First Impression (ความประทับใจแรก)

ก้าวแรกในบ้านใหม่ ณ  กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ

เช้าตรู่ของวันที่ 16 ธันวาคม 2550 เรายังไม่ได้นอนกันเลย จัดของกันทั้งคืน แต่ต้องอาบน้ำและไปสนามบินแล้ว เนื่องจากมีผู้ใหญ่ที่เคารพกันมากท่านหนึ่ง ซึ่งอบรมที่คลังสมอง วปอ. ด้วยกัน คือท่านดร.พวงพลอย ซึ่งเป็นผู้ที่อาวุโสที่สุดในรุ่นเราที่อบรมด้วยกัน (ท่านอายุ 68 ปี) ได้โทรมาตั้งแต่ 7 โมงกว่าๆ ว่าท่านได้ไปถึงที่สนามบินเรียบร้อยเพื่อไปรอส่งเราแล้ว  ได้ยินดังนั้น ก็เร่งสามีว่าต้องไปแล้ว เพราะเกรงใจท่านพวงพลอยมาก ประมาณ  8 โมงกว่าๆ ครอบครัวสามีอันประกอบด้วย พ่อ แม่ และ น้องๆ รวมทั้งเพื่อนสาวคนสนิทของน้องชายเราคนหนึ่ง ที่น่ารักมากอุตส่าห์ตื่นมาส่งเราตั้งแต่เช้าตรู่ ไปส่งกันที่ สนามบิน พอไปถึงก็มีพี่ ที่อบรมที่คลังสมองวปอ. ด้วยกันตามมาส่งอีก 2 ท่านคือ พี่หน่อย คุณกาญจนาและพี่เบญจ คุณเบญจมาพร รู้สึกขอบคุณและเกรงใจทุกคนมาก เพราะเป็นวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันพักผ่อนแต่ต้องตื่นเช้ามากเพื่อมาส่งเรา

มีอีกหลายคนที่อยากจะมาส่งทั้งเพื่อนๆ ที่อบรมนิวเวฟ ด้วยกัน เพื่อนๆ ที่ธรรมศาสตร์ แต่เราไม่อยากรบกวน จึงไม่ได้บอกรายละเอียดการเดินทาง และไม่ได้บอกเพื่อนๆ ครบทุกคนว่าเราจะเดินทางไปวันไหนกันแน่บอกแค่คร่าวๆ ว่าใกล้แล้วๆ เพราะเกรงใจและไม่อยากรู้สึกเศร้าๆ เหมือนบรรยากาศที่สนามบินทุกครั้ง จำได้ว่าสมัยเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แณณไปส่งเพื่อนที่สนิทกันมากที่แณณรักมาก และคุณพ่อของเพื่อน   ต้องไปประจำการที่เมืองออตตาวา ประเทศคานาดา  แณณ ร้องไห้ ปิ่มว่าจะขาดใจ เพราะว่ารักเพื่อนคนนี้มากๆ และตอนไปเรียนที่อังกฤษ ก็รู้สึกเศร้าๆ ใจหายที่ต้องจากครอบครัวและเพื่อนๆ ไปไกลๆ ตั้งนาน  จำได้ว่าครั้งนั้นคนไปส่งเราที่ดอนเมืองเยอะมากๆ เพื่อนๆ ญาติๆ ก็ร่วม 30 กว่าคน ทยอยไป ทยอยกลับ ตอนนั้นไปแค่ปี สองปี   ยังรู้สึกเศร้า ร้องห่ม ร้องไห้ ยังกับจะจากกันไปหลายปี <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm -9.4pt 10pt 0cm; line-height: normal; text-align: justify" class="MsoNormal">แต่ชีวิตครอบครัวนักการทูตต้องเดินทางย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ ต้องฝึกให้ชินกับการจากลาเอาไว้ ต้องทำให้เป็นเหมือนเรื่องธรรมดาๆ จะได้ไม่ร้องไห้เหมือนตอนเด็กๆ วันนั้นที่สนามบิน แณณไม่ได้ร้องไห้เลย  รู้สึกว่าเดี๋ยวก็กลับมาได้เพราะอยู่ใกล้แค่นี้เอง ใช้เวลาบินแค่ 2 ช.ม.เท่านั้นเอง  ก่อนจะเข้า Gate (ประตู) เห็นพ่อ แม่บอล (สามี) มองบอลด้วยสายตาที่รักและเป็นห่วงมาก แณณจึงบอกให้บอล (ซึ่งเคยเล่าให้ฟัง  ว่าไม่ค่อยได้กอดพ่อแม่เท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยชอบแสดงออกในเรื่องนี้กับคนในครอบครัวเท่าใดนัก)  ให้เข้าไปกอดท่าน เพราะตั้งแต่กลับจากอังกฤษบอลก็เริ่มชีวิตทำงานเลย และเราสองคนก็ทำแต่งาน ใช้ชีวิตกันอยู่แค่สองคนหรืออยู่กับเพื่อน   ไม่ค่อยได้อยู่กับท่านเท่าไหร่ นี่ก็จะเป็นการจากกันนานๆ อีกแล้ว หัวอกพ่อแม่ก็ต้องคิดถึงและเป็นห่วงลูกมากเป็นธรรมดา เป็นภาพประทับใจที่แณณแอบน้ำตาซึมเพราะคิดถึงพ่อและอยากกอดพ่อตัวเองเหมือนกัน (แม่ของแณณนี่แณณได้กอดและฟัดท่าน ตอนไปลาท่านจนอิ่มแล้วค่ะ) แต่ไม่เป็นไร กอดพ่อแม่บอลแทนก็เหมือนกันนี่นา พ่อแม่สามีก็เปรียบเสมือนพ่อแม่เราเองเหมือนกัน</p>   แณณพยายามนำรูปถ่ายมาใส่ประกอบเรื่องเล่าแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ มือใหม่น่ะค่ะ <p style="margin: 0cm -9.4pt 10pt 0cm; text-align: center; tab-stops: 45.8pt 91.6pt 137.4pt 183.2pt 229.0pt 274.8pt 320.6pt 366.4pt 412.2pt 458.0pt 503.8pt 549.6pt 595.4pt 641.2pt 687.0pt 732.8pt" class="MsoNormal">หากสนใจก็เข้าไปดูในไฟล์ภาพได้ของแณณนะคะ </p>

 เข้าไปใน Gate คนเยอะมากๆ รอคิวเอ็กซเรย์กระเป๋าถือนานมากๆ จน Flight (เที่ยวบิน) ที่เราจะต้องบินนั้น  Final call (เรียกผู้โดยสารเป็นครั้งสุดท้าย) แล้ว เรายังอยู่ในแถวอยู่เลย บอลก็บอกไม่ทราบจะทำอย่างไรเพราะข้างหน้าก็ คิวยาวอยู่เลย แต่แณณด้วยความที่กลัวจะตกเครื่องบินจึงรีบวิ่งแจ้นไปหาเจ้าหน้าที่สนามบิน บอกว่าของเรานี่ Final call แล้วค่ะ นี่เกิดจลาจลหรืออะไรไม่ทราบคะ แถวถึงยาวมากขนาดนี้ ขอให้  คุณพี่เจ้าหน้าที่ช่วยหนูด้วยเถอะ หนูกลัวตกเครื่องบินหน่ะจ้ะ คุณพี่เจ้าหน้าที่ก็เลยบอกให้คนที่ Final call แล้ว เดินตามมาตรวจกระเป๋าที่เครื่องชั้นล่างที่ต้องวิ่งลงบันไดไปอีกชั้นหนึ่ง พอลงไปปรากฎ มีทั้งแขกมุง ไทยมุงกันเต็ม เจ้าหน้าที่  บอกว่าพอดีมีการเปลี่ยน Gate เลยวุ่นๆ กัน แต่ดูว่าเราอาจจะไม่ใช่ คู่ที่สายที่สุด ขอให้ใจเย็นๆ เพราะเห็นคนแขกจริงๆ และคนไทยผสมแขก ยืนทำหน้ายักษ์กันอยู่หน้าเครื่องเอ็กซเรย์เต็มไปหมด พอขึ้นเครื่องไปปรากฎว่า เรายังต้องรอผู้โดยสารอีกหลายๆ คน  อืม.. ค่อยโล่งอกไปหน่อยเพราะไม่งั้นคงน่าอายแย่เลยที่เป็นคนที่สายที่สุดในเครื่อง แล้วต้องให้คนอื่นรอ  

 เรามาถึงที่ กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ ประมาณ บ่ายโมงกว่าๆ แณณตื่นเต้นตามสไตล์คนไฮเปอร์ ถ่ายรูปเก็บไว้หมดตั้งแต่ตอนออกจากเครื่องบินกันเลยทีเดียว อืม…บ้านนอกจริงๆ เลยเรา พอลงมาเห็นฝูงชนเยอะแยะมากมายมหาศาล  ก็ต๊ก..กะใจ โอย ! นี่มีมหกรรมอะไรกันหรือ เหตุฉะไหน   คนจึงเยอะมืดฟ้า มัวดินขนาดนี้หนอ ดูไป ดูมา กลายเป็นว่าฝูงชนทั้งหมดเหล่านั้นมารอเข้าคิวด่าน ต.ม. บังกลาเทศกันค่ะ ! Amazing กว่า Thailand Grand Sale อีกนะคะเนี่ย  บอลบอกว่า ไม่เป็นไร เราถือ Passport (หนังสือเดินทาง) ทูต เราคงจะไม่ต้องไปเข้าคิวที่ยาวเป็นหางว่าว นี่หรอก มานี่เดี๋ยว  บอลพาไปหาแถวนักการทูตเองนะ โอ้ ฟังดูดี แต่….ถึงกระนั้นก็เถอะ เจ้าแถวพิเศษสำหรับนักการทูตที่ว่านี่ก็หางยาวทีเดียวแหละค่ะ หากอยู่เมืองไทยก็ต้องบอกว่ายาวเท่ากับแถวธรรมดา แต่หากเทียบกับที่นี่ก็ต้องถือว่าก็พิเศษสุดๆ ของเค้าแล้วหน่ะค่ะ เราก็เลยยืนเข้าคิวรอต่อไป แณณก็ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย ตามประสาบ้านนอกเข้ากรุงธากา อยากเก็บไว้ทุกความทรงจำน่ะค่ะ <p style="margin: 0cm -9.4pt 10pt 0cm" class="MsoNormal">เงยหน้าไปดูป้ายที่บอกว่าแถวไหนเป็นแถวคิวของผู้ที่ถือ Passport นักการทูต และแถวไหนเป็นแถวของนักลงทุนต่างชาติ และแถวลูกเรือ  ก็ให้งงงวย กับเจ้าป้ายบอกแถวคิว ที่ทำไมต้องโยงไปโยงมาด้วย แทนที่จะทำให้อ่านง่ายๆ มีป้ายหนึ่งป้าย ต่อหนึ่งแถวไปเลย ก็ไม่ทำ  …..</p> อืม..สงสัยจะเป็นหลักตรรกะของแขกเค้า ต้องเข้าใจ ต้องเปิดใจให้กว้างเข้าไว้เรา เดี๋ยวก็ชิน แต่รอแล้ว รอเล่า    ก็ยังไม่มีทีท่าว่าแถวจะขยับ แณณเลยบอกให้บอลรออยู่ในแถวก่อน ส่วนตัวเองก็เดินไปดูว่าเจ้าหน้าที่หลับหรือกะไร ทำไมตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว แถวยังค่อยๆ กระดึ๊บ กระดึ๊บ ขนาดหนอนบนใบชาเขียว  ยังคลานเร็วกว่า ได้ขนาดนี้นะเนี่ย  พอเดินไปดูก็ถึงบางอ้อ ค่ะว่า จะมีคนคอยมาแทรกแถวอยู่เรื่อยเลย และตลอดเวลาด้วย  แณณเห็นดังนั้นก็งงงวย และระทวยสุดๆ เนื่องจากหิวข้าวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว เพราะข้าวเช้าก็ไม่ได้ทาน  อยู่บนเครื่องก็มัวแต่หลับเพราะจัดของไม่ได้นอนกันมาทั้งคืน นี่ก็บ่ายสองเข้าไปแล้ว ยังไม่ได้ทานข้าวกันเลย   แต่ก็ด้วยความที่เรายังไม่รู้ตื้น ลึก หนา บาง บางทีเค้ามาแซงนี่อาจจะด้วยสาเหตุอะไรก็ได้ อย่าเพิ่งไปด่วนตัดสินจำเลยโดยที่ยังไม่ได้สอบสวนหาความจริงเสียก่อน บางครั้งสิ่งที่เห็นอาจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นก็ได้ เงียบเฉยไว้ก่อน รอดูสถานการณ์ไปก่อนดีกว่าเรา แณณจึงเดินคอตกกลับไปบอกบอลว่า มีคนแซงแถว แถวก็เลยไม่ค่อยขยับ แต่เค้าอาจจะมีสิทธิแซงกระมัง เพราะเห็นแซงกันเยอะเลย ไม่ใช่แค่ 4-5 ครั้ง หรือ 4-5 คน แต่เป็น สิบๆ คนเลย บอลได้ยินดังนั้นก็กำลังจะลมออกหู <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm -9.4pt 10pt 0cm; text-align: justify" class="MsoNormal"> แต่ทันใดนั้น เหมือนมีปาฏิหารย์ ! เรามองเห็นท่านทูต เฉลิมพลฯ  มายืนอยู่ด้านหลังด่านเจ้าหน้าที่ ต.ม.กำลังสอดส่ายสายตามองหา เด็กหัวดำสองคนที่ไม่รู้ไปเสร่อติดกับดักแขกอยู่ที่ไหน  จึงไม่ออกมาเสียที พอสายตาบอลและท่านทูตมาบรรจบกันเราก็ปิ๊งๆ ยิ้มออก ไชโย ! เจ้านายมารับแล้ว รอดตายหล่ะเรา ฮูเร่ๆ</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm -9.4pt 10pt 0cm; text-align: justify" class="MsoNormal">ทันใดนั้น มีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หรือที่เราเรียกว่า Local staff ชื่อคุณ Reza เดินปราดเข้ามาหาเราและ   ช่วยหิ้วของไป พร้อมกับไปส่งภาษาอะไรสองสามคำกับเจ้าหน้าที่ ต.ม.แล้วนำเราออกไปนอกด่าน  โดยเราไม่ต้องรอให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่ได้มอบ  Passport ให้คุณ Reza ไปดำเนินการประทับตราให้ระหว่างที่เราไปรอรับของที่สายพาน ท่านทูตฯ บอกว่าที่จริงท่านมาเครื่องบินลำเดียวกับเรา ตอนลงมาแล้วออกมาได้เร็วเนื่องจากคุณ  Reza เข้าไปรับ และเพิ่งทราบว่าเราสองคนก็มารอกันอยู่พักใหญ่แต่ไม่เห็นเราออกมากันเสียที จึงเริ่มเป็นห่วงและเดินมาตามท่านทูตใจดีจังเลยนะคะ</p> <p style="margin: 0cm -9.4pt 10pt 0cm" class="MsoNormal">เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นประจำสถานทูตมารับกัน 3-4 คน รวมทั้งคุณวิชัย อัครราชทูตที่ปรึกษา หรือที่เราเรียกกันว่าเบอร์สอง (ก็เพราะว่ารองจากเบอร์หนึ่งคือท่านทูตไงคะ) ซึ่งหากท่านทูตไม่อยู่หรือติดราชการอื่นๆ คุณวิชัยก็จะดูแลงานแทนท่านตามที่ได้รับมอบหมายค่ะ </p> <p style="margin: 0cm -9.4pt 10pt 0cm" class="MsoNormal">พอเจอหน้ากันแขกที่เป็น Local Staff ทุกคนไหว้เป็น และไหว้สวยเสียด้วย ว้าว! เป็น First  Impression (ความประทับใจแรก) ที่ดีมากๆ สำหรับเราเลยทีเดียว </p> อากาศภายนอกกำลังเย็นสบาย ประมาณ 20 กว่าองศาเซลเซียส  ดีจังเลย ไม่ร้อนด้วย ความรู้สึกแรกที่มาถึงก็รู้สึกเหมือนกับไปต่างจังหวัดในเมืองไทยเลยค่ะ …….สิ่งแวดล้อม สถานที่ก็คล้ายคลึงกัน และอากาศก็เย็นๆ เพราะช่วงเดือนธันวาคมนี่ ที่เมืองไทยเราก็อากาศไม่ร้อนกำลังเย็นสบายเหมือนกัน ยิ่งตามภาคอีสาน ภาคเหนือ นี่ก็ใส่เสื้อกันหนาวกันได้เลยนะคะ แต่ที่นี่รับรองว่าอากาศหนาวกว่าเมืองไทยแน่นอนค่ะ ไว้แณณเล่าให้ฟังนะคะ ว่าหนาวขนาดไหนกัน ไว้ฉบับหน้านะคะ </span></span></span></strong></span>