Art and Humanistic Medicine

 คำถาม คำตอบ สำหรับวงการสาธารณสุข และรวมทั้งแพทยศาสตรศึกษาในช่วงปีที่ผ่านมา จนกระทั่งปีนี้ น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Humanized Health Care และ Humanized Medical Curriculum การให้บริการสุขภาพอย่างมีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนชนิดที่ปลูกฝังความเป็นมนุษย์แก่แพทย์

ก็เลยเกิดปัญหาตามมาว่า "เอ... ขณะนี้มันไม่เป็นมนุษย์ยังไง" แล้วก็อีกคำถามคือ "อย่างไรล่ะ จึงเรียกว่ามีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์"

คงจะเป็นคำถามที่พูดคุยกันได้ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงอภิปรัชญา แต่อาจจะไม่เกินเลยไปนัก ถ้าจะเริ่มจะ simple model ของสิ่งที่แยกแยะระหว่าง living and non-living นั้่นคือ "การมีอารมณ์ ความรู้สึก" ว่าเป็นตัวบ่งบอกชีวิตชีวา เพราะความสามารถทางการคำนวณ หรือเหตุผลนั้น ปรากฏว่ามนุษย์สามารถที่จะ programme ให้มีเครื่องมือที่จะจัดการกับ input และให้ output ออกมาตาม "ตรรกะ" ตาม "สมการ" ได้อย่างดีเยี่ยม อาทิ คอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข เครื่องคำนวณ แต่อย่างไรก็ดี robot ที่ก้าวหน้าเหล่านี้ก็ยังไม่เกิด "อารมณ์ และจินตนาการ" ได้เหมือนอย่างที่มนุษย์ทำได้

 สิ่งมีชีวิตมีอารมณ์ ความรู้สึก และแสดงออกในรูปลักษณะอาการต่างๆกันออกไป เราสามารถ "รู้ และเข้าใจ" ได้เวลาได้ประสบพบเห็นอารมณ์ โกรธ เกลียด สุขสบาย ทุกข์ distress งอน อาย ฯลฯ และพอจะบอกได้ว่าใคร หรืออะไร กำลังทุกข์ หรือสุข อย่างกว้างๆ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีส่วนต่อการสะท้อน "คุณภาพชีิวิต"

 ในการเป็นหมอ เป็นพยาบาล แต่เดิมเราเน้นการบรรเทารักษาอาการความเจ็บป่วย ที่มาแห่งความทุกข์ของคนไข้ คนไข้จำนวนมากพออาการทางกายดีขึ้น ก็มีความสุข แต่ส่วนหนึ่งกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น แล้วเราก็พบว่า​ "มนุษย์นั้นเป็นองค์รวม" นั่นคือไม่เพียงแต่จะต้องมีสุขภาวะทางกายที่ดีแล้ว มนุษย์ยังสุข ทุกข์ ไปตามจิตใจ อารมณ์ สิ่งแวดล้อม แต่แตกต่างจากสัตว์ชั้นต่ำกว่าก็คือ "การเข้าถึงจิตวิญญาณ"

เพื่อที่หมอ พยาบาล จะเข้าใจในบริบทคนไข้มากขึ้น เห็นถึงสาเหตุว่าทำไมคนไข้บางคนจึงสุข ทุกข์ แตกต่างกันออกไป ทั้งๆที่เป็นโรคเดียวกัน ระยะเดียวกัน ความรุนแรงเท่าเทียมกัน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเหมือนกัน ไม่เหมือนกัน นั้นก็คือ "รสนิยมในสุนทรีย์" นั่นเอง 

ความสุนทรีย์ เป็น "สภาวะแห่งอารมณ์" อารมณ์ที่สั่นไหว สะทกสะท้อน อารมณ์ของมนุษย์มีการพัฒนาบูรณาการเข้ากันกับ "ความคิด" อย่างละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง จนไม่สามารถจะแยกกันได้ชัดเจนว่า ณ ขณะไหน เรากำลังรู้สึกโดยไม่ได้คิด และ/หรือ เรากำลังคิดโดยปราศจากความรู้สึก คนที่ "มีสติ" ก็จะรู้เท่าทันอารมณ์ สามารถเสพอารมณ์ได้โดยไม่ผูกติด ละวางได้ ไม่ได้เป็นคน "อารมณ์บอด" หรือ "ปราศจากอารมณ์" 

การศึกษาศิลปศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ ทำให้เรามีความ "ลึกซึ้ง" และเข้าใจในอารมณ์มากขึ้น เข้าใจในอารมณ์ของเรา ก็จะพลอยเกิดความเห็นอกเห็นใจ และสามารถ "มองเผื่อความรู้สึกของผู้อื่น" ได้ด้วย ในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของแพทย์ พยาบาล นั่นคือ "การเอาใจเขามาใส่ใจเรา" หรือการมี "Empathy" นั้นเอง ก็เป็นการเน้นที่ "ใจ" ไม่ได้เน้นที่สมอง คือเน้นที่ "อารมณ์ความรู้สึก" นั่นเอง เพราะอารมณ์ความรู้สึกนี้ ที่ทำให้คนแตกต่างกัน ไม่ได้มีพฤติกรรมแบบหุ่นยนต์ที่ตั้งโปรแกรมมา input อย่างไร ก็พยากรณ์ได้ว่า output จะออกมาแบบไหน

Art and Humanistic Medicine

น่าสนใจว่า หากเราบูรณาการศิลปะ เข้ากับการแพทย์ จะเป็นหลักสูตร หรือเป็นกิจกรรมในลักษณะรูปแบบใด ออกมาอย่างไร ในขณะนี้ การแพทย์บางส่วนเสี้ยว กำลังกลายสภาพเป็นสมการ เป็น dichotomous key ที่เพียงเราใส่สมการอาการ อาการแสดงลงไปเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ก็สามารถให้คำตอบ บอกวินิจฉัย และสั่งยา สั่งการรักษาได้ เกิดความรู้สึก (ผิดๆ) ว่า ต่อไปนี้ มีโปรแกรมเช่นว่านี้่ ก็จะเพียงพอ ทดแทน ความจำเป็นที่ต้องไปหาแพทย์ หาหมอ หาพยาบาลจริงๆ 

ลักษณะดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ dehumanized การแพทย์ลงไป เพราะตัดปัจจัยด้านอารมณ์ ความรู้สึก ออกไปจาก "สมการ" การคำนวณการดูแลการรักษา เพราะความจริงอีกประการหนึ่งก็คือ "อาการ" นั้น เป็นความรู้สึก ไม่ใช่ความคิด และ "ภาษา" ที่เรามีใช้่อยู่ในปัจจุบันนั้น ก็ยังไม่สามารถบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกได้สมบูรณ์แบบ เพราะการแปลอารมณ์ความรู้สึกนั้น จะต้องใช้ "ประสบการณ์เก่า" ผนวกกับ "การใช้ภาษา" ของผู้แปลประกอบเสมอ เมือไรที่มีประสบการณ์เก่าแตกต่าง ก็จะให้ความหมายต่อคำๆนี้ไม่เหมือนกัน เจ็บ เจ็บมาก เจ็บที่สุด ของคนๆหนึ่งก็จะแตกต่างกันออกไปในแง่คุณภาพ ปริมาณ เสมอ

สิ่งหนึ่งที่พบว่าอาจจะมีความเป็นสากล คือ สุนทรียศาสตร์

ศิลปะบางสาขา ต่อให้เป็นคนต่างชาติ ต่างภาษา ก็ยังเกิดความเป็นสากล และอารมณ์ร่วมได้ อาทิ ดนตรี บรรเลง เสียงธรรมชาติ เสียงเด็ก เสียงลม กลิ่น ภาพทิวทัศน์ ภาพเด็ก ลายเส้นสายอันอ่อนช้อย การประสมประสานของสีเฉดต่างๆ บทกวี บทนิพนธ์ Rhyme ที่คล้องจอง

ศิลปะอาจจะเป็นภาษาที่สากลที่สุดอย่างหนึ่งก็เป็นได้

ในฐานะที่แพทย์ พยาบาล มีอุดมการณ์และเป้าหมายที่คุณภาพชีิวิต และอารมณ์ความรู้สึกเป็นอีกมิติหนึ่งที่มีความสำคัญ หนทางหนึ่งที่แพทย์ พยาบาล คนที่มีหน้าที่ดูแลสุขภาพ จะเพิ่มทักษะ ความเข้าใจ ในมิติด้านอารมณ์ ความรู้สึกได้ดีขึ้น ก็โดยการทุ่มเทเวลาส่วนหนึ่งเข้าไปคลุกคลี รับรู้ สุนทรียศาสตร์นี่เอง 

หลักสูตร Art and Humanistic Medicine จึงอาจจะเป็นคำตอบสำหรับหลักสูตรแพทย์ หลักสูตรพยาบาล และรวมไปถึงการเรียนการสอน สาขาทุกสาขา ที่มีเพื่อคุณภาพชีวิต

ได้หรือไม่?