สาละวิน กับความหลากหลายในชาติพันธุ์

สรุปข้อมูลความคืบหน้าโครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน
ณ เดือนสิงหาคม ๒๕๔๙ <p>ข้อมูลเกี่ยวกับความสูง พื้นที่ที่จะถูกน้ำท่วมและพลังการผลิตของแต่ละเขื่อนจะแตกต่างกันออกไปตามหน่วยงานต่างๆ  ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดนัก ทั้งนี้เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงการวางแผนและไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้อย่างเป็นทางการ </p><p>เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ลงนามใน Memorandum of Understanding (MOU) กับกระทรวงพลังงานไฟฟ้า ของรัฐบาลพม่าเพื่อทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างเขื่อนมูลค่า หลายหมื่นล้านบาทบนแม่น้ำสาละวินและตะนาวศรี </p><p>MOU นี้เป็นกรอบใหญ่สำหรับการศึกษาการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าทั้งลุ่มน้ำสาละวินและตะนาวศรี ข้อมูลปัจจุบันชี้ว่ามีโครงการที่ถูกผลักดันมากที่สุดทั้งสิ้น ๖ แห่ง ได้แก่</p><p>๑) ท่าซาง ตั้งอยู่ในรัฐฉาน ขนาด ๗,๑๑๐ เมกกะวัตต์ เขื่อนแห่งนี้จะเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดบนลุ่มน้ำสาละวินและจะสูงที่สุดในภูมิภาคอุษาคเนย์ ด้วยความสูงถึง ๒๒๘ เมตร เป็นโครงการของบริษัทเอกชนไทย MDX ซึ่งระหว่างปี ๒๕๓๙-๒๕๔๑ กองทัพพม่าบังคับอพยพประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวถึง ๓ แสนคน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่มีการศึกษาโครงการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบโครงการ และมีรายงานว่าบริษัทฯ ได้ก่อสร้างถนนจากชายแดนไทยที่จังหวัดเชียงใหม่เข้าถึงหัวงานเขื่อน โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก และอาคารบ้านพักคนงาน  </p><p>๒) ยวาติ๊ด ๖๐๐ เมกกะวัตต์ อยู่ในเขตรัฐคะเรนนี ประเทศพม่า   </p><p>๓) เว่ยจี หรือสาละวินชายแดนตอนบน,๐๐-๕,๖๐๐ เมกกะวัตต์ ความสูง ๒๒๐ เมตร ตั้งอยู่ที่ เว่ยจีบนชายแดนประเทศไทย-พม่า ด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรงข้ามกับรัฐกะเหรี่ยง เป็นโครงการของกฟผ. ส่วนหนึ่งของพื้นที่โครงการอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ขณะนี้มีการตัดถนนเลียบแม่น้ำสาละวินไปจนถึงด่านออเลาะ ใกล้หัวงานเขื่อน</p><p>๔) ดา-กวิน หรือสาละวินชายแดนตอนล่าง ๕๐๐ หรือ ๗๙๒ หรือ ๙๐๐ เมกกะวัตต์ ตั้งอยู่ใกล้บ้านท่าตาฝั่ง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติสาละวิน เป็นโครงการของกฟผ. อ่างเก็บน้ำของเขื่อนแห่งนี้จะยาวไปจนจรดฐานของเขื่อนบน </p><p>๕) ฮัตจี  ในรัฐกะเหรี่ยง พื้นที่โครงการตรงข้ามกับจังหวัดตาก เขื่อนตั้งอยู่ท้ายน้ำจากชายแดนที่สบเมยลงไปในประเทศพม่าประมาณ ๔๐-๕๐ กิโลเมตร ระดับเก็บกักน้ำของเขื่อน (Head Water) อยู่ที่ระดับประมาณ ๔๘ เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง และ crest + ๖๐ เมตร ซึ่งเป็นข้อมูลที่คาดการณ์เท่านั้น ยังไม่มีข้อมูลที่แน่นอน      ทั้งนี้ กฟผ. ระบุว่า เขื่อนกักเก็บน้ำอยู่ที่ระดับ ๔๘ มรทก. จึงจะไม่ท่วมในประเทศไทยเลย พื้นที่อ่างเก็บน้ำจะท่วมเฉพาะในเขตพม่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษา กำลังผลิตติดตั้ง คาดว่าอยู่ในระดับ ๖๐๐-๑,๒๐๐ เมกกะวัตต์ เขื่อนฮัตจีเป็นโครงการที่มีการผลักดันมากที่สุดในขณะนี้ โดยกฟผ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOA)กับกรมไฟฟ้าพลังน้ำพม่า ในการร่วมทุน และล่าสุดได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับบริษัท Sinohydro รัฐวิสาหกิจของจีน เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๙ รายงานข่าวระบุว่ากฟผ. จะกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากประเทศจีนเพื่อลงทุนสร้างเขื่อนแห่งนี้ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว ๓,๘๐๐ ล้านบาท </p><p>๖) ตะนาวศรี ๖๐๐ เมกกะวัตต์ อยู่บนแม่น้ำตะนาวศรี หรือภาษาพม่าเรียก ตะนิ้นตะรีตรงข้ามกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ </p><p>ข้อมูลจากเครือข่ายแม่น้ำเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้ 78 หมู่ 10   ถ.สุเทพ  ต.สุเทพ  อ.เมือง  จ.เชียงใหม่ 50200
 Southeast Asia Rivers Network (SEARIN)  78 Moo 10,  Suthep Rd, Tambol Suthep,  Muang,   Chiang Mai, 50200   Thailand
Tel.: (66)-(53)-278-334, 280-712    Fax : 283-609         Email: [email protected]
 </p><p align="center"> รายงานล่าสุดการสร้างเขื่อนของพม่า ที่ทำให้ชนกลุ่มน้อยได้รับความเดือดร้อน          </p><p>สำนักข่าว Irrawaddy รายงานเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2551 หลังจากที่รัฐบาลพม่าและรัฐบาลจีนเริ่มก่อสร้างเขื่อนมิตโซนบนแม่น้ำอิระวดี รัฐคะฉิ่น หนึ่งในเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในพม่าเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากต้องไร้ที่อยู่ และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางจากทหารพม่าเขื่อนมิตโซนเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่กำลังดำเนินการสร้างอยู่บนลุ่มน้ำอิระวดีทางตอนเหนือและห่างจากเมืองมิตจีนา เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่นเป็นระยะทาง 42 กิโลเมตร
แหล่งข่าวรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พบวิศวกรชาวจีนและพม่ากำลังทำงานในพื้นที่สร้างเขื่อน รวมถึงคนงานก่อสร้างกว่า 300 คนจากบริษัทเอเชียเวิลด์ของนายทุนมิ้นหน่าย นักธุรกิจที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับรัฐบาลพม่า ซึ่งคนงานที่สร้างที่พักใกล้บริเวณสร้างเขื่อนได้ระเบิดใต้น้ำเพื่อทำลายก้อนหินและเคลียร์พื้นที่ 

 สื่อท้องถิ่นเดอะนิวไลท์ออฟเมียนมาร์ของรัฐบาลพม่ารายงานเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมาว่า โครงการสร้างเขื่อน 7 แห่งบนแม่น้ำอิระวดีนั้นจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 13,360 เมกกะวัตต์ ขณะที่เขื่อนมิตโซนที่กำลังดำสร้างอยู่ในขณะนี้จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 3,600 เมกกะวัตต์ ซึ่งบริษัทไชน่าเพาเวอร์อินเวสท์เมนท์ คอร์ปอร์เรชั่นของรัฐบาลจีนและรัฐมนตรีด้านพลังงานของพม่าหมายเลข 1 ได้ลงนามความร่วมมือในโครงการสร้างเขื่อนดังกล่าวเมื่อปลายปี 2549
อย่างไรก็ตาม  ขณะที่มีการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนอยู่นั้น ชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผยว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง หลังจากทหารพม่ากองพันที่ 121 เข้ามาประจำในพื้นที่เพื่อดูแลความปลอดภัยในพื้นที่สร้างเขื่อน

ชาวบ้านในพื้นที่คนหนึ่งกล่าวว่า ทหารพม่าไม่ได้อยู่ในค่ายทหารแต่กลับยึดห้องสมุดของหมู่บ้านตังแป (ห่างจากพื้นที่สร้างเขื่อน 5 กิโลเมตร)เป็นทีพัก และทำทุกอย่างตามอำเภอใจ ทั้งรีดไถเงินจากพ่อค้าหรือหยิบของในร้านไปโดยไม่จ่ายเงิน เป็นต้น นอกจากนี้ทหารพม่ายังเก็บพืชผักที่ชาวบ้านปลูกไว้ หรือแม้กระทั่งหมูและไก่ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ติดมือไปด้วยเสมอเมื่อเข้ามาในหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ไม่กล้าที่จะพูดอะไรเนื่องจากถูกทางการพม่าข่มขู่ไม่ให้ติดต่อกับชาวต่างชาติและสื่อนอกประเทศ

หน่อละ ผู้ประสานงานขององค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมคะฉิ่น(KEO) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่า หากมีการสร้างเขื่อน มรดกทางธรรมชาติของชาวคะฉิ่นในพื้นที่มิตโซนจะถูกทำลาย หมู่บ้านกว่่า 40 แห่งจะจมอยู่ใต้น้ำ นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของจำนวนทหารพม่าในพื้นที่สร้างเขื่อนจะก่อให้เกิดการบังคับย้ายถิ่นฐาน ทรัพยากรป่าไม้จะถูกทำลาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมอีกหลายระลอก

หน่อละกล่าวเพิ่มเติมว่า  รัฐบาลพม่าควรที่จะบอกให้ชาวบ้านได้รับรู้ถึงผลกระทบที่จะตามมาโดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่นับตั้งแต่มีเริ่มโครงการ ชาวบ้านไม่ได้รับการติดต่อประสานงานจากทางการพม่าเลย
อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่บางส่วนได้เตรียมการย้ายไปอยู่ในเมืองมิตจีนาก่อนหน้านี้ ขณะที่ประชาชนบางส่วนต้องย้ายอยู่บนภูเขาใกล้กับหมู่บ้านของตัวเอง 

เจ้าหน้าที่ของกลุ่มสมัชชาที่ปรึกษาคะฉิ่นกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการส่งจดหมายร้องเรียนถึงรัฐบาลพม่าเพื่อเรียกร้องให้ล้มเลิกโครงการดังกล่าว โดยในจดหมายระบุว่า การสร้างเขื่อนนั้นจะทำลายชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านในพื้นที่  ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่า แต่รัฐบาลพม่าไม่ได้สนใจต่อคำเรียกร้องดังกล่าวแต่อย่างใด
ปัจจุบัน รัฐบาลพม่าได้ลงนามความร่วมมือในโครงการสร้างเขื่อนหลายโครงการทั่วประเทศร่วมกับจีนและไทย โดยรัฐบาลพม่าคาดหวังว่า โครงการสร้างเขื่อนดังกล่าวจะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2552 
  </p><p style="margin: 0cm 0cm 3.75pt; line-height: 15.6pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">(ศูนย์ข่าวสาละวิน 29 มกราคม 51)</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">……….การสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำอิรวดี  โดยเพาะการสร้างเขื่อนสาละวิน ที่ กฟผ. ของไทยส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง  ประเทศไทยจะมองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด    ทางฝั่งไทย ประชาชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงอย่างน้อย ๕๐ชุมชนที่อาศัยอยู่ไกล้กับแม่น้ำสาละวินซึ่งจะเป็นประชาชนกลุ่มแรกที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสร้างเขื่อน  ประชาชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงเรียกร้องความเป็นธรรมมาตลอด ไม่มีใครมาสนใจ  หรือว่า ประชาชนชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ไม่ใช่คนไทย    อีกอย่าง  แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำที่กั้นพรมแดน ไทยพม่า ที่มีชาติพันธุ์อาศัยอยู่หลายชาติพันธุ์   แน่นอนการสร้างเขื่อนชาวบ้านที่อยู่เหนือเขื่อน ต้องย้ายถิ่นฐาน  จะมีการใหลทะลัก ของชนกลุ่มน้อย เข้ามาในประเทศไทย ปัญหาที่สำคัญคือ จะมีการเพิ่มประชากรในศูนย์ผู้ลี้ภัย มากขึ้น และอื่นอีกมากมาย ที่ไทยจะต้องเตรียมรับมือกับมัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       คงไม่คุ้มแน่  ยิ่งร้ายกว่านั้น ประเทศไทยคงเป็นเป้าสายตาของนานาชาติ และถูกรุมประณาม ว่า ร่วมมือกับพม่า ละเมิดสิทธิมนุษยชน  และต้องตามแก้ปัญหานานัปการที่จะเกิดขึ้น</p> ขอให้สันติภาพจงมาสู่โลก   ขอให้สันติภาพ   จงมาสู่พี่น้องชนกลุ่มน้อยทั้งหลายด้วยเถิด