สวัสดีครับ...
ในการทำงานร่วมกัน..กับผู้อื่น เพื่อนร่วมงาน...
ในการทำงานเพื่อองค์กร....
คงจะต้องได้สัมผัสกับความคิด ความเห็น ความรู้สึกของผู้คน ที่ต้องทำงานร่วมกัน
เป็นความคิดที่มีความหลากหลาย....แตกต่าง..สอดคล้อง...หนุนเสริม ..ทัดทาน..คำถาม...
หลายครั้งที่เราอาจจะต้องพบกับความเห็นที่แตกต่าง...
เป็นความแตกต่างที่มีความหลากหลายในตัว..ตั้งแต่น้อย...จนถึงมาก...
ในความแตกต่างทางความคิดที่เราได้สัมผัสนั้น...
.... เป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้...อย่างมาก
เป็นการเรียนรู้ทั้งภายในตัวเราเอง และเรียนรู้เจ้าของความคิดนั้นๆ....อย่างดี
ในความเห็นผม...
....ถ้าหากเรามีสติที่บริบูรณ์ ณ ขณะนั้นๆ..และรับฟังอย่างลึกซึ้ง..ไม่ตัดสิน
....สิ่งที่รับฟัง...แม้จะแตกต่างอย่างสุดขั้ว..หรือขัดแย้ง..หรือไม่ตรงตามที่เราคาดหวัง..
..ก็จะทำให้ได้เรียนรู้ว่าเราคิดอะไรเมื่อได้ฟัง... และเรียนรู้ว่าเจ้าของความคิด..เป็นอย่างไร
....
ในความคิดที่แตกต่างสุดขั้ว....
..เราอาจจะได้เรียนรู้ตนเองว่าเหตุใดถึงเราจึงให้ความรู้สึกว่าแตกต่างสุดๆ
...เราอาจจะได้เรียนรู้ว่า...ฐานคิดของเจ้าของนั้นเป็นเช่นนั้น...
...
และที่สำคัญคือการวิเคราะห์ความต่าง ว่าเป็นอย่างไร.... จากนั้นคือกลวิธีที่เราจะเชื่อมต่อความคิดทั้งสองให้เชื่อมกันได้ อาจะไม่ต้องเหมือนกัน...แต่เข้าใจกันได้โดยมีเป้าหมายเดียวกัน...เพื่องาน เพื่อองค์กร...และไม่ใช่เพื่อตนเอง...เชื่อมั่นในจุดนี้....
ผมเชื่อว่า..
บนหลักการความเชื่อว่าทุกคน เป็นคนดี เป็นคนที่มุ่งมั่นทำงาน
เชื่อว่าทุกคน..ไม่มุ่งหวังเรื่องประโยชน์ส่วนตน ทั้งกายและใจ...(โดยเฉพาะใจ..สำคัญยิ่ง)
เราก็จะมองเห็นประโยชน์ความแตกต่างของความคิดนั้นๆ...
ประโยชน์เพื่อเรียนรู้..ความต่างในการที่จะสร้าง...ความเชื่อมโยงและความเข้าใจกัน...
เพื่อทำงานร่วมกัน มุ่งที่ผลลัพธ์...ทำงานเพื่องาน...พเอประโยชน์ส่วนรวมและองค์กร
เพราะว่าในองค์กร..เราต้องทำงานร่วมกัน ช่วยกัน..ไม่สามารถตัดใคร แยกใครออกไปได้
เชื่อเช่นนั้น....
แต่ใจความจริง..จากบทเรียนของชีวิตที่ผ่านมา...
ในความจริงที่คนเรา.
.ย่อมมีความเป็นตัวตน อัตตา...มิจฉาทิฐฐิ...โมหะ..อคติ...
เมื่อเราต้องพบกับความแตกต่าง....
เจ้าอัตตา จะกระโดดเข้าไปตัดสินทันทีทันใดที่เราได้รับรู้ สัมผัส...
ทั้งอัตตาที่หยาบ(อกุศล)..คือฉันไม่ยอม ฉันสูญเสีย....
ทั้งอัตตาที่ละเอียด...คือการยึดในความคิดที่ดีก็ตาม(เช่น..โอ..คิดได้อย่างไร...เช่นนี้)
บางครั้งเราก็เสียใจ ผิดหวังกับความคิดที่เราได้สัมผัส...แล้วเข้าไปตัดสิน....ว่ามันไม่ดี
แต่เมื่อเราทบทวน....ถอดบทเรียน..ทำความเข้าใจด้วยสติ..คิดให้ช้าลง...ด้วยใจกลางๆ
เรากลับพบว่า...
ไม่ใช่ความผิดของคนที่คิดเช่นนั้น...(ที่เรารู้สึกและตัดสินว่าไม่ดี)
...เมื่อเราพิจารณาถึงบริบท...มูลฐาน...พื้นฐาน ..ฐานคิด..และผลลัพธ์ที่เราเห็น..รับรู้
..เราก็จะเข้าใจ...เข้าถึงโลกของเขา...โลกภายในที่ซ่อนอยู่ เป็นโลกที่แตกต่างจากเรา...
...ด้วยความเข้าใจนี้...จะทำให้เราสามารถหาหนทาง...ในการเชื่อมโยงโลกสองใบ...
...คือโลกของเจ้าของความคิดนั้น...กับโลกของเรา..โดยยึดความจริง ความดี ความงาม..
....สิ่งสำคัญต่อๆมาคือ
การให้เวลา...การสื่อสาร...
การกระทำ..การทำงานร่วมกัน....
เป็นเครื่องเชื่อมโยง..โลกสองใบเข้าด้วยกัน...จากที่แตกต่าง มาเป็นสอดคล้องกันได้...
สรุปคือ...
....-ขอเพียงเข้าใจกัน
....-เปิดพื้นที่ให้กับความต่าง.. พิ้นที่การสื่อสาร พื่นที่เพื่อความเข้าใจ
....ไม่ตัดสิน..เร็วเกินไป...
....-ยึดหลักการเดียวกันคือละตัวตน ไม่มองประโยชน์ส่วนตน (ทั้งหยาบและละเอียด)
....-การให้เวลา...
...-การเรียนรู้...
เมื่อผู้คนเข้าถึงความดีย่อยๆ....เข้าถึงกันมากขึ้น...และลดความเป็นตัวตน..
เมื่อผู้คนเข้าใจโลก เข้าใจธรรม เข้าใจงาน เข้าใจองค์กร..และบริบทที่ครบถ้วนมากขึ้น
....
ด้วยวิถีแห่งธรรม...วิถีแห่งคลื่นแอลฟา...วิถีแห่งสุนทรียสนทนา...
น่าจะนำไปสู่องค์กรแห่งความสุข...หรือองค์กรที่มีชีวิตได้...
เรื่อยเปื่อย..ครับ หลังสุนทรีสนทนากับกัลยาณมิตร..
สวัสดีค่ะน้องหมอ
ตามอ่านเงียบๆมานาน แต่วันนี้พอมีเวลาเลยเข้ามาชื่นชมจากใจจริงที่เห็นการเติบโตอย่างงดงามจากภายในของตัวน้องหมอเอง
“Ordinary riches can be stolen, real riches cannot. In your soul are infinitely precious things that cannot be taken from you.” — Oscar Wilde
ขอให้ร่ำรวยความสุข สงบจากภายในยิ่งๆขึ้นไปนะคะ
เอ..ไหงกดแท็บแล้วกลายเป็นเอนเทอร์ล่ะเนี่ย
ว่าจะถามถึงน้องสบายซะหน่อยตาที่เป็นกุ้งยิงหายดีแล้วใช่มั้ยคะ ?
เกิดมุมมองเพิ่มขึ้นอีกครับ
การคิดบวก กับ การคิดลบ
ในการคิดบวกเป็นเรื่องดียิ่งแทบไม่ต้องขยายความ
แล้วก็การคิดลบ ไม่ค่อยดี ทำให้ภาพของตัวเราแย่ลง ทำให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะคุยเรื่องลบลบเนี่ยเต็มไปด้วยคลื่นเบต้า
แม้ว่าเรารู้ขนาดนี้ แต่ แหะ.แหะ... บางครั้งก็มีบ้างที่เกิดอาการหลุดหลุด
การดำรงตนอยู่ในวิถีแห่งแอลฟา จักต้องช้าลงอย่างที่ก็ไม่รู้ว่าขนาดไหน แต่เมื่อใดที่ทำได้ แล้วเห็นสิ่งรอบข้างเร่งรีบ จะค่อนข้างเห็นสิ่งที่แตกต่างกับตนเอง
มีบางขณะที่ผมรู้สึกตัวเองว่ากำลังเข้าสู่คลื่นเบต้า พอทันทีที่รู้สึกปั๊บแล้วเราดึงตัวเองกลับมาได้แค่นี้ก้มีความรู้สึกที่ดีขึ้นจริงๆ แป๊บแป๊บ แต่ก็โอเค
ขอบคุณบักพัตรที่ปล่อยบันทึกดีดีออกมา..ให้ได้สติ
สวัสดีครับพี่เบิร์ด
ขอบคุณมากๆนะครับ....
ดีใจที่พี่เข้ามาแนะนำเสมอๆนะครับ
ความรู้สึกขอบคุณ อธิบายได้ยากเหมือนกันครับ
ขอบคุณที่เฝ้าดู หล่อเลี้ยง ให้ผมได้เดินถูกทางนะครับ
น้องสบายหายดีแล้วครับ
แฮๆ โล่งไปครับไม่ต้องผ่า หรือเจ็บตัว
ครับ....
สวัสดีครับท่านสมคบ
การเติบโตทางความคิดที่เกิดขึ้น
เพราะถูก catalyst จากความเป็นผู้นำที่น่าเคารพและเอาเป็นแบบอย่างจากท่าน แบบอย่างที่คุณครูบาอาจารย์ กัลยาณมิตร มากมาย
ผมเชื่อมั่นว่าจะเดินไปได้เรื่อยๆครับ
อย่างที่ออกตัวนะครับ
ท่านเป็นครู เป็นเจ้านาย กัลยาณมิต และเพื่อนนักปฏิบัติเพื่อพัฒนา
ทั้งพัฒนาภายในตนเอง และพัฒนารอบข้าง องค์กร ชุมชน
สวัสดีค่ะคุณหมอ
อ่านแล้วก้ได้สติทบทวนกับสิ่งที่เกิดกับตัวเองไปด้วย...ขอเล่าเรื่องเพื่อเอามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์สั้นๆตรงนี้นะคะ
คือเพื่อนคนหนึ่งลืมเสื้อไว้ในงานประชุมที่มีคนมาร่วมงานเกิน 300 คน และเธอนึกได้เมื่องานเลิกไปแล้วตั้งแต่ตอนเย็น เธอกังวลมากจนกระทั่งโทรมาขอให้ช่วยไปหาให้หน่อยในเวลาเที่ยงคืนครึ่ง(อ่านไม่ผิดค่ะเที่ยงคืนครึ่งที่มืดและสงัด) งวยเงียตื่นมารับโทรศัพท์แล้วก็ตั้งสติว่า ทุกข์ของคนมีระดับไม่เสมอกันเพราะบริบทเฉพาะตัว.....รับปากเธอว่าจะช่วยดูตอนเช้า พอหกโมงเช้าเธอก็โทรมาตามว่าไปดูหรือยัง...และเธอก็โทรมาถามเกือบทุกสองชั่วโมงแถมยังโทรหาอีกหลายๆคนเปรอะไปหมด....
ได้ช่วยเป็นธุระให้เธอโดยติดต่อหลายหน่วยงานที่มาร่วมกันจัดประชุม....ด้วยการพยายามตั้งสติ..เพราะตัวอัตตาของเราบอกว่า ธุระไม่ใช่เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการประชุมเลยแล้วยิ่งมาถูกเซ้าซี้โทรถามบ่อยจนแทบจะไม่ได้ทำงานทำการพาลจะหลุดหลายครั้ง.....สุดท้ายก็พบของและจัดการส่งไปให้เธอ....บทเรียนแบบนี้ทำให้เข้าใจเลยค่ะว่า โลกที่ไม่เหมือนกันฐานคิดที่ไม่เหมือนกัน..ถ้าใช้อัตตาเราไปจับก็คงนึกตำหนิว่าเพื่อนไม่เกรงใจแล้วก็จะมีแต่แตกคอโกรธกันเท่านั้น...เลยใช้เมตตาเข้าไปจับและทำไปด้วยการให้ความเมตตาว่าจะผ่อนความกังวลของเพื่อนแทนซึ่งระหว่างทำก็ทำให้เบิกบานได้อยู่
อยากแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยค่ะว่า เวลาเจอเหตุการณ์ต่างๆ ก็ทำให้รู้ระดับความเจริญทางธรรมของตัวเองและของคนที่เกี่ยวข้องได้ดี..อย่างเรื่องที่เล่ามานี้ก็ทำให้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นและเข้าใจความแตกต่างของการมองหรือให้คุณค่ากับสิ่งต่างๆของคนค่ะ...