รายการแรกของทัวร์ลุงโจ้ในวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 51 คือการขับรถพาพวกเราขึ้นไปเที่ยว "ภูทับเบิก" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดเพชรบูรณ์ค่ะ
ลุงโจ้บอกว่าจะพาไปดูแหล่งปลูกกระหล่ำปลีที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย!! พื้นที่ค่ะที่ใหญ่ ไม่ใช่ขนาดของหัวกระหล่ำปลี..ฮ่าๆๆ
ก่อนออกจากอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว เราแวะไปกินข้าวเช้ากันที่ร้านค้าหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ระหว่างที่รออาหารตามสั่ง ป้าเจี๊ยบก็เดินสำรวจร้านขายของที่ระลึกบริเวณนั้น เพราะถ้าเป็นการท่องเที่ยวในประเทศแล้ว จะถือนโยบายว่าต้องทำหน้าที่กระจายรายได้ค่ะ
ดูไปดูมาก็ได้ถุงมือให้น้องแพรกับแพทริคคนละคู่ สีชมพูกับสีดำ แบบจ๊าบเชียว ใส่แล้วปลายนิ้วโผล่ออกมา ทำท่าเต้นแร็ป ร้องโย่วได้เลย อิ อิ อิ
ที่นี้ก็ดูหมวกให้ตัวเอง (ตามประสาคนบ้าหมวก ที่ไม่ได้เอาหมวกติดตัวมาเลยคราวนี้) ดูไปดูมาก็เจอหมวกรูปร่างคล้ายๆ แบบที่เคยเห็นตอนไปเที่ยวรัสเซียแล้วชอบมาก แต่ไม่ได้ซื้อเพราะขัดกับนโยบายการท่องเที่ยวนอกประเทศ
เป็นหมวกไหมพรมถักด้วยโครเชต์ค่ะ ด้านข้างปิดหูได้ แต่ที่นี่แปลกกว่า คือถักเป็นรูปหูติดไว้บนหมวกด้วย บางใบก็มีลูกตาและปาก ใส่แล้วตลกดี...
ป้าเจี๊ยบถามคนขายว่าเป็นสินค้าของจีนหรือเปล่า พอทราบว่าเป็นของชาวบ้านถักมาฝากขายก็เลยตั้งใจเลือก ถูกใจหมวกใบหนึ่งมีหู แต่ไม่มีตากับปาก ถักสีสลับกันลงตัวมาก ใส่แล้ว Crazy ดีจัง ชอบค่ะ จ่ายไปหนึ่งร้อย...
ซื้อมาแล้วก็ใส่สิคะ (หมวกเบอร์ห้า..) เดินไปไหนคนเห็นก็ยิ้มให้ ป้าเจี๊ยบจึงตั้งชื่อให้หมวกว่า “อารมณ์ดี” ซะเลย
พอเดินเข้าไปในศูนย์ฯ คุณอรสา มะลัยทอง (ดูจากป้ายชื่อ) หนึ่งในเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ส่งยิ้มทักทาย หยิบแผ่นพับแผนที่อุทยานส่งให้ หน้าตารับแขกดีมาก ป้าเจี๊ยบไม่รับแผ่นพับเพราะไม่ได้เที่ยวในอุทยานนี้ บอกให้เก็บไว้สำหรับคนที่ต้องการใช้ เพราะต้นทุนน่าจะตกประมาณใบละ 4 บาท จะรับไปแล้วไม่ใช้ประโยชน์ก็เสียดาย
ชวนคุยไปสักพัก เธอก็บอกว่าหมวกที่ป้าเจี๊ยบใส่อยู่เป็นฝีมือของเธอเอง ว้าว! เจอคนถักด้วย ปลื้มหมวกใบนี้เพิ่มขึ้นอีก ขอให้ลุงโจ้ถ่ายรูปกับเธอไว้เป็นที่ระลึกค่ะ
หลังจากชวนคุยก็ทราบว่า เธอใช้เวลาช่วงที่ไม่มีนักท่องเที่ยวถักหมวกและผ้าพันคอเพื่อหารายได้เสริม ซึ่งแม่บ้านที่อุทยานหลายคนก็ทำเช่นกัน ฟังแล้วชื่นใจค่ะ
ป้าเจี๊ยบจึงมีหมวกอารมณ์ดีใส่ขึ้นภูทับเบิกค่ะ พอไปถึงจุดชมวิวก็พบภาพสวยสุดใจ หมอก (น่าจะเป็นเมฆมากกว่า) เคลื่อนตัวผ่านเราเป็นระยะๆ เพราะอยู่สูงมากๆ บางครั้งก็คลุมพื้นที่จนขาวโพลนไปหมด บางครั้งก็จางหายไปจนมองเห็นวิวทิวทัศน์ สลับไปสลับมา ลุงโจ้สั่งกาแฟมาให้นั่งจิบขณะชมวิวด้วย ฮืม..สดชื่นจริงๆ
ไร่กระหล่ำปลีกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาตามที่ลุงโจ้บอก และคนปลูกไม่ต้องรดน้ำด้วย เพราะมี “น้ำเพียงดิน” หรือน้ำจากเมฆหมอกรดให้ตามธรรมชาติ ![]()

ขาลงจากภูทับเบิก คุณเต่า ลูกน้องของลุงโจ้ซึ่งไปด้วยกัน เล่าว่าชาวเขาใส่สารเคมีมากในการปลูกจนตัวเองก็ไม่กล้ากิน ถึงขนาดที่ใช้ขู่เด็กชาวเขาให้กลัวได้ด้วยคำพูดที่ว่า “ถ้าไม่หยุดร้องหรือไม่เลิกดื้อ จะให้กินกระหล่ำปลี!”
ตลกร้าย...
ตามมาดูหมวกอารมณ์ดีค่ะป้าเจี๊ยบขา น่ารักจริงๆเลยค่ะ คนใส่แหละค่ะ อิอิ
หนิงก็อยากไปเที่ยวเพชรบูรณ์ค่ะ เอ..รู้สึกช่วงนี้จะอยากไปเที่ยวมาก อยากไปนู่น ไปนี่
แต่ไม่ได้ไปหรอกค่ะ ต้องทำโครงการ และอ่านหนังสือสอบค่ะ ( นักเรียนโข่ง อิอิ )
ขอติดตามไปใน G2K ด้วยคนนะคะ
ฮู้
หาซื้อได้ที่ไหน หนอ หมวกสวมแล้วอารมณ์ดี
หมอกสวยนะคะ
บรรยากาศดีจัง
ตามมาชมไร่กระหล่ำปลีครับ
ดูรูปแล้วน่าจะเรียกว่ามาเหนือเมฆนะครับคุณเจี๊ยบ
โรงเรียนอุตรดิตถ์ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยนะครับ
สวัสดีครับ
ตลกร้ายที่อาจารย์เล่านี่
ก้อตลกดีนะคะ...แต่น่ากลัวจัง
อ่านตอนแรกขำๆ คิดไปคิดมา...ฉันกินมันมากี่ปีแล้วนี่ ???
หมวกน่ารักดีค่ะแถมยังได้ช่วยส่งเสริมความตั้งใจของพี่ๆ และแม่บ้านที่นั่นด้วย
สุขใจไปด้วยเลยค่ะ...อิอิอิ
ญ.ปุ้ย
ทีแรกนึกว่ากะหล่ำปลีที่หัวใหญ่ที่สุดในเมืองไทย กลายเป็นพื้นที่ไปซะได้ แต่ได้เห็นภูมิทัศน์สวยงามมากค่ะ เป็นคนชอบภูเขา แม่น้ำลำธารมากกว่าทะเล ตอนเป็นนักศึกษาอยู่ม.ช.เคยเดินขึ้นไร่ชาระมิงค์ ได้เห็นหมอก และเมฆบนภูเขาคล้ายๆอย่างนี้ ทำให้นึกถึงชีวิตวัยนักศึกษาสมัยก่อนมากค่ะ
ชอบกินกระหล่ำปลีมั๊ยคะ อิ อิ..