พยายามนั่งเรียบเรียงถ้อยคำ สำหรับการจัดทำเอกสารฉบับหนึ่งมาตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเกือบเที่ยงของวันนี้แล้ว สุดท้ายก็ยังไม่คืบหน้าเลยครับ ก็เลยพยายามแสวงหาว่า อะไรคือปัญหา ทำไมผมเขียนไม่ได้สักที ปกติผมจะใช้เวลาเขียนบทความทั่วๆ ไป ไม่มากครับ ชั่วโมงสองชั่วโมง ผมก็เขียนได้เรื่องสองเรื่องแล้ว แต่ทำไมมาคราวนี้เขียนไม่ได้สักที นี้ขนาดเช้าวันนี้ใช้เดินสร้างสมาธิมาเกือบๆ กิโลแล้ว (กรัม ไม่ใช่เมตร ฮาฮาฮา) 

เอาเป็นว่า ผมขอกล่าวโทษ gotoknow แล้วกันครับ เพราะเว็บนี้มีสโลแกนที่หลายคนพูดกันว่า อะไรก็กู ฮาฮาฮา

หลายเดือนมาแล้วครับที่ไม่ได้นั่งเขียนบทความที่คนทั่วไปอ่าน ส่วนบทความวิชาการเพิ่งเขียนเสร็จไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (บทความวิชาการ ย่อมาจากบทความที่นักวิชาการยังขี้เกียจอ่านเลย ฮาฮาฮา) ส่วนเขียนแบบปนเสียงหัวเราะในโกทูโน นี่เขียนทุกวัน ก็เลยคิดว่า เพราะเราเปลี่ยนแนวการเขียนทำให้สไตล์การเขียนบทความทั่วไปซึ่งเป็นงานที่ชอบหายไปแล้ว เขียนยังงัยๆ ก็ไม่ถูกใจสักที สรุปตอนนี้เขียนได้เพียงห้าบรรทัด เดี๋ยวบ่ายนี้ต้องเอางานไปคุยต่อกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนแล้ว ฮือฮือ (เศร้าจริงๆ)

ขอกล่าวถึงการเขียนบทความวิชาการนิดหนึ่งนะครับ ผมรู้สึกว่า ผมยึดติดการฟอร์มของมันมากๆ จริงๆ ครับ และผมว่าหลายคนเป็นเหมือนผม เช่น ถ้าเขียนบทความวิชาการต้องภาษาแบบนี้นะ ต้องมีประธานต้องมีอย่างโน้นต้องมีอย่างนี้ จนสีสรร ความน่าอ่านหายไป และบางคนก็เลยบอกว่า อ่านแค่บทคัดย่อก็เหมือนอ่านทั้งเรื่องนั่นแหละ ฮาฮาฮา

พอมีคนตั้งคำถามกับผมว่า อะไรคือ บทความวิชาการ ผมก็ตอบไปอย่างที่รู้ (ซึ่งไม่รู้ว่ารู้ถูกหรือเปล่า) ว่า บทความที่มีการอ้างอิง มีทฤษฏีเป็นฐานในการนำเสนอแนวคิด และมีการเชื่อมโยงสู่ความเป็นปัจจุบัน

แล้วก็ทุกครั้งละครับ เวลาผมเขียนบทความประเภทนี้ผมต้องตั้งคำถามว่า แล้วทำไมต้องเขียนด้วยภาษาที่เคร่งครัดด้วย ถ้าเกณฑ์ที่ผมกำหนดขึ้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับระดับภาษาที่ใช้เลย แต่แล้วก็อีกละครับ มักจะเหลือบไปเห็นเกณฑ์ประเมินบทความวิจัยที่มักมีอยู่ข้อหนึ่ง (เกือบทุกวารสารมี ไม่รู้ลอกกันมาหรือเปล่า) คือ ระดับมาตรฐานของภาษาที่ใช้ การใช้ศัพท์วิชาการ ก็เลยทำให้เวลาเขียนเองก็ต้องใช้ภาษาอย่างงี้แหละทุกที ทั้งๆ ที่นักวิชาการเองก็ขี้เกียจอ่าน

แต่ถ้าสำรวจต่อว่า มีนักวิชาการที่เขียนด้วยภาษาสบายๆ น่าอ่านและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมัย คำตอบคือมีครับ แต่คนกลุ่มนั้น ผมว่า เขาไม่ค่อยซีเรียสกับคนมาคอมเม้นต์งานของเขาแล้ว และผลงานไปที่ยอมรับแล้ว เขียนงัยก็ได้ เพราะอ่านทีไรก็เห็นกื๋นอยู่แล้ว

สมัยเรียน เคยเห็นเพื่อนคนหนึ่งทำวิทยานิพนธ์จะเสร็จแล้ว ปรากฏว่า อาจารย์ที่ปรึกษาสั่งให้แก้ไขใหม่ทั้งหมด (จริงๆ ท่านน่าจะสั่งให้ทำตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพิ่งมาสั่งตอนเพื่อนจะสอบสุดท้ายแล้ว) ให้เขียนใหม่ทั้งหมดให้ออกมาเชิงนิยายทางวิชาการ (ผมคิดเอาว่า เขียนให้อ่านง่าย แต่มีอ้างอิง) ซึ่งตอนนั้นสำหรับงานเขียนของผม อาจารย์อ่านทีไรท่านก็ไม่รู้เรื่อง แล้วท่านก็เรียกเข้าไปในห้อง แล้วให้ผมบรรยายในสิ่งที่ผมเขียน พอผมบรรยายเสร็จ ท่านก็บอกว่า เอาอันที่ส่งมานี้ไปเขียนใหม่ ให้ได้อย่างที่พูดเมื่อกี้ ฮาฮาฮา

จบแค่นี้แล้วกันครับ