อ่านเรื่องน้าอึ่งอ๊อบ แซ่เฮ เขียนเรื่องมาตรฐาน5ส ของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “มองรอบ ๆ โต๊ะตัวเอง ทำไมมันรกรุงรังไปด้วยเอกสาร วัสดุ อุปกรณ์มากมายอย่างนี้  อยากจัด  จัดเมื่อไรได้วันสองวันก็เหมือนเดิม ทำไมหนอเราช่างไร้ระเบียบเสียนี่กระไร  นี่ก็ใกล้เวลาจะประกวด5ส แล้ว(ก๊ากส์) โต๊ะก็ยังรก (แต่น้อยกว่าเดิม)  อึมลองกลับไปดูมาตรฐาน  5   ของคณะฯ สิว่าเค้ากำหนดอย่างไรบ้าง  แล้วจะลองมาเทียบว่า  "เรา"  ทำได้เท่าไร  อิอิ”

เรื่องนี้ตรงกันโดยมิได้นัดหมาย มีคนชวนไปเปิดการสัมนาทบทวนและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การจัดการขยะ มีวัตถุประสงค์เพื่อขยับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการจัดการขยะของหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทย โดยเน้นทบทวนความร่วมมือหลายฝ่ายทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น (รวมถึงชุมชน) ในการนี้ทางโครงการฯ จะได้จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551  โรงแรมตักสิลา อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

เขาเชิญผิดคนอีกแล้ว ถ้าอยู่ใกล้ก็จะให้ท่านชอบวิ่ง กับคุณน้าแซ่เฮ นี่แหละขึ้นเวที มันน่าจะเข้าเค้าหน่อย เรื่องขยะกับผมสะสางมาตลอดแต่ไม่สำเร็จ ทั้งขยะในใจ ขยะในบ้าน ขยะในชุมชน และขยะในสังคมทั่วไป

เรื่องของขยะ เรามีมุมมองกันอย่างไรครับ ตีความว่าอย่างไร ใครก่อ ใครใช้ ใครจำกัด อ.แป๋วมั๊งเล่าเรื่องขยะที่ญี่ปุ่น ..นักเรียนไทยไม่ยอมปฏิบัติตามระเบียบ  เทศบาลยุ่นปี่แกล้งไม่มาเก็บขยะ แค่นี้ก็ป่วนโลกแทบแตก เพราะต้องมาช่วยกันแยกแยะขยะเน่าให้เข้าถูกถังถูกประเภท แสดงว่าระบบระเบียบทางขยะก็สำคัญ  มันเป็นตัวบ่งชี้วินัยทางสังคม

คนมีวิชาความรู้ จะมองเห็นขยะเป็นขุมทรัพย์ ปัจจุบันมีการค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆ แม้แต่พลาสติกก็มีสูตรผสมให้ย่อยสลายเร็วขึ้น ช่วยกันคิดเรื่องวิธีการนำมาใช้ใหม่ หรือแปรไปเป็นประโยชน์ด้านอื่น อ่านพบข่าวมีคนคิดเอากระดาษมาสกัดเป็นเชื้อเพลิงได้ นี่แหละหนาความเจริญ จากที่ใช้ตะกร้า กระบุง กระจาด ใส่ของ ใช้ใบกุงใบตองกล้วยห่อของกิน สมัยนี้หันมาใช้พาลสติก มันก็เลยป่วนไปหมด แม้แต่ท่านนายกก็ยังโดนคดีจ้างขนขยะหลายพันล้านบาท คดีขยะก็ยังยุ่งใช่ไหมละครับ

อาจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เล่าว่า..ก่อนที่วัฒนธรรมสาธารณสุขจะกลายเป็นมาตรฐาน”สากล” คนทั้งโลกปฏิบัติต่อการขี้ไม่ต่างกับการกิน  คืออิงแอบอยู่กับธรรมชาติ  หากอยู่บกก็ “ไปทุ่ง” เข้าป่าเข้าพง หรือเข้าลานสำหรับขี้ (ในหมู่บ้านอินเดีย) หากใกล้แม่น้ำ ก็”หย่อนลงน้ำ”การนำเอากากอาหารคืนให้แก่โลกนั้น เป็นการพยุงชีวิตสัตว์อื่นไปพร้อมกับทำนุบำรุงความอุดมสมบูรณ์ของโลก  อย่านึกว่าน้อยนะครับ  เฉพาะในย่านเอเซียตะวันออก จากอินเดียถึงญี่ปุ่น วันหนึ่งคนจะคายกากอาหารคืนโลกเท่าไหร่ สมมติว่า คนหนึ่งถ่ายได้วันละ  750 กรัม วันหนึ่งบรรพบุรุษบำรุงโลกเข้าไป 50,250 ตัน หรือปีกว่า 185 ล้านตัน

สุดท้ายเรื่องอะไรๆก็หนีไม่พ้นความพอเพียง ใช้น้อยลง กินน้อยลง จะไปรบกวนทรัพยากรโลกได้น้อยลง  ชีวิตที่อิงกับธรรมชาติมีผลกระทบทางจิตวิญญาณของคนด้วย เพราะมองเห็นคุณค่าของของตัวเพียงกินและขี้ คงจะลดความโลภ ความโกรธ ความหลง ไปได้ไม่น้อย