เห็นแต่หน้าอย่าคิดว่าจะเห็นใจ ยิ่งเห็นแต่ตัวหนังสือ ยิ่งพิลึกกึกกือไปใหญ่

ผมขอขัดใจพี่ศศินันท์สักหน่อย  ที่เขียนเรื่องที่ไม่มีรากเหง้า  แต่ผมก็ยังเอาใจพี่ที่ว่าอย่าห่างบล็อกไปนาน  อันที่จริงผมมีเรื่องคุยบานตะไท  ผมมีเรื่องอะไรคุยฟังผมโม๊ได้ทุกวันพุธเวลา 2 ทุ่มถึง 3 ทุ่มทาง วิทยุรัฐสภา  87.5  ครับ

ตั้งแต่วันที่ผมตัดหางปล่อยวัด  เป็นต้นมานั้น  ผมห่างหายจากการบันทึกบล็อกไปนานโข  มาดูตัวเลขสองครั้งต่อเดือนเอง  ผมนี้ช่างใจร้ายซะจริงๆ  ใจครุ่นคิดอยากจะให้ท้องฟ้าเปิดซะที  พี่ศศินันท์อย่าไปสนใจอะไรมีที่ให้เขียนก็เขียนไป  หลังจากระดมสมองกันมาหลายระรอก  ผมยิ่งอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น  ผมทิ้งเวลามาจนได้รับการติดต่อจากคุณ Conductor นัดให้ไปทานอาหารกับพี่ศศินันท์  ดร.ธวัชชัย  Conductor และผม ในวันที่ 22 มกราที่ผ่านมา ณ โรงแรมรามาการ์เด้น

วันนั้นคนที่ผมเคยเห็นหน้าแต่ผมไม่เห็นใจได้ปรากฏขึ้น  คนแรกพี่ศศินันท์คิดว่าเป็นสาวไฟหมดแล้ว  ที่ไหนได้ไฟยังลุกโชนอยู่เลย  ความเป็นนักสู้ชีวิตของพี่ศศินันท์ผิดกับผมหมดไฟไปนานแล้ว  วันๆสู้กับตัวเองเลิกสู้กับคนอื่นไปนานแล้ว  ใครมาเขย่าขวัญหวังให้ผมโตตอบ  บอกได้เลยผิดหวัง   

คุณ Conductor นั้นเจอเมื่อไรกี่ครั้งๆก็ไม่เปลี่ยน  ท่านเป็นโรคแพ้หลายอย่าง  วางท่านไว้ที่เดิมๆน่ะดีแล้ว

คนที่สามนี่ทำเอาผมตกใจ  แปลกใจ ว่าไม่ใช่ตัวจริง คือ ดร.ธวัชชัย  หนุ่มหล่อเฟี๊ยวคุณลักษณะนั้น  แตกต่างจากตัวหนังสือที่เคยเห็นโดยสิ้นเชิง  คนอะไร๊ช่างเรียบร้อยน่ารัก  น่ากอดซะนี่กระไร  อย่าเพิ่งคิดว่าผมแอบชมชอบผู้ชาย  แล้วจะเป็นอย่างว่า  ผมขอปฏิเสธครับ

เราสี่คนคุนกันหลายเรื่อง  ทั้งเรื่องหนัก  เรื่อง เบา  จะขาดก็แต่เรื่องเขย่าขวัญ  วันนั้นทำให้ผมพบว่าคนในบล็อกนั้นเชื่อไม่ได้ซะแล้ว  ก็เพราะว่าตัวหนังสือกับตัวจริงไม่เหมือนกันเลย  นึกถึงน้องซูซานว่านี่มันโลกเสมือน

ดูกับพ่อครูบานั่นปะไร  เจอที่ไหนก็ไม่ค่อยพูด  ขึ้นเวทีแต่ละครั้ง  พูดทีมีแต่เรื่องเขย่าขวัญ  เจอกัน F2F ก็ไม่ค่อยจะพูดเลย  แต่เวลาเขียนนั้นลื่นไหลสบายบรื๋อ

ผมจะเป็นเด็กดี(ย้อนอดีตสักห้าสิบปี)ของชาวบล็อกครับ  จะทำตัวทำใจใหม่ในโลกเสมือนจริงครับ