ก่อนอื่นขอบคุณ อาจารย์ JJ ที่พยายามกระตุ้นและส่งเสริมให้เขียน blog จะพยายามเข้ามาเขียนค่ะ
วันนี้ได้ฟังรายการวิทยุ พูดถึงภาวะเงินเฟ้อที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าจะจัดการอย่างไรดี
ภาวะเงินเฟ้อคือมีเงินแต่ชื้อสิ้นค้าได้น้อยกว่าเงินที่มี เลยพยายามเชื่อมโยงว่า
เรามีบัณฑิตผลิดออกมามาก แต่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน แม้ว่าจะมีนโยบายส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ผู้ผลิตนิยมผลิตสายสังคมศาสตร์มากกว่า เพราะต้นทุนในการผลิตตำกว่า อีกทั้งแม้ว่าประสิทธิผลเรื่องการทำงานตรงกับสาขาวิชาที่จบ กลับเป็นว่าสายสังคมทำได้ทุกงาน ดังนั้นได้งาน 100% วัดเงินเดือนขั้นตำก็เป็นไปตามเกณฑ์ ก.พ.
เรื่องสำคัญของการประเมินเราพิจารณาข้อมูลเพียงบางส่วน เราไม่มีภาพรวม ไม่รู้ว่าบัณฑิตของเรามีส่วนแบ่งในตลาดเท่าไร (อันนี้อาจวัดไม่ได้โดยตรง เพราะการผลิตที่มีคุณภาพ ผลิตจำนวนน้อย ส่งผลให้ตลาดได้ใช้งานน้อย) แต่ข้อมูลเหล่านี้น่าสนใจนะค่ะ ที่เรายังไม่เคยเห็น
1. ไม่มีข้อมูลประกอบตลาดแรงงานสำหรับราชการคิดเป็นร้อยละเท่าไร (อาจมีแต่ไม่เคยเห็น) ดังนั้นการใช้เกณฑ์ ก.พ.วัดเงินเดือนประสิทธิผล สมควรหรือไม่
2. ไม่มีข้อมูลประกอบว่า มีร้อยละเท่าไรของภาคเอกชนที่ให้เงินเดือนตำกว่าเกณฑ์ และมีความเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าบัณฑิตจบมาแล้วไม่ไดเงินเดือนตามเกณฑ์ แต่ได้ตามค่าแรงขั้นตำ มีสัดส่วนเท่าไร
การทำสำรวจเฉพาะภาคการศึกษาอย่างเดียวไม่สะท้อนผล
เคยคุยกับภาคอุตสาหกรรม ว่าการจ้างงานมีการให้ผลตอบแทนสำหรับบัณฑิตที่มีทักษะอื่นหรือไม่ ส่วนใหญ่ยังไม่มี แต่มีด้านคุณวุฒิที่อาจได้เงินเดือนต่างกัน เช่น วิศวคอมพิวเตอร์ เงินเดือนสูงกว่าวิทยาการคอมพิวเตอร์ (ข้อมูลภายในไม่ได้เปิดเผย แต่ได้ข้อมูลจากบัณฑิต) และเอกชนไม่สามารถที่จะกำหนดว่าบัณฑิตจากสถาบันใหนจะไม่รับเพราะผิดรัฐธรรมนูญ
เคยต่อว่าภาคอุตสาหกรรมเหมือนกันว่าถ้ากระบวนการผลิตของเรามีคุณภาพ บัณฑิตเราผ่านการทำโครงงานเสมือนหนึ่งมีประสบการณ์ในการทำงาน เพราะเหตุใดจึงไม่พิจารณาประสบการณ์ส่วนนี้ ภาคเอกชนเหมือนไม่เชื่อในคุณภาพการผลิต ยังดูเพราะผลการเรียน
แต่ก็น่าดีใจว่า ผลการเรียนของ มก. หลายภาคเอกชนเป็นที่เข้าใจว่า มก. ให้เกรดโหด (ใช้แบบที่นิสิตเรียก) ดังนั้นถ้า gpa 2.5 อาจมีคุณภาพความรู้เท่ากัน 3.0 บางแห่ง (ข้อมูลยกตัวอย่าง)
ดังนั้นด้านคุณภาพบัณฑิต ตัวชี้วัดดีแล้ว แต่รายละเอียดตัวชี้วัดน่าจะเปลี่ยน เช่น ได้รับเงินเดือนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์เท่าไร และความหมายของการมีงานทำตรงสาขาตีความอย่างไร อีกทั้งตลาดแรงงานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมีเท่าไร
สมศ. หรือ สกอ. เองต้องมีภาพรวมของข้อมูลก่อนประเมินสถาบันการศึกษาด้วย เพื่อให้การเห็นภาพความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ของประเทศ
แหล่งข้อมูลมหภาคต้องมีและง่ายต่อการค้นหา และเรียกใช้งาน
มาเยี่ยมยามแล้วครับท่าน ดีใจครับที่ ฅนมีคุณภาพ มาช่วยเขียน บันทึกเรื่องราวที่เป็น สาระ และ คุณประโยชน์ ครับ