นักปรัชญาคนใดที่บอกว่าการเปลี่ยนแปลงคือภาพลวงตา..? ทุกสิ่งไร้การเปลี่ยนแปลง...
เขาคนนี้เกิดที่เมืองเอเลียมีอายุอยู่ในช่วง พ.ศ. 28 – 93 เขาชอบแสดงแนวคิดทางปรัชญาออกมาเป็นบทกวี เมื่อเขาอายุ 65 ปี ได้เดินทางไปกรุงเอเธนส์และได้คุยกับนักปรัชญาหนุ่มนามว่า...โสคราตีส...ด้วย
มุมคิดทางปรัชญาของเขามีว่า...ทุกสิ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงจริงหรอก...ในความว่างเปล่าก็จะมีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น...
ในความเป็นนายดำวันนี้ไม่ได้เกิดมาจากนายดำเมื่อวันวาน เพราะตัวนายดำก็ยังเป็นคนคนเดิมคนเดียวอยู่ทั้งสองวัน...
เหมือนเราเฝ้าเพ่งมองดูดอกกุหลาบแล้วถามว่า...อะไรเป็นแก่นแท้ของมัน...ตอบว่า...สีแดงหรือก็ไม่ใช่ เพราะไม่กี่วันมันก็เปลี่ยนแปลงไป...สิ่งที่เป็นแก่นต้องติดอยู่กับดอกกุหลาบตลอดกาล...
ดังนั้น ความมีอยู่ ความเป็นแก่น หรือ ภาวะจึงเป็นลักษณะเดียวกันและประจำอยู่ในดอกกุหลาบตราบนิจนิรันดร์...แม้ทุกสิ่งก็เป็นอย่างนี้
ดังนั้นธาตุแท้หรือแก่นแท้ของทุกสิ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยเหมือนความจริงสูงสุดเป็นสิ่งมีอยู่ เป็นภาวะที่ไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนพระเจ้า...
แล้วปฐมธาตุของทุกสิ่งคืออะไร...เขาตอบว่า...คือภาวะ ( Being ) ตรงกันข้ามกับ ( Non –being ) ถามว่า...แล้วเราจะรู้ความจริงได้อย่างไร..? เขาตอบว่า...รู้ได้ด้วยการใช้เหตุผล ( Reason ) คือความจริงเรารู้ได้ด้วยเหตุผล...
ถามว่า...แล้วที่เราเห็นการเปลี่ยนแปลงละ...เขาตอบว่า...เป็นเพราะประสาทสัมผัส ( Senses ) ให้การรับรู้ที่ผิด แท้ที่จริงสิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงภาพลวงตาดอกนะ...
และเขาคือ…นักปรัชญาที่ชื่อว่า…ปาร์มีนิเดส ( Parmenides ) จากมุมคิดของเขาจึงกลายมาเป็นบ่อเกิดปรัชญาแห่งจิตนิยม ( Idealism ) ในกาลต่อมา…ฮา ๆ เอิก ๆ
ฝ่ายชอบค้าน...มาแล้วครับ
เหตุผล...ย่อมเข้ากันไม่ได้กับ..ความว่างเปล่าอันไร้เหตุผล..ของเขา เหตุผลเป็นการเคลื่อนไหวนะครับ.... การเคลื่อนไหวไม่มีแน่ๆ ในความว่างเปล่า
หากจะว่าไปแล้ว...ก็อย่าอธิบายเลยว่าว่างเปล่าเป็นอย่างไร.. เพราะสิ่งใดที่มั่วๆ แล้วอธิบายกันง่ายๆ.. โดยอาศัยบัญญัติที่ง่ายๆ แล้ว... มั่วแน่ๆๆๆๆ มีคนถือตาม... เชื่อตาม... ก็ไม่จำเป็นต้องดี... ต้องจริง...
คนที่เชื่อ..และสืบต่อเป็นใคร..สืบต่อเพราะอะไร..มากกว่า..
สวัสดีค่ะ
แวะเข้ามาอ่านและร่วมคิด
- ความเปลี่ยนแปลงเป็นภาพลวงตา
- ภาพแห่งความจริงคือ เกิด - ตาย - เกิด ~ ( ใหม่ - หยุด ) ตลอดไป
- ดังนั้นภาพลวงตาอยู่ที่จินตนาการจากเกิด - ตาย
สวัสดีครับ คุณ
สิริพร กุ่ยกระโทก
สวัสดีครับ คุณ
เอกชน
ใช่...ในทัศนะของเขาว่า...ในความว่างเปล่าก็จะมีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น...ต่อกรณีที่ว่า..การเคลื่อนไหวไม่มีแน่ๆ ในความว่างเปล่า
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณพรรณา
- ดังนั้นภาพลวงตาอยู่ที่จินตนาการจากเกิด - ตาย
ใช่...ถ้าสิ่งที่ว่ายังอยู่ในขอบเขตแห่งสมมุติสัจจะ
ขอบคุณครับ
นั่นซินะ.. เมื่อไม่มีความเคลื่อนไหวแน่ๆ แล้ว การใช้เหตุผลก็เกิดไม่ได้แน่ๆ ด้วย
"แล้วปฐมธาตุของทุกสิ่งคืออะไร...เขาตอบว่า...คือภาวะ ( Being ) ตรงกันข้ามกับ ( Non –being ) ถามว่า...แล้วเราจะรู้ความจริงได้อย่างไร..? เขาตอบว่า...รู้ได้ด้วยการใช้เหตุผล ( Reason ) คือความจริงเรารู้ได้ด้วยเหตุผล..." <<< แล้วนี้หมายความว่าอย่างไร....ครับ
และในความว่างเปล่าก็ย่อมต้องไม่มีอะไรเลย...แม้แต่ความว่างเปล่าก็มีไม่ได้... ถ้ามีได้นั่นแสดงว่าในความว่างเปล่าย่อมมีความว่างเปล่าเต็มไปหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วความว่างเปล่าไม่มีจริง
สวัสดีครับ คุณ
เอกชน
ผมเข้าไปที่บันทึกคุณ...เพื่อไปเยี่ยมทักทาย...ว่างเปล่า...แต่ผมรู้ว่า...คุณมีอยู่
การมีได้เมื่อเราเข้าไปรับรู้เท่านั้น...ฮา ๆ เอิก ๆ
ความมีอยู่ ( บีอิ้ง )แต่ไม่ปรากฎคุณว่านั้นคือว่างเปล่าไหมครับ.. ?
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ umi
"ความมีอยู่ ( บีอิ้ง )แต่ไม่ปรากฎ..."<<< ปรากฏต่ออะไร... ตา หู จมู ฯลฯ
"...ว่างเปล่า...แต่ผมรู้ว่า...คุณมีอยู่" <<< อะไรรู้ ตา หู ฯลฯ
"การมีได้เมื่อเราเข้าไปรับรู้เท่านั้น" <<< ไม่จริง
สวัสดีครับ คุณ
เอกชน
ใช่...ในระดับผ้สสะเท่านั้น...จริง
โลกนี้ของนาย กอ. มีเพราะนายกอยังรับรู้ว่ามีโลกอยู่...เมื่อนาย กอ..ตายไปแล้ว..นายกอ...จะไปรับรู้โลกได้อย่างไร...ที่...ไม่จริง...ได้ตามถามนาย..กอ.แล้วหรือ...ฮา ๆ เอิก ๆ
ขอบคุณครับ
แป๋ว.... แสดงว่านาก กอ. ไม่เคยเกิด และไม่เคยตาย เพราะอย่างน้อย นาย กอ. คงไม่รับรู้แน่ๆ...ว่าตัวเองตายแล้ว
หากอยากคุยกับชาวบ้านให้เข้าใจก็ควรยอมสิ่งที่ชาวบ้านยอกรับให้เป็นระบบ อย่างน้อยที่สุดต้องยอมรับในสัญลักษณ์ทางภาษา ไม่ใช่กำหนดความหมายใหม่ทุกครั้งตามความพอใจ
ผัสสะของคนเรา.. จะเกิดดับๆ ไปเรื่อยๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ ความจริงก็คง เกิดดับๆ
แป๋ว..ยังไม่จบไปแล้ว...
คงงงกันไปใหญ่ เดี๋ยวจริง เดี๋ยวไม่จริง
ความจริงไม่ขึ้นกับสิ่งอื่น มันเป็นอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น... ธรรมะที่พระพุทธเจ้านำมาสั่งสอนก็ไม่ได้มีเพราะมีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะมีหรือไม่มีธรรมะที่ว่าก็ยังมีอยู่ ฯ
การรับรู้ของคนเราก็เดี๋ยวรู้เดี๋ยวไม่รู้ นาย กอ. ไม่จำเป็นต้องตาย เพราะนาย กอ. ไม่มีทางจะรับรู้โลกนี้ได้ตลอดเวลา อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของชีวิต นาย กอ. คงไม่สนใจโลกใบนี้เลย
สวัสดีครับ คุณ
เอกชน
ผมอ่านสนุกกับมุมคิดของคุณ...
ใช่...แง่พุทธว่า...เป็นไปตามกรรม...( กัมมุนา วัฏฏะตี โลโก..) กรณีที่ว่า... นาย กอ. คงไม่รับรู้แน่ๆ...ว่าตัวเองตายแล้ว...
ในแง่นักปรัชญาคนนี้...แตกต่าง...เพราะคนละมุมคิด...เช่นสิ่งสูงสุดไม่มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว...
ใช่...ในระดับสมมุติสัจจ์ ในกรณี...ความจริงก็คง เกิดดับๆ
ใช่...พระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่อุบัติ...สิ่งนี้ก็มีอยู่แล้ว กรณี... พระพุทธเจ้าจะมีหรือไม่มีธรรมะที่ว่าก็ยังมีอยู่ ฯ
ใช่...เพราะมองแค่...สติเหมือนลิงน้อย...ในระดับโลกียะเท่านั้น...กรณี..การรับรู้ของคนเราก็เดี๋ยวรู้เดี๋ยวไม่รู้...ฮา ๆ เอิก ๆ
ขอบคุณครับ
การเปลี่ยนแปลงคือภาพลวงตา..? <<<ขัดกัน>>> ทุกสิ่งไร้การเปลี่ยนแปลง...
ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงภาพลวงตาก็ไม่เกิด การเปรียบเทียบก็ไม่เกิด การเกิดภาพลวงตาย่อมหมายถึงมองเห็นสิ่งที่ไม่มีจริงในที่นั้นๆ(ด้วยตา) ซึ่งเกิดจากสาเหตุต่างๆ
แม้การมองเห็นสิ่งต่างๆ ก็ไม่ควรเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงที่ให้เกิดภาพลวงตาก็ไม่ควรมี
แม้การเกิดก็ไม่ควรมี การคิดก็ไม่ควรมี ไฟฟ้าน้ำประปาก็ไม่พึงมี หิวอิ่มก็ไม่มี ไม่ควรแม่แม้แต่ความว่างเปล่า
Parmenides ก็ไม่ควรมี (เมื่อคิดได้แสดงว่ามีอยู่ ปรัชญาจึงมีให้ศึกษา ไว้ถกเถียงก้น ฯ )
สิ่งที่มีก็มีไปเถิด...สิ่งที่ไม่มียังสร้างได้เลย... เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เอย.?
สวัสดีครับ คุณ
เอกชน
มองคนละทางไม่ขัด เหมือนคนหนึ่งมองอยู่ทางเครื่องบิน อีกคนมองทางรถไฟ..กรณี..การเปลี่ยนแปลงคือภาพลวงตา..? <<<ขัดกัน>>> ทุกสิ่งไร้การเปลี่ยนแปลง...
แม้การมองเห็นสิ่งต่างๆ ก็ไม่ควรเปลี่ยนแปลง...
แล้วการมองเห็นธงทิวปลิวไสวอยู่บนยอดเสาละ...จะบอกว่า ใบธงไม่เปลี่ยนแปลง สั่นไหวได้ไหม...หรือว่า...ที่จริงธงไม่สั่นไหว แต่ใจคนดูต่างหากที่เปลี่ยนแปลง...สั่นไหว..ฮา ๆ เอิก ๆ
ขอบคุณครับ
แล้วคุณจะต้องคิดใหม่...รอหน่อยนะ...คอมกวนผมอยู่... ส่งสองรอบไม่มา
พิมพ์เยอะส่งไม่ได้...เดี๋ยวผมจะพิมพ์มาเป็นตอนๆ นะครับ
ภาพลวงตา(A) คือ(ภาวะ) การเปลี่ยนแปลง(B) = การเปลี่ยนแปลง(B) คือ(ภาวะ) ภาพลวงตา(A)
ทุกสิ่ง (X) ไร้(อภาวะ) การเปลี่ยนแปลง(B)
ทุกสิ่ง (X) มนุษย์ทั่วไปย่อมเข้าใจว่า(เป็นกฎเบื้องต้น) รวม ภาพลวงตา(A) ด้วย
ถ้าคุณคิดว่าความคิดคุณถูก ก็จงใช้ภาษาให้ถูกกับความคิดของคุณ
พิมพ์เยอะส่งไม่ได้...เดี๋ยวผมจะพิมพ์มาเป็นตอนๆ นะครับ
ถ้าจะพูดเรื่องโลกุตระก็อย่างยกตัวอย่างเป็นโลกิยะ...(ถ้าคิดว่าการยอมรับพื้นฐาน(กฏเบื้องต้น)ของชาวบ้านเป็นโลกิยะ
(เรื่องธงไหวเราก็เคยอ่าน...แต่ไม่เคยเชื่อตาม...)
เพราะ....
-ธงจะไหวหรือไม่ไหวในตัวอย่างก็ไม่เกี่ยวกับใจ (ภาวะอย่างนั้นชาวบ้านทั้งโลกบอกว่าไหวก็ต้องไหว สาเหตุมาจากลม ไม่ใช่ใจ)
-การรับรู้(ยอมรับร่วมกันว่าสั่น)ใจก็ต้องสั่น ไม่สั่นก็ไม่เกิดรู้ หรือจะกำหนดความหมายใหม่ตามความพอใจ
ถ้าคุณคิดว่าความคิดคุณถูก ก็จงใช้ภาษาให้ถูกกับความคิดของคุณ