็ครับ ครับ

ขออนุญาตแวะพักการเล่าบรรยากาศกดดันของผม มานำเสนอเนื้อหาเรื่องนี้ก่อนนะครับ (ประวัติศาสตร์ปัตตานี)

ในผู้อาวุโสทั้งสองท่านยอมรับในความเป็นนักประวัติศาสตร์ปัตตานีของอาจารย์ครองชัยครับ ที่น่าถึ่งคือ ท่านไม่ใช่มุสลิม แต่รู้เรื่องประวัติศาสตร์ปัตตานีดีมากๆ ดังนั้นการนำเสนอแนวคิดของท่าน จึงเป็นที่น่าสนใจมากสำหรับมุสลิมที่จะให้เห็นภาพชัดเจนในหลากมิติขึ้น ตัวอย่างที่มีการหยิบคำพูดของอาจารย์ครองชัยมาคุยคือ อาจารย์ได้บรรยายว่า

"ต้องยอมรับความจริงว่าอดีตปัตตานีกับสยามไม่ดีนักหรอก เป็นคล้ายๆ กับการที่สยามมาปล้ำข่มขืนปัตตานี แถมปล้ำขมขืนหลายครั้ง สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันก็เป็นผัวเป็นเมียกันแล้ว น่าจะหาแนวทางร่วมกันดีกว่าว่าจะอยู่กันให้ยืดได้อย่างไร"

น่าสนใจครับ และผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ให้ความนับถือการทำงานของอาจารย์ครองชัยมาก ตั้งแต่ผมเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง แล้วอาจารย์ท่านเป็นรองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา (คนละคณะกันครับ แต่เห็นความถึงลูกถึงคนของอาจารย์แล้วชอบมาก)

ผมเริ่มมีบทบาทในการสนทนามากขึ้นครับ แต่ก็ยังไม่น่าพอใจเท่าไรครับ (กำลังประเมินสถานการณ์ตลอดเวลาครับ) ดร.ม.ซากี หนึ่งในวิทยากรมาเพิ่มในวงสนทนา แล้วประเด็นสนทนาก็ขยายเรื่องไปยังงานวิจัยของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ทำเกี่ยวกับระบบเขียนภาษามลายูถิ่นด้วยอักษรไทย (อันนี้ผมรู้จักดีครับ เพราะทำโครงการในชุดเดียวกัน ฮิฮิ)

ท่านกกต.ยะลา ตำหนิแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากเป็นแนวคิดที่กำลังทำลายอัตลักษณ์ของชุมชน ของคนมลายู

แนวคิดนี้น่าสนใจครับ และเป็นแนวคิดที่อาจส่งผลต่องานวิจัยของผมด้วย (เกี่ยวกับอักษรยาวี) คราวนี้เลยคุยกันสนุกละครับ

ท่านพยายามนำเสนอว่า ต้องเข้าใจกันใหม่ว่า ภาษามลายูที่ใช้ในปัตตานี ยะลา นราธิวาส จะเรียกชื่อว่า ภาษามลายูปัตตาน ไม่ได้ ภาษามลายูมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ว่าประเทศไหนก็เรียกแค่ว่า ภาษามลายู ไม่ต้องต่อท้ายกับอะไรอีก

ผมเลยถามว่า ก็ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น ท่านก็ตอบทันทีว่า ก็ที่อื่นๆ ก็ไม่พูดไม่เหมือนกันเช่นกัน ซึ่งที่ต่างกันคือ "สำเนียง" ไม่ใช่พูดกันคนละภาษา. อือ ผมเริ่มเห็นด้วยครับ

ผมจุดประเด็นการสูญหายของหน่วยเสียงมลายูปัตตานี อันนี้ท่านเห็นด้วยกับผมครับ โดยเฉพาะปัจจุบันต้องยอมรับว่า สื่อมวลชนท้องถิ่นกำลังรุมทำร้ายภาษามลายูสำเนียงปัตตานี (ผมเรียกอย่างนี้เพราะผมเห็นด้วยกับท่านกกต.แล้วครับ)

ที่สำคัญผมกับท่านเห็นตรงกันกับเรื่องการนำอักษรไทยมาใช้ในภาษามลายูสำเนียงปัตตานี (แต่ผมมีข้อยกเว้นว่า ผมเห็นด้วยกับการใช้อักษรไทยในกรณีเพื่อให้คนไทยทั่วไปได้เรียนรู้ภาษามลายู แต่ไม่เห็นด้วยที่คนในสามจังหวัดเรียนด้วยระบบเขียนดังกล่าว)

พอเริ่มคุยกันสนุก เวลาก็หมดครับ นักศึกษามาแจ้งว่า ได้เวลาขึ้นเวทีแล้วครับ ส่วนผมเลยเวลาไปแล้วครึ่งชั่วโมง ทำไงดี ผมรีบกลับไปที่บ้านเพื่อเปลี่ยนรถและพาครอบครัวมุ่งไปปัตตานีครับ ออกจะขึ้นรถก็เหลือบเห็นโทรศัพท์ นึกขึ้นได้ว่า ลืมพกไปด้วยตอนไปทำงาน หยิบมาดู ก็พบว่า มีสายไม่ได้รับหนึ่งสาย เพื่อนร่วมชั้นเรียนนั่นเอง เดาเบื้องต้นว่า คงโทรมาถามว่า ถึงไหนแล้ว ได้เวลาแล้ว ก็เลยลองโทรกลับไปดู ปรากฏว่า "จะโทรมาบอกว่า อาจารย์ติดประชุม ยกเลิกนัดทานข้าว" ผมหัวเราะเสียงดังอย่างสบายใจว่า ช่างเหมาะเจาะเสียจริง ฮาฮาฮา

สรุปว่า ผมไม่ต้องเยียบร้อยยี่ (แต่ไม่ห้อย) ไปปัตตานีครับ ประหยัดน้ำมัน ลดภาวะโลกร้อนได้อีกนิดหนึ่ง