วิชาของพระพุทธเจ้า สอนให้ข้าพเจ้าได้รับรู้ว่า ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอนในชีวิต หลังจากการเจริญสติในชีวิตประจำวัน พยายามเดินจงกรมและนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่อง จิตของข้าพเจ้าก็เริ่มรับรู้ว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของสิ่งใด และการแบกสิ่งต่างๆไว้เกินควรนั้นเป็นทุกข์ และโดยไม่รู้ตัวข้าพเจ้าก็เริ่มวางสิ่งต่างๆลง ความคิดเห็นหลายอย่างในการมองโลกของข้าพเจ้าเริ่มเปลี่ยนไป แน่นอนการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มาจากการอ่าน การท่องจำ หรือการพยายามจะเป็น การพยายามจะวางอะไร แต่มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ เมื่อข้าพเจ้าดูข่าวต่างๆทางทีวี ข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกเป็นทุกข์หรือถูกชักจูงให้เชื่อสิ่งใดง่ายๆ ข้าพเจ้าเริ่มรู้จักที่จะคิด ก่อนที่จะตัดสินถูกผิดกับเรื่องใดๆ ข้าพเจ้าเริ่มมองเห็นความทุกข์ของคนทั้งสองฝ่าย ข้าพเจ้าไม่โดดเข้าไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่พยายามจะรับฟังและเข้าใจมากขึ้น และเมื่อมีความทุกข์ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้สึกเป็นทุกข์มากเหมือนแต่ก่อน ในความเห็นส่วนตนแล้ว นี่คือผลที่ได้จากการฝึกจิต การปฎิบัติธรรมคือการฝึกจิต และเปลี่ยนแปลงจิตเราให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้คมชัดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นจิตจะปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ น้อยลง แถมข้าพเจ้ารู้สึกว่าชีวิตมีความสุขได้ง่ายขึ้น ข้าพเจ้าเริ่มปล่อยวางเรื่องอดีต และเลิกกังวลถึงเรื่องในอนาคต และหัดที่จะมามีความสุขในปัจจุบันขณะมากขึ้น
ธรรมบรรยายเรื่องการเกิดและการตายของหลวงปู่ติช ยังไม่จบแค่นั้น วันนั้นหลวงปู่ติชได้จุดไม้ขีดไฟขึ้นอีกครั้ง แล้วนำเทียนไขอีกเล่มมาจุดต่อ จากนั้นท่านก็ถามว่า ท่านทั้งหลาย ไฟ จากเทียนไขเล่มนี้ กับไฟจากไม้ขีดไฟ คือไฟอันเดียวกันหรือไม่ ทุกคนต่างนิ่งเงียบและครุ่นคิด ข้าพเจ้าเองก็พยายามนึกคำตอบอยู่ แต่ท่านก็พูดต่อไปว่า อันที่จริงแล้ว จะว่าเหมือนกันก็ไม่ใช่ จะว่าไม่เหมือนกันก็ไม่เชิง ( No sameness , No Otherness ) คำตอบนี้เราต่างต้องยอมรับ เช่นกัน
ทุกอย่างคือความสืบเนื่อง เราคือความสืบเนื่องมาจากพ่อและแม่ เราต่างมีอย่างละครึ่งมาจากท่าน ลูกหลานของเราก็คือความสืบเนื่องไปจากเรา หลวงปู่ติช บอกอีกว่า การที่ใครสักคนโกรธพ่อแม่ ก็เหมือนกับกำลังโกรธตัวเอง เช่นกัน เป็นเรื่องตลกที่เราจะคิดเห็นไปว่า ตัวเรานั้นไม่เกี่ยวเนื่องกับใคร แม้กระทั่งพ่อแม่ของเรา ท่านพยายามชี้ให้เราเห็นถึงความสืบเนื่อง และความเกี่ยวพันกันของทุกๆสิ่งบนโลก ท่านว่าเมื่อเรามองเห็นกระดาษเราก็จะมองเห็นก้อนเมฆ เมื่อมองเห็นดอกไม้ เราก็จะมองเห็นขยะ และรับรู้ว่าสักวันขยะมันจะแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นดอกไม้ได้อีก
การมีชีวิตแบบปัจเจกชน จึงเป็นไปไม่ได้ เราไม่สามารถอยู่เพียงลำพังโดยไม่เกี่ยวเนื่องกับใครได้ เมื่อเกิดภาวะโลกร้อน เราอาจจะโทษคนที่กระทำ และอยากให้เขารับผิดชอบ แต่ท่านมีความเห็นว่าเราต้องรับผิดชอบด้วย เพราะเราไม่รณรงค์เรื่องนี้มากพอ เราไม่สร้างแรงจูงใจให้เขาเปลี่ยนแปลงมากพอ เราจึงต้องได้รับผลของภาวะโลกร้อนร่วมกัน
หลังจากอ่านหนังสือของหลวงปู่ติช หลายๆเล่มได้ฟังธรรมบรรยายของท่าน ได้เข้าร่วมงานภาวนากับท่าน ข้าพเจ้าก็พบว่า หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ สอนให้เรามองกลับเข้ามาในตัวเอง การเปลี่ยนแปลงในตัวเราคือหัวใจสำคัญ ท่านว่า Peace in oneself Peace in the world กลายเป็นว่า ถ้าเราต้องการจะมีสันติภาพ เราต้องเจรจาสันติภาพกับตัวเราเองก่อนเป็นคนแรก เพราะถ้าเรายังต่อสู้ขัดแย้งกับตัวเอง กับคนในครอบครัว เราคงจะไปรณรงค์สันติภาพกับคนอื่นๆยากอยู่
ข้าพเจ้าอ่านหนังสือในทางเถรวาท บอกเล่าถึงเรื่องจิต กล่าวว่าในระดับลึกของจิต เราทั้งหลายจะมีข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันได้ และในปัจจุบันนี้มีคำกล่าวของผู้รู้ในระดับ วิทยาศาสตร์ควันตัมแมกนีติก ว่า สิ่งมีชีวิตนั้นมีสำนึกร่วมทางจิตวิญญานเชื่อมโยงถึงกันได้ ท่านใช้คำว่า สำนึกร่วมของจักรวาล อันนี้เป็นความเห็นในทางวิทยาศาสตร์ ยุคใหม่ แถมมีผลการทดลองยืนยัน ในเรื่องนี้อันว่าด้วยเรื่องของ ปรากฏการณ์ลิงหนึ่งร้อยตัว
ในทางพุทธแล้วจิตเรานั้นมีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง จิตทุกดวงในของแต่ละคนจะมีข้อมูลระดับลึกที่เชื่อมโยงถึงกันได้ ผู้ปฎิบัติธรรมจนบรรลุธรรมขั้นสูงจึงสามารถรู้วาระจิตของผู้อื่น และบางทีถ้าอ่านเรื่องราวของเกจิอาจารย์ของเราที่บรรลุธรรม จะมีเรื่องราวที่ท่านเหล่านี้พูดคุยกันด้วยจิต นี่ไม่ใช่เรื่องปาฎิหาริย์ แต่เกิดขึ้นได้จริง รวมทั้งเรื่องการระลึกชาติหลังได้ญานขั้นสูง เช่นบุพเพนิวาสานุสติญาน ดังที่พระพุทธองค์ระลึกชาติได้ในคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ เรื่องเหล่านี้มีคำอธิบายเทียบเคียงอย่างวิทยาศาตร์ ในหนังสือของ คุณหมอสม สุจีรา ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักในขณะนี้
พุทธศาสนาสอนให้เราละวางตัวตน แต่ก็บอกเล่าถึงความสืบเนืองอันไม่มีที่สิ้นสุดของเรากับโลก ในขณะเดียวกันก็นำเสนอให้เรามองเข้าไปในตัวตนที่เรายึดมั่นถือมั่น ปลดปล่อยจิตเราจากสิ่งห่อหุ้มทั้งหลายเพื่อเข้าสู่จิตเดิมแท้ เพื่อให้รับรู้ว่าเรานั้นต่างมีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันอยู่ การเปลี่ยนแปลงใดๆในจิตของเรา จึงอาจจะเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจิตของคนอื่นๆด้วย และนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ก็เชื่อในเรื่องนี้ แม้จะมองเรื่องจิตเป็นเรื่องผลผลิตจากการทำงานของสมองก็ตาม
ทีแรกเหมือนกับว่าเรานั้นไม่เป็นเจ้าของอะไรเลย ไม่มีคุณค่าความหมายใดๆ มากมายนัก แต่กลายเป็นว่า การกระทำของเรา ความคิดเห็นของเรา ทั้งที่ดีและเลวก็จะมีผลต่อโลกด้วย เพราะเรานั้นต่างมีความเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน แม้กระทั่งในระดับจิต ดูเหมือนว่าคุณค่าของเราก็คือการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน แม้เราจะเป็นส่วนเล็กๆของภพภูมินี้ หรือของโลกนี้ ของจักรวาลนี้ แต่สิ่งที่เราทำจะมีผลต่อทุกๆสิ่งเสมอ จึงมีคำว่า เด็ดดอกไม้กระเทือนถึงดวงดาว ของเพลงวงเฉลียง หรือปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก ( Butterfly effect ) ที่ชาวฝรั่งว่า แต่เรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงมองเห็นตั้งแต่เมื่อ 2500 ปี ล่วงมาแล้ว

ข้าพเจ้าชอบความเพียรของท่านจริงๆ เพราะความเพียรของท่านส่งผลให้ผู้สนใจมีโอกาสได้เรียนรู้ คำสอนของท่านติชนั้น เมื่อเราเข้าใจแล้วจะส่งผลให้เรามีจิตใจอ่อนโยน เข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น เพราะคำสอนของท่านติชนี้ ทำให้คนหลายคนหลุดพ้นจากวงจรของความโกรธแค้นอาฆาตพยาบาท ข้าพเจ้าสัมผัสได้ว่าผู้เขียนบทความนี้กำลังจะหลุดออกจากวงจรหนึ่ง และกำลังโคจรเข้าสู้อีกวงจรหนึ่งแล้วล่ะ ถ้าท่านไม่ละความเพียร
ขอบคุณมากค่ะ