“ให้ทำจากเล็กไปหาใหญ่ ทำจากง่ายไปหายาก”

เข้าไปในบริเวณงานเกษตรอีสาน  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เดินทางไปถึงมหาวิทยาลัยขอนแก่นตั้งแต่คืนวันศุกร์ (25 มกราคม 2551) ทำการ check in เข้าที่พักใน “ขวัญมอ” ประมาณเกือบ 3 ทุ่ม ....หิวข้าวค่ะ....ร้านอาหารในที่พักก็เพิ่งปิดตอนที่เราเข้ามา ก็เลยต้องออกไปหาอะไรใส่ท้องก่อนนอนที่ข้างรั้วนอก มข.  ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น 1 ชาม จากรถเข็นข้างทาง (ซึ่งอร่อยเป็นพิเศษ...เกินความคาดหมาย) กับอากาศเย็นสบายแทบจะหนาวจนเราต้องเอาผ้าพันคอคลุมศีรษะเพราะกลัวว่าจะเป็นหวัด และแล้วคืนนี้ก็อิ่มไปอีกมื้อ.....</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">..</p> <div style="text-align: center">งานวันเกษตรอีสาน 2551</div>

 ...

</span><p> ตื่นเช้ารีบทานอาหารเช้าที่โรงแรมจัดให้.....แล้วก็รีบออกไปหาสถานที่จัดงานสัมมนาฯ ค่ะ เพราะว่ายังไม่รู้ว่าอยู่ตรงส่วนไหนของ มข. เราเห็นป้ายยินดีต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาฯ อยู่แว้บๆ แต่ก็ยังมุ่งหน้าตรงไปที่งานเกษตรอีสาน ซึ่งคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดงานวันเกษตรภาคอีสาน ประจำปี 2551 โดยในปีนี้เน้น เกษตรอีสาน สืบสานเศรษฐกิจพอเพียง  ระหว่างวันที่ 25 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2551  กิจกรรมภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ เช่น  นิทรรศการทางการเกษตรและนิทรรศการทางด้านอื่น ๆ การประกวดและแข่งขันด้านการเกษตร การประกวดผลงานแข่งขันศิลปหัตถกรรมและภูมิปัญญาชาวบ้าน  การออกร้านแสดงผลิตภัณฑ์และจำหน่ายผลิตผลของห้างร้านเอกชน และที่เป็นเป้าหมายของการมาของเราในครั้งนี้คือ “การสัมมนาวิชาการ เรื่อง เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ อนาคตสดใสของเกษตรไทย”</p>

 เราพยายามสืบเสาะสอบถามหาสถานที่จัดสัมมนาพร้อมๆ กับเดินชมงานไปด้วยในตัว (เพราะว่ายังมีเวลามากพอ) แต่ก็ไม่ได้คำตอบ จนกระทั่งไปถามกับน้องนักศึกษาที่คุมประตูเข้าออกงาน น้องตอบว่า “ผมรู้จักที่เดียวครับ...อาคารพืชสวน อยู่ตรงนู้น” 

เราก็เลยต้องขึ้นรถย้อนกลับไปที่ป้าย “ยินดีต้อนรับ ผู้เข้าร่วมสัมมนาฯ” อีกครั้ง.... .........

ที่นี่.....ห้องประชุมพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

ใช้เวลาเดินอยู่ในงานเกษตรอีสานพอสมควร แต่เราก็ยังเข้ามาลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาเป็นคนแรกๆ เจ้าหน้าที่รับลงทะเบียนถามว่า “มาเป็นกลุ่มหรือมาเดี่ยวคะ” จะตอบอย่างไรดีล่ะ เรามากันสองคน จะกลุ่มก็ไม่ใช่จะเดี่ยวก็ไม่เชิงเอาเป็นว่าเรามากันเองก็แล้วกันลงทะเบียนรับเอกสารพร้อมกับของแจกฟรีอีกพอสมควรเสร็จ เราเข้าห้องสัมมนาทันทีโดยเลือกที่นั่งแถวแรกเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับวิทยากร

....

<div style="text-align: center">สัมมนาเชิงวิชาการ เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ อนาคตสดใสของเกษตรไทย</div>

</span><p> งานนี้ ท่านอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานเปิดการสัมมนาและบรรยายพิเศษ “นโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” หลังจากนั้นก็เป็นการบรรยายของรองผู้จัดการ ธ.ก.ส. คุณเอ็นนู ซื่อสุวรรณ ต่อด้วยการเสวนาประสบการณ์ข้าวอินทรีย์โดยพ่อมั่น สามสี (ชมรมโรงสีรักษ์ธรรมชาติ) คุณส้มป่อย จันทร์แสง (จากสุรินทร์) คุณสมัย พรรณชมพู (กลุ่มผักอินทรีย์ขอนแก่น) คุณคมสันต์ หุตะแพทย์ บรรณาธิการวารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ เป็นผู้ดำเนินการสนทนา  </p>

เราได้พักทานอาหารเที่ยงเกือบบ่ายโมงค่ะ....และเข้าสัมมนาต่อในภาคบ่ายแทบจะทันที......เราได้พบกับอาจารย์จาก มข. หลายท่านด้วยกัน เช่น รศ.ดร.นุชรีย์ สิริ  ดร.อำนวย คำตื้อ  และ รศ.ดร.สุภาณี  พิมพ์สมาน ซึ่งก่อนหน้าที่จะได้ฟังการบรรยาย เราได้ฟังประสบการณ์ตรงจากพ่อบุญเต็ม ชัยลา ปราชญ์ชาวบ้านแห่งบ้านดงบัง ตำบลคอนฉิม อำเภอแวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น ปลดหนี้เกือบล้านบาทได้หมดภายใน 10 ปี.....ทำได้อย่างไร??? 

เสียดายจังเลยค่ะ.....เนื้อหาการสัมมนาแน่น...แต่เวลามีจำกัด เราไม่ได้พูดคุยทักทายแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ “ปราชญ์” หลายๆ ท่านที่มาร่วมงาน .......คงต้องติดตามเรียนรู้กันต่อไปหลังจากเสร็จงานนี้แล้วค่ะ 

“เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ อนาคตสดใสของเกษตรไทย” ฤาจะเป็นงานที่เหนื่อยและหนัก..!!! ...

จากเวทีการสัมมนาเราได้มองเห็นปัจจัยหลายๆ อย่างที่เป็นองค์ประกอบทำให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ (เกษตรปลอดสารเคมี/ปลอดสารพิษ) เช่น

  • ปัญหาราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นทุกวัน ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงราคาจำหน่ายได้ต่ำไม่คุ้มทุน
  • ปัญหาสารพิษตกค้างในผลผลิต/ตกค้างในสภาพแวดล้อม
  • ปัญหาด้านสุขภาพของเกษตรกรที่ได้รับจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงและสารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตการเกษตรซึ่งวิทยากรหลายท่านได้เล่าถึงปัญหาสุขภาพของตนเองให้ฟัง น่ากลัวค่ะ.....บางท่านไม่มีกระเพาะอาหารเป็นของตนเองแล้ว บางท่านเป็นโรคปอดต้องเข้ารับการรักษาบ่อยๆ หรือคนในชุมชนเป็นโรคแปลกๆ ใหม่ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ

 หากจะมองแบบผ่านๆ ก็จะเห็นภาพของความเหนื่อยและหนักของการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะเราเคยชินกับภาพของการซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตรทุกอย่างมาเป็นเวลาช้านาน การจะ “เปลี่ยน” โดยทันทีทันใด เป็นภาระที่ “หนัก” ประการหนึ่ง 

สิ่งที่ทำให้เหนื่อยและหนักอีกประการที่สำคัญก็คือ.....ความเพียงพอของวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ทดแทนสารเคมี เช่น สิ่งเหลือใช้จากการเกษตร (แกลบดิบ/ฟาง) ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานไฟฟ้าพลังแกลบเป็นตัวดึงแกลบสดออกไปจากทุ่งนาเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าแทนที่จะได้นำกลับคืนสู่ผืนนาเพื่อฟื้นสภาพดิน  และยังมีปัญหาเรื่อง “องค์ความรู้” ด้านเกษตรอินทรีย์ที่เหมาะสมของชุมชน/สังคมเกษตรของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งจำเป็นจะต้องได้รับการจัดการให้เป็นระบบ ......ยังไม่ต้องนับรวมปัญหาเรื่องมาตรฐานปัจจัยการผลิต (เช่น ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด, ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ผลิตได้เอง) หรือมาตรฐานของผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่มผู้บริโภค/ตลาด….

เริ่มจะดูเป็นงานที่เหนื่อยและหนักแล้วนะคะ 

แต่.....หลังจากฟังประสบการณ์สั้นๆ ของพ่อบุญเต็ม จะผลักให้เราเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ค่ะ....พ่อบุญเต็ม พูดว่า “ให้ทำจากเล็กไปหาใหญ่ ทำจากง่ายไปหายาก” ......ทำนา 1 ไร่ให้ได้ร้อยถัง...ทำอย่างไร ....ก็ด้วยการเริ่มต้นจากการปรับพื้นที่นา ปรับสภาพดิน สร้างแหล่งน้ำในไร่นา.....ทำทีละ 1 ไร่ ก่อน...แล้วค่อยๆ ขยับขยายไปนาอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ จนเต็มพื้นที่.....

ฟังแล้ว... “ง่าย”   ...ไหมคะ....นี่แหล่ะภูมิปัญญาแห่งปราชญ์ (จบหลักสูตรปริญญาชีวิต) .....ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายทำเรื่องที่ดูเหมือนจะเหนื่อยและหนักให้เบาสบาย 

.......งานนี้ต้องบอกว่า.......เสียดายจริงๆ ค่ะที่เวลามีน้อย........ 

 

</font></span>