เรื่องเล่าสู่ “เมืองนิพพาน”


          เป็นที่รู้กันว่าธรรมะกับ KM เป็นเรื่องที่อยู่ในตระกูลหรือแซ่เดียวกัน   คือ “ไม่ทำ ไม่รู้”   ความรู้ที่เกี่ยวกับธรรมะและ KM 80-90% เป็น “ความรู้ฝังลึก” (tacit knowledge)   หนังสือ “อวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตน” เป็นเรื่องเล่าชั้นเยี่ยม   เกี่ยวกับการเดินทางสู่ “เมืองนิพพาน” ของคุณศุภวรรณ พ. พรรณวงศ์ กรีน

 

                                                   
            ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในวันเดียวคือ   วันเข้าพรรษา 22 ก.ค.48   โดยตกอยู่ในอาการ “วางไม่ลง” ต้องอ่านรวดเดียวจบ   หลังจากได้รับมอบจาก ดร. สมศักดิ์  กิจธนวัฒน์  แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี   เมื่อวันที่ 20 ก.ค.48   ซึ่งผมขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ ที่นี้
          ผมพอจะ “ตีความ” เป็น “ขุมความรู้” มาเล่าสู่กันฟังได้ดังนี้
1.      “เมืองนิพพาน”  ในหนังสือเล่มนี้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเดินทางสู่ “เมืองนิพพาน” ในช่วงเวลากว่า 20 ปีของคุณศุภวรรณ นับพันเรื่อง   เป็นการเล่าเรื่องธรรมะผ่านประสบการณ์ตรงแล้วจึงตีความออกมาเป็นข้อธรรม   ประกอบกับความสามารถพิเศษในการเขียนแบบเล่าเรื่อง   เล่าความรู้สึกนึกคิด   เล่าเหตุการณ์   จึงทำให้หนังสือนี้มีชีวิต   ถ้อยคำในหนังสือมีชีวิต   และเป็นหนังสือที่ “เขียนจากผลมาหาเหตุ (น.422)”   ซึ่งตรงกับหลักการของเรื่องเล่าใน KM
         มีการคิดคำใหม่ ๆ ขึ้นมาสำหรับสร้างความเข้าใจเรื่องเชิงนามธรรม   ให้เห็นเป็น
  รูปธรรม เช่น
·       คนท้องถิ่นแห่งเมืองนิพพาน
·       เมืองใหม่   การสำรวจเมืองใหม่
·       แมวจับหนู (สติวิ่งไล่ความคิด)   ลูกหนู (ความรู้สึก) และ แม่ของแม่หนู (ยายหนู) – เจตสิก (น.177)
·       พาใจกลับบ้าน  (บ้านหมายถึงความสงบภายใน – นิพพาน)
        ผู้เขียนได้เล่าเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับตนในช่วงที่ยังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์  
โดยที่ตนไม่รู้ว่าคืออะไร   มาเข้าใจในเวลาประมาณ 20 ปีต่อมาเมื่อได้ฝึกปฏิบัติในรูปแบบของตนเอง   ว่าเป็นสภาพ “ใจหลุดจากจิตด้วยพลังสมาธิ”   เรียกว่า เจโตวิมุติ   ซึ่งไม่มั่นคงถาวร   อยู่ชั่วคราวก็หายไป   ต่อเมื่อเกิด ปัญญาวิมุติ   ซึ่งถาวร “ปัญญาวิมุตินี่เหมือนว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน   เป็นแล้วเป็นเลย   กลับไม่ได้อีกแล้ว   จะแกล้งทำไม่เป็นก็ไม่ได้   เมื่อรู้ว่านี่คือนิพพานแล้ว   จะแกล้งทำเป็นไม่รู้   ก็ไม่ได้ (น.168)"
          นอกจาก “ประโยคเด็ด” ดังตัวอย่างข้างบน   ยังมี “ประโยคเด็ด” ในสายตาของผมอีกนับ
ร้อย   ดังตัวอย่าง
          “ใครล่ะจะรู้ว่าพระนิพพานหรือพระเจ้านี่คือสภาวะที่แสนจะธรรมดาจนหาที่ติไม่ได้   ถ้าญาณไม่เกิดนี่ไม่มีวันรู้ได้เลย   ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้นก็อยู่เบื้องหน้าของคนทุกคน   นี่แหละคือความยากของการรู้จักพระนิพพานหรือพระเจ้า” (น.178)
           “รู้ว่าหนังสือธรรมะไม่ใช่ตัวธรรม” (น.220)   ประโยคนี้ตรงกับหลักการ KM นะครับ   หนังสือหรือการบรรยายเรื่อง KM ไม่ใช่ตัว KM
           สรุปว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เขียนเล่าเรื่องการเดินทางสู่เมืองนิพพานของตนและบอกว่าตนถึงแล้ว   ออกไม่ได้แล้ว   และเขียนหนังสือนี้เพื่อแนะวิธีให้แก่ผู้อื่น   โดยยอมเสี่ยงที่จะกล่าวหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม   จึงตั้งชื่อหนังสือตามที่อาจถูกกล่าวหาเสียเลย
           คงจะมีผู้อ่านบล็อกนี้ตั้งคำถามว่า “แล้วอาจารย์วิจารณ์เชื่อหรือไม่เชื่อว่าผู้เขียนบรรลุนิพพานแล้ว”   ผมก็จะตอบแบบ KM นะครับ   คือทั้งเชื่อและไม่เชื่อ   ผมเชื่อว่าผู้เขียนบรรลุธรรมชั้นสูงแน่นอน   และเชื่อในเรื่องเล่าจำนวนมากมายในหนังสือ   เพราะบางแบบผมก็เคยประสบ   แต่ไม่เชื่อว่าผมจะตัดสินได้ว่าผู้เขียนบรรลุนิพพานหรือยัง   เพราะยังไม่รู้จักนิพพานเลย   ผมเชื่อว่าคำแนะนำของผู้เขียนจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติบรรลุความสงบภายในได้
           คิดแบบ KM หนังสือเล่มนี้คือสุดยอดของการเขียน “ความรู้ฝังลึก” (tacit knowledge) ออกมาเป็นตัวหนังสือ   หายากมากที่จะมีคนมีความสามารถพิเศษนี้
2.      เรื่องราวเกี่ยวกับวัดและพระในอังกฤษ   ซึ่งยังอยู่ในระดับ “สมมติสงฆ์” อยู่
3.      เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่และความสัมพันธ์ในครอบครัวคนอังกฤษที่เป็นชนชั้นธรรมดา   ซึ่งหาอ่านได้ยาก


            คุณศุภวรรณเขียนหนังสือธรรมะอีกหลายเล่ม   มีรายละเอียดในเว็บไซต์ www.supawangreen.in.th


                                                                                                                        วิจารณ์  พานิช
  23 ก.ค.48