คุณป้าเป็นอัมพาตมา 6 ปี แต่ยิ้มแย้มดี บอกว่าตัวจะป่วยก็ช่างมัน ใจเราไม่ป่วยก็แล้วกัน

                                                          ไม่นึกว่าช่วงนี้ จะมีโรคติดต่ออันตราย ที่เข้ามาในท้องถิ่น ผิดฤดูกาล โรคไข้เลือดออก

                               อสม.โทรมาแจ้งเมื่อเย็นวานนี้ว่า มีเด็กป่วยเข้า รพ.เอกชน และหมอแจ้งว่า เป็นโรคไข้เลือดออก วันนี้ผู้เขียนจึง งดที่จะเข้าประชุมที่อำเภอ และเลือกที่จะลงพื้นที่ควบคุมโรค

                       การเข้าไปควบคุมโรคได้รวดเร็ว เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จะช่วยสะกัดการระบาดของโรคได้ทันท่วงที ไข้เลือดออก เป็นแล้วมีสิทธิ์ตายได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอ และมียุงลายเป็นพาหะ มันจะบินโฉบหาอาหารคือเลือดในตัวมนุษย์อย่างเพลิดเพลิน ขณะเดียวกันก็จะปล่อยเชื้อไข้เลือดออก จากคนไข้ที่มันได้กินเลือดรายก่อนหน้านี้ ยุงกินอาหารหลายมื้อ จึงทำให้การระบาดป็นไปอย่างรวดเร็ว

  การควมคุมคือ พ่นหมอกควันไล่ยุงออกนอกพื้นที่(บ้าน) ใส่ทรายอะเบทในภาชนะใส่น้ำ กันการเกิดลูกน้ำ ส่วนในคน ให้สังเกตใครมีไข้สูงลอย กินยาแก้ไข้ ไข้ไม่ลด กระบอก ตา แดงกร่ำ ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าใช่ ต้องเจาะเลือด หลังมีไข้ ๗๒ ชั่วโมงจึงจะตรวจพบ

  ช่วงนี้ ขอให้ทุกท่าน หมั่นสังเกต คนในบ้านว่าป่วยไข้หรือไม่ และป้องกันการเกิดของยุงโดยทำความสะอาด ภาชนะใส่น้ำทุก ๗ วัน ยุงจะได้ไม่ทันฟักไข่ออกมาเป็นตัวยุง

 ผู้เขียนไปกับ อสม.หมู่ที่ ๔ และภารโรงคือน้าอ๋อย เข้าไปพ่นยาในหมู่บ้าน นับจากบ้านคนไข้ รัศมี ๑๐๐ เมตร ตามแรงของยุงที่บินไกลได้เป็นร้อยเมตร

 ทำตามหลักวิชาการควบคุมโรคทุกอย่าง คาดว่าโรคคงสงบ ไม่ระบาดในหมู่บ้าน

 ก็เหนื่อยกันพอสมควร เพราะเดินจากบ้านสู่บ้านด้วยเท้า แดดร้อน แต่ช่างเถอะ วันนี้ ผู้เขียนยังอารมณ์ดี เก็บภาพน่าดูมาฝาก ชมกันเล่น อย่าเครียด ร่างกายจะได้แข็งแรง  และระหว่างชม อย่าลืมรักษาตัว อย่าให้ยุงกัดเชียวนะ เป็นห่วง

เข้าไปบ้านหลังหนึ่ง เดินผ่านสวนครัว ที่ปลูกอยู่หน้าบ้าน อดเดินเข้าไปดูไม่ได้ "แค" ต้นสูงแค่น่อง ออกดอกเอาไปแกงส้มได้เป็นหม้อมั้ง ไม้ต้องใช้ไม้สอย แต่ต้องก้มลงเก็บแทน

  พอเหลียวหลังกลับมา ก็พบพริกขี้หนูแท้ๆ ท่าจะหอมดี ออกเมล็ดเต็มต้น ทั้งเขียว ทั้งแดง น่าเก็บจริงๆ

 ที่จริงพืชเขาก็มีชีวิตจิตใจนะ ดูมะเขือต้นนี้ซิ เอาใบห่อปิดลูกไว้ อย่างทะนุ ถนอม รอวันเจ้าของมาเก็บไปกิน

 

 แหม มะเขือเทศก็ลูกดกเสียด้วย กำลังสุก สีแดงนวล สวยมากๆ เขาว่าผิวใครสวย ก็จะเหมือนผิวมะเขือเทศสุกนี่แหละ ดูไว้

แต่สำหรับมะเขือต้นนี้ เปรียบเหมือนคนลูกดก แต่ก็รักสม่ำเสมอ ให้ความสมบูรณ์เสมอภาค ดูจากเวลาลูกแก่ ก็เหลืองพร้อมกันไปทั้งต้น ส่วนต้นแม่ ก็เริ่มนับถอยหลัง ตายจาก พร้อมกับผลแก่ ผลสุดท้ายจะร่วงหล่นจากต้น

ถามว่าวันนี้ ชอบภาพไหนมากที่สุด ต้องบอกว่า ภาพนี้เลย เห็นแล้วน้ำลายไหล มะยม ลูกเต็มต้น พอๆกับใบเลย ถ้ามีเกลือสักหน่อยนะ จิ้มอร่อยเหาะเลย เปรี้ยวจี๊ดๆๆ

พอถึงภาพนี้ ผู้เขียนขอตั้งชื่อ ว่า อดทนเพื่อลูก มะละกอ ต้นนี้ ที่จริงสมควรแก่เวลาแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมตาย ยังปล่อยให้ลูกเกาะเหนี่ยว เป็นที่พึ่งต่อไปอีก ลูกโทนเสียด้วย

ชมสวนชมผักไปเรื่อย พอคลายร้อน ก็มาถึงบ้านสุดท้าย เห็นคุณป้า นั่งรถเข็น กลางแดด พยายามใช้มือ หมุนล้อที่ติดหล่มทรายบริเวณบ้าน ไม่ได้ถามว่าไปทำอะไรตรงนั้น แดดก็ร้อน แต่รีบไปช่วยเข็นมาสู่ร่มไม้ คุณป้าเป็นอัมพาตมา 6 ปี แต่ยิ้มแย้มดี บอกว่าตัวจะป่วยก็ช่างมัน ใจเราไม่ป่วยก็แล้วกัน   คงจะจริงนั่นแหละ ความทุกข์คือสุขน้อยจนทนได้ยาก แต่สำหรับคุณป้า คงเข็นรถติดหล่มจนชิน ทนได้ สุดท้ายกลายเป็นคนมีความสุขไป

เก็บเรื่องราวและภาพดีๆมาฝาก ในวันทำงาน ถ้ามันจะเหนื่อย จะยาก หากทนได้ เราก็จะสุขขึ้นมาเอง  เอ้า ขอปิดท้ายด้วยภาพที่ดูแล้วสดชื่นเหมือนดอกไม้บานดอกนี้ก็แล้วกัน

ขอให้สุขภาพดี มีสุขกันทุกคนนะคะ บ๊าย บาย วันศุกร์