สรุปความรู้ที่ได้จากการศึกษาดูงาน เทศบาลตำบลอัมพวา และวิถีชุมชน จ.สมุทรสงคราม
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน 2550 คลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม ได้จัดให้นักศึกษาหลักสูตรพัฒนาผู้นำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงรุ่นที่ 5 เดินทางไปศึกษาดูงานเทศบาลตำบลอัมพวา และวิถีชุมชน จ.สมุทรสงคราม มีตัวแทนนักศึกษารุ่นที่ 1 เข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้จำนวนทั้งสิ้น 16 ท่าน
สรุปเหตุการณ์และกิจกรรม1.เริ่มต้นการออกเดินทางจากกรุงเทพ ฯ เวลา 7.30 น. มีการแนะนำตัวทักทายเพื่อนร่วมรถอย่างเช่นเคย ซึ่งในรถคันที่ 2 ที่สมาชิกรุ่นที่ 1 ส่วนใหญ่นั่งอยู่นั้น นักศึกษารุ่นพี่พี่ของทางวปอ. หลักสูตรอื่นๆ นั่งร่วมคณะมาด้วยหลายท่าน ด้วยกัน ซึ่งแต่ละท่านก็อาวุโส ทั้งอายุและประสบการณ์ แต่ก็ยังแข็งแรงกันมาก ๆ จนคนหนุ่มๆสาวๆ อย่างเราๆ ต้องอายกันเลย ทีเดียวค่ะ ไปถึงที่อัมพวาและเริ่มการฟังบรรยายตามเวลาที่กำหนดคือเวลา 9.00 น. โดยมีท่านนายอำเภอ อัมพวาเป็นผู้มาให้การต้อนรับด้วยตนเอง คำขวัญของเมืองอัมพวาคือ “เมืองหอยหลอด ยอดลิ้นจี่ มีอุทยาน ร. 2 แม่กลองไหลผ่าน นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม” จังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ทั้งหมด 300,000 กว่าตารางกิโลเมตร มี ส.ส.เพียง 1 คน ประชากรทั้งสิ้นประมาณ 100,000 กว่าคน รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชสมภพ ที่เมืองนี้ และยังเป็นถิ่นกำเนิดของบุคคลสำคัญอีกหลายๆ ท่านคือ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ พระยาสุริเยนทร์ ครูเกื้อ สุนทรสนาน สมุทรสงครามเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น คือเป็นเมือง 3 อำเภอ คืออำเภอเมือง อำเภออัมพวา อำเภอบางคนที เมือง 3 น้ำ คือน้ำเค็ม (เวลาน้ำทะเลหนุนสูง น้ำในแม่น้ำแม่กลองจะกลายเป็นน้ำเค็ม) น้ำกร่อย และพอน้ำจืด (เวลาน้ำทะเลลดระดับลง น้ำในแม่น้ำแม่กลองจะกลับเป็นน้ำจืดเช่นแม่น้ำปกติ) เมือง 3 นา คือ นาเกลือ นากุ้งกุลาดำ และนาข้าว
เมือง 3ศาสนาคือ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ ทั้งยังเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็น </span>“อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศไทยมาช้านานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันความอุดมสมบูรณ์ก็ยังคงอยู่ จนมีการคำกล่าวว่า “บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน” เนื่องจากอำเภออัมพวา ในสมัยก่อนจะเรียกว่าแขวงบางช้าง ซึ่งก็เป็นที่มาของต้นตระกูล “ณ บางช้าง” </span>
คนสมุทรสงครามมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายและมีวิถีชีวิตตรงกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาช้านานแล้ว ปลูก ผลไม้ในสวน ปลูกพลู ทำน้ำตาลมะพร้าว เก็บค่าเช่านา ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี พออยู่พอกิน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก มีความเป็นปัจเจกชนสูงเพราะไม่ต้องพึ่งพาใคร ต่างคนต่างมีองค์ความรู้ของตนเอง มีความคิดเป็นของตัวเองสูง เป็นตัวของตัวเองทำให้การรวมกลุ่มกันของชาวสมุทรสงครามทำได้ค่อนข้างยาก ต้องอาศัย ผู้นำที่เข้มแข็ง ชัดเจน แน่นอน สามารถแสดงเหตุผลที่เป็นที่ยอมรับได้ จึงจะเป็นผู้นำที่ชาวสมุทรสงครามจะยอมรับและก่อให้เกิดการรวมกลุ่มและความร่วมมือที่ดีระหว่างกัน ชุมชนก็จะเข้มแข็งขึ้น สามารถปรับให้เข้าและอยู่ร่วมกับกระแสโลกาภิวัฒน์ได้อย่างดี
2. ตัวอย่างแห่งความสำเร็จของการรวมกลุ่มกันของชุมชนอัมพวา คือการสร้างศูนย์พัฒนาการเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง โดยการเสียสละของคุณจิราพร จาตุรัส ที่ได้บริจาคที่ดินจำนวน 4 ไร่กว่า ให้แก่ มูลนิธิชัยพร ซึ่งอยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และได้สร้างศูนย์พัฒนาการเรียนรู้แห่งนี้ขึ้น คนอัมพวาเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเอง การรวมกลุ่มกันจึงต้องอาศัยบุคคลที่มีภาวะผู้นำสูง คือคิดถึงผลประโยชน์ตนเป็นสิ่งสุดท้าย มีคุณธรรม มีความชัดเจน และสามารถเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจคนให้รวมกันไว้ได้ ซึ่งในกรณีของคนอัมพวาก็คือองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คนอัมพวาจึงสามารถรวมกลุ่มกันได้อย่างทุกวันนี้ คุณจิราพร ยังกล่าวอีกว่า หากจะให้อธิบายคำว่า เศรษฐกิจพอเพียงแล้ว คงจะต้องให้เรียนรู้จากพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นต้นแบบ จึงจะเข้าใจว่า อะไร คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” การจะดำรงอยู่ในกระแสของโลกาภิวัฒน์ได้นั้น ต้องอาศัยการให้กำลังใจ ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ และเอื้ออาทรต่อกันให้มาก จึงจะเกิดการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง
3.ร้อยโทพัชรโรดม อุนสุวรรณ นายกเทศมนตรีอำเภออัมพวา เล่าประวัติอัมพวาให้ฟังว่าได้มีการยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลอัมพวาครั้งแรกเมื่อวันที่16 ต.ค.2483 ซึ่งในสมัยนั้นมีประชากรราวๆ 10,000 คน แต่ปัจจุบันอัมพวามีประชากรราวๆ 5,000 พันกว่าคน เท่านั้น ร้อยโทพัชรโรดม ได้พัฒนาท้องถิ่นตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยควรเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ก่อน เมื่อก่อนการเดินทางมายังอัมพวามีการคมนาคมเพียงทางเรือเท่านั้น จึงมีลักษณะเป็นเมืองปิด ในปี 2516 มีถนนพระราม 2 ตัดผ่านเข้ามายังอัมพวา แต่จำนวนประชากรจาก 10,00 คน เหลือ เพียง 5,000 คนในปัจจุบัน เนื่องจากการมีถนนตัดผ่านนั้นไม่ได้นำความเจริญมาให้เสมอไป และยังนำประชากรในพื้นที่ออกไปทำงานที่อื่นที่เจริญกว่าด้วย ร้อยโทพัชรโรดมมีพื้นเพเป็นคนอัมพวาโดยกำเนิด บิดาเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีมาก่อน ต่อมาได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ยังมีบ้านพักอยู่ที่อัมพวา ได้กลับมาเยี่ยมเป็นครั้งคราวจึงเห็นความเปลี่ยนแปลงของอัมพวามาโดยตลอด ได้เริ่มอาชีพโดยการรับราชการ ต่อมา ในปี 2542 ได้ขอลาออกจากราชการเพื่อจะกลับมาพัฒนาชุมชนอัมพวา
ตามความเข้าใจของร้อยโทพัชรโรดม นั้น เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักปรัชญา แต่เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นรูปแบบ หรือ Model หากใครไม่เข้าใจในหลักปรัชญานี้ ก็อาจเริ่มต้นโดยการนำ Model ไปปฎิบัติแล้วก็จะเข้าใจในหลักปรัชญา ซึ่งถือว่ากว้างกว่าคำว่า Model ในการพัฒนาชุมชนอัมพวานั้นไม่เคยได้รับงบประมาณพิเศษใดๆ มาช่วยสนับสนุน เลย ทิศทางในการพัฒนาคือต้องการดึงคนในพื้นที่ที่ได้ย้ายถิ่นฐานไปแล้วให้กลับมา จึงดูว่าอัมพวามีอะไรที่เป็นของดีที่มีอยู่แล้ว คือคนอัมพวามีทุนทางสังคมอยู่มาก เป็นคนมีอัธยาศัยดี มีน้ำใจกว้างขวาง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีศิลปะวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่ยังคงอยู่ในสภาวะที่น่าจะอนุรักษ์ไว้ จึงได้ริเริ่มโครงการ ตลาดน้ำอัมพวาขึ้นเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2547 ซึ่งในช่วงแรกๆ นับว่ายากที่จะดึงชาวบ้านให้มาเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ชาวบ้านจำนวน 4,000 คน มีผู้เข้าร่วมโครงการไม่เกิน 50 คน เพราะคิดว่าใกล้ๆ กัน ไม่เกิน 15 นาที ก็มีตลาดน้ำดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ที่โด่งดังมาช้านาน อยู่แล้ว คนไม่น่าจะมาท่องเที่ยวที่อัมพวาเท่าไหร่นัก จึงสอนให้ใช้หลักประมาณตน ต้องรู้จักตนเอง รู้จักประเมินโอกาสที่ตนเองมี ได้เลือกให้ตลาดน้ำอัมพวาเป็น “ตลาดน้ำยามเย็น” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แตกต่าง จากเวลาเปิดของตลาดน้ำดำเนินสะดวกซึ่งจะเปิดในช่วงเช้า เป็นการใช้หลักประเมินตนเอง และประเมินว่าตนเองมีโอกาสอะไรอยู่บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน และของชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ได้บอกชาวบ้าน อยู่เสมอว่าให้คิดว่าโครงการตลาดน้ำยามเย็นเป็นของชุมชน ไม่ใช่ของนายกเทศมนตรี เพราะหากรู้สึกว่าเป็นของชุมชนแล้ว ทุกคนก็จะช่วยกันประชาสัมพันธ์ หากตัวนายกเทศมนตรีท่านนี้ ไม่อยู่แล้ว ทุกอย่างก็จะยังคงสามารถดำเนินต่อไป สามารถ มีการขับเคลื่อนต่อไปได้ ก็จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนที่แท้จริง
4.ร้อยโทพัชรโรดม กล่าวว่า กระบวนการคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้นต้องมองจากตัวเองก่อน มองดูต้นทุนของตนเอง ได้สอนให้แม่ค้าในอัมพวาทุกคนคิดว่าเป็นคู่ค้า ไม่ใช่คู่แข่ง ต้องปรับกระบวนการคิดให้ได้แบบคนจีน ที่ร้านไหนของหมดก็ไปยืมจากร้านข้างๆ กันมาขายได้ คือเน้นให้ช่วยเหลือและพึ่งพากัน กระบวนการคิดแบบ ตะวันตกคือ ต้องการกำไรสูงสุด มีส่วนแบ่งในตลาดของสินค้านั้นๆ เยอะที่สุด ต้องเป็น Number One Trader ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดแบบตะวันออกที่เน้นความเป็นเพื่อนบ้านกัน การแบ่งปัน การอยู่ร่วมกัน การแบ่งปันทรัพยากรที่มีและใช้ร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ปัญหาต่างๆ ที่มีลดลง
5. คุณลุงประยงค์ รณรงค์ ปราชญ์ชาวบ้าน เจ้าของรางวัลแมกไซไซ ให้ความรู้ต่อ โดยเริ่มต้นว่า การปฎิบัติ เท่านั้นจึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้ในสังคม คุณลุงได้นำมาปฎิบัติด้วยตนเองแล้วประสบความสำเร็จ มองว่า เศรษฐกิจพอเพียงกับทุนนิยมนั้นไม่ได้ค้านกัน หากรู้จักนำมาปรับใช้ด้วยกัน ควบคู่กันไปจะทำให้เกิดความมั่นคงมากขึ้น และบรรลุเป้าหมายคือ สังคมอยู่ดีมีสุข เครื่องมือในการนำหลักปรัชญามาปรับใช้มีอยู่หลายทฤษฎีเช่น 1.เกษตรทฤษฎีใหม่ 2. วิสาหกิจ ชุมชน ทั้ง 2 ทฤษฎีก็เป็นเครื่องมือที่นำไปสู่เศรษฐกิจพอเพียงและการอยู่ดีมีสุข ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม กระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ความสามารถในการบริหารจัดการเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ต้องสอนให้ชาวบ้านมีความรู้ในการบริการจัดการทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่ให้ได้
ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาราคาลิ้นจี่ตกต่ำที่ชาวบ้านอัมพวาได้มาเล่าสู่กันฟังนั้น ฟังไป ฟังมาก็สรุปได้ว่า เจ้าของสวนลิ้นจี่ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรนั้น ไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรของตนเอง จึงถูกพ่อค้าคนกลางซึ่งมีความสามารถในการบริหารจัดการมาเอารัดเอาเปรียบ รับซื้อไปในราคาที่ต่ำมาก ดังนั้น วิธีในการแก้ไข คือ ต้องให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการแก่เจ้าของทรัพยากรคือเจ้าของสวนลิ้นจี่ คุณลุงประยงค์ เคยแก้ปัญหาที่คล้ายกันในกรณีของชาวสวนมังคุดแล้ว ประสบผลสำเร็จมาก
6. วิธีการแก้ปัญหาของคุณลุงประยงค์คือการเริ่มต้นที่ตนเองก่อน หากแก้ไขแล้วยังมีปัญหาค่อยไปเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น การแก้ปัญหาให้ชาวสวนมังคุดจึงเริ่มต้นจากให้ชาวบ้านมาแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และ เล่าปัญหาสู่กันฟัง ในช่วงแรก ๆ ได้จัดให้มีนักวิชาการจากสถาบันราชภัฎ มาให้ความรู้และช่วยให้คำแนะนำชาวบ้านในการแก้ไขปัญหา แต่ต่อมาก็ไม่ต้องอาศัยนักวิชาการแล้วเพราะบางปัญหาที่นักวิชาการไม่เคยทราบชาวบ้านบางรายได้ประสบแต่ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ด้วยตนเอง และนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านท่านอื่น ๆ การรวมกลุ่มกันนั้นจริงอยู่ว่าเป็นเรื่องยาก แต่อาจจะเริ่มมาจากกลุ่มเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยๆ กระจายต่อไป การรวมกลุ่มนั้นต้องอาศัยความสมัครใจ ตัดสินใจที่จะมีส่วนร่วมด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอให้คนส่วนใหญ่เห็นด้วยจึงจะค่อยลงมือทำ แต่ให้เริ่มทำเลย เมื่อทำแล้วบังเกิดเป็นผลสำเร็จ คนเห็นว่าดี และประสบผลสำเร็จก็จะมาร่วม รวมกลุ่ม และทำตาม
7. คุณลุงประยงค์กล่าวว่า คำว่าอยู่ดีมีสุขนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องร่ำรวย ปัจจุบันแม้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมฉบับที่ 10 ก็ได้กำหนดนโยบายในการพัฒนาประเทศที่สอดคล้อง คือเน้นการอยู่ดี มีสุข โดยใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวขับเคลื่อน อีกทั้งยังมี นโยบาย และวาระแห่งชาติต่าง ๆ ที่สอดคล้องเป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงต้องมีการทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกัน และนำไปสู่การปฏิบัติ ต้องพัฒนาคน ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการ โดยให้ความรู้ ด้านวิชาการ และ ประสบการณ์ แล้วใส่เทคโนโลยีเข้าไป คนไทยมีความรู้ด้านวิชาการอยู่มากแล้ว สิ่งที่ขาดก็คือความสามารถในการบริหารจัดการ ต้องดูว่าเรามีอะไรอยู่บ้าง ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีคุณค่ามากที่สุด ต้องพัฒนา และเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรให้ได้มากที่สุด ไทยก็จะอยู่รอดได้ในกระแสโลกาภิวัฒน์ ปัจจุบันที่รัฐบาลเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น เห็นว่า ได้เลยยุคนั้นไปแล้ว ปัจจุบัน ควรที่จะเน้นให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นหลักในการพัฒนา แล้วให้หน่วยงานภาครัฐไม่ว่าจะในระดับรัฐบาล หรือระดับอบต.ต่างๆ เป็นส่วนเสริม เป็นผู้มีส่วนร่วมมากกว่า ต้องให้ชาวบ้านตั้งเป้าหมายในการพัฒนาท้องถิ่นตนให้ได้ แล้วให้ภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านๆ มาจะมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เป็นส่วนเสริมช่วยชาวบ้าน หากทำได้ดังนี้ก็จะก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนมากกว่า ในเรื่องข้อมูลนั้น สำคัญมากๆ ควรให้คนในพื้นที่ที่รู้ที่ทราบปัญหา เป็นผู้ให้ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลเอง แล้วนำไปสู่แผนพัฒนาชุมชนที่เป็นของชาวบ้านเอง ที่สำคัญคือจะต้องมีผู้นำชุมชนที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือ ก็จะสามารถได้รับข้อมูลที่เป็นจริงและวิเคราะห์แนวทาง การแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องตรงประเด็น
ควรให้แต่ละพื้นที่สรุปว่าในพื้นที่ของตนนั้นมีคนพออยู่ พอกินจำนวนเท่าไหร่ มีคนยากจน ไม่มีจะกิน อีกเท่าไหร่ และหากมีคนรวยในพื้นที่นั้นๆ เขาเหล่านั้นประกอบอาชีพอะไรบ้าง หากทำได้ดังนี้ การแก้ไขปัญหา และการพัฒนาสังคมจะกระทำได้ในแนวทางเดียวกันและสอดคล้องกัน ปํญหาที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ คือการที่แต่ละหน่วยงาน ต่างก็มีโครงการที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน หรือคล้ายๆ กันเป็นของตนเอง และดำเนินโครงการกันไปในลักษณะ ต่างคนต่างทำ ไม่ทำงานประสานกัน ไม่มีการบูรณาการ บางกรณีแม้อยู่ในกระทรวงเดียวกัน แต่ก็ยังมีโครงการชื่อเดียวกัน หรือคล้ายกัน มีวัตถุประสงค์ เหมือน หรือคล้ายกัน ไปดำเนินโครงการอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งหากใช้วิธีให้ชาวบ้านเป็นผู้กำหนดเองแล้ว ปัญหาเช่นนี้ก็คงจะบรรเทาลงไปได้บ้าง…
หมายเหตุ ผู้เขียนตัดเนื้อหาส่วนนี้มาจากจดหมายข่าว SE1 ฉบับที่ 3/2550 ซึ่งผู้เขียนได้เขียนไว้เมื่อเดือนเมษายน 2550 จดหมายข่าวนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปกิจกรรมและสิ่งที่ได้จากการไปดูงานตามที่ต่างๆ ให้เพื่อนนักศึกษาที่เข้าอบรมรุ่นเดียวกัน ได้รับทราบข้อมูล ความเป็นไป การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของคณะกรรมการรุ่น และเพื่อนๆ ในรุ่น (หลักสูตรการพัฒนาผู้นำตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จัดโดยคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม ) ทั้งนี้เห็นว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นส่วนที่สอดแทรกความรู้ที่ได้จากการดูงานจึงนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกท่านใน G2K ค่ะ
สวัสดีค่ะน้องแณณที่รัก
รักษาสุขภาพ อย่าให้ยุงกัดได้นะคะ
สาระเข้มขึ้นมากดีครับ
เป็นคนช่างเก็บรายละเอียด และจับประเด็นได้ชัดเจนนะคะ ขยันเขียนไปเรื่อยๆ ได้ประโยชน์ในการแบ่งปันนะคะ และต่อไปก็ได้ใช้เป็นคลังข้อมูลในการนำมาเรียนบเรียงเป็นหนังสือได้เลยค่ะ
พี่ไปอัมพวาหลายครั้งสมัยที่คนข้างกายเคยถูกขอให้ไปช่วยเรื่องแนวคิดการสร้างศูนย์เรียนรู้ชุมชนและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
เสียดายเรื่องลิ้นจี่สมุทรสงคราม เป็นพันธ์ที่แตกต่างจากลิ้นจี่ทางเหนือ เมื่อยุคก่อนเคยแบบแทบคิดราคาเป็นลูกขาย แพงมาก แต่คุณภาพดี ปัจจุบันมีมากมาย ราคาตก และไม่อร่อยเหมือนเมื่อก่อน
แณณจ๊ะ
แหม สมกับเป็นกรรมการเลขานุการที่ดี ที่จริงเป็นมากกว่าเลขานะเพราะสมัยนั้นจำได้ว่าแณณช่วยงานของ SE 1 ของพวกเราได้ดีมากจริงๆ
ชื่นชมจ๊ะ