เมืองพระนครหลวง หรือนครธม Angkor Thom มีความหมายว่าเมืองใหญ่ แต่ความจริงมีขนาดเล็กกว่า เมืองพระนคร (เดิม) หรือ ยโสธรปุระ ที่รู้จักในนามเมือง Angkor พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ใช้ชัยภูมิเดิมครั้งที่เป็นเมืองพระนคร Angkor เพียงแต่ย่อส่วนลงเพื่อง่ายต่อการป้องกันเมือง

วันนี้ไปนครธมกันค่ะ ออกจากตัวเมืองเสียมเรียบ มุ่งไปทางเดียวกันกับที่ตั้งของปราสาทนครวัด

<p>
ผ่านคูน้ำขนาดใหญ่ของปราสาทนครวัด จากถนนด้านหน้าของนครวัด ตรงไปตลอดราว 2 กิโลเมตร ก็เริ่มจะเห็นประตูขนาดใหญ่ เหนือซุ้มประตูจะเห็นรูปหน้าใบหน้าขนาดมหึมา นั่นคือจุดหมายของเรา นครธม เริ่มจากปากสะพานนาคข้ามคูเมือง สู่ซุ้มประตู และแนวกำแพงเมือง

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761) สร้างราชธานีใหม่ เรียกว่า เมืองพระนครหลวง หรือนครธมพื้นที่ 3x3 กิโลเมตร มีคูน้ำกว้าง 100 เมตรล้อมรอบนอกสุด ชั้นในเป็นกำแพงศิลาแลงสูง 8 เมตร </p>
<p>
ประตูเมืองก่อเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ สูง 23 เมตร สลักเป็นรูปหน้า 4 หน้า ไม่ใช่หน้าคนธรรมดา เดิมเข้าใจว่าเป็นหน้าพระพรหม แต่ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสมาบูรณะได้รื้อหินและสิ่งอื่นๆ ออก กลับพบว่ามีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพุทธศาสนาลัทธิมหายานถูกหินอื่นปิดทับอยู่ จึงเชื่อว่าหน้าทั้งสี่ด้าน เป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข (พระโพธิสัตว์ผู้ดูแลคุ้มครองไปทั่วทุกทิศ) แต่บ้างก็ว่า เป็นท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ เพราะหน้าของแต่ละทิศมีรูปลักษณะไม่เหมือนกัน  </p>
<p></p><p></p><p>ปล่อยให้เถียงกันไปก็แล้วกัน เอาเป็นว่าเห็นแล้วรู้สึกน่ายำเกรงมากค่ะ </p><p>
ทางเดินข้ามคูน้ำที่ชื่อว่าชัยสินธุ ทอดไปสู่ประตูทางเข้า  เปรียบเหมือนสะพานรุ้งนำขึ้นไปสู่สวรรค์  ประดับด้วยแถวอสูร 54 ตน ยุดนาคด้านหนึ่ง และแถวเทวดา 54 องค์ยุดนาคอีกด้านหนึ่ง อาจจะเป็นการแสดงภาพเล่าเรื่องการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤตของเหล่าเทวดาและอสูร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ด้วยเหตุนี้บางคนบอกว่าใครเดินเข้าไปในพระนครหลวง อายุจะยืนนานคล้ายกับได้รับการประพรมด้วยน้ำอมฤต</p><p></p><p>   </p><p></p><p></p><p>ไกด์ชี้ให้ดูว่าหินที่นำมาสร้างเทวดาและอสูร มาจากปราสาทเก่าหลายแห่ง ให้สังเกตที่ส่วนคอ แขน หรือเท้าของรูปหินบางตัวนี้มันไม่ใช่ของมัน จริงๆด้วย ไม่ทราบเป็นแต่เริ่มสร้าง หรือมาเพี้ยนตอนบูรณะ

เมืองพระนครหลวง หรือนครธม Angkor Thomมีความหมายว่าเมืองใหญ่ แต่ความจริงมีขนาดเล็กกว่า เมืองพระนคร (เดิม) หรือ ยโสธรปุระ ที่รู้จักในนามเมือง Angkorพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  ใช้ชัยภูมิเดิมครั้งที่เป็นเมืองพระนคร Angkor เพียงแต่ย่อส่วนลงเพื่อง่ายต่อการป้องกันเมือง

ปีพ.ศ.2393  ผู้ที่บุกเบิกจนพบเมืองพระนครหลวง คือ นายดูดาร์ต เดอลาเกร (Doudart Delagree) และนายอองรี มูโอต์ (Henri Muhot)  และหลังจากนั้นมีนักสำรวจมาทำการศึกษาค้นคว้ามากมาย ส่วนใหญ่เป็นคนฝรั่งเศส  </p>
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ต่างจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ ที่นับถือศาสนาฮินดู จึงโปรดให้สร้างปราสาทบายน ขึ้นพร้อมกับ เมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1743 ตั้งอยู่กลางเมือง และเป็นศาสนสถานประจำราชธานีด้วย ศิลปะในยุคนี้เรียกว่าศิลปะแบบบายน<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
คำว่าบายนเชื่อว่ามาจากคำว่า ไพชยนต์อันเป็นชื่อปราสาทของพระอินทร์
 
กลุ่มปราสาทสร้างขึ้นบนฐานซ้อนกัน 3 ชั้น ระเบียงชั้นที่ 1 นี้เป็นระเบียงที่มีผนังด้านในเป็นผนังทึบ มีภาพสลักอย่างสวยงาม </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ด้านนอกมีเพียงแนวเสาที่รองรับหลังคาที่ให้แสงสว่างสาดส่องมองเห็นภาพสลักได้ ชั้นในต้องไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ บางส่วนเขาทำบันไดเหล็กแคบๆให้ปีนขึ้นไป เขาเขียนว่าให้ระวังและ At Your Own Risk </p><p>  </p><p> </p><p>ส่วนยอดของปราสาททั้ง 54 หลังมีการสลักรูปหน้าคนขนาดใหญ่ประดับทั้งสี่ทิศ ทำให้ปราสาทบายนดูลึกลับน่าเกรงขาม</p><p></p><p>  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ภาพอัปสราเริงระบำ ไม่งามชดช้อยอย่างอัปสราที่นครวัด ต้องไปอ่านตอนที่แล้วว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯท่านทรงกล่าวถึงนางอัปสราที่นครธมว่าอย่างไร (คุณเบิร์ดเขียนมาบอกค่ะ)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ส่วนภาพสตรีทรงภัสตราภรณ์ถือดอกบัว ที่ผู้เขียนเห็นและเข้าใจว่าเป็นอัปสรา ของนครธม นักวิชาการฝรั่งเขาเขียนชัดเจนว่าเป็น Devata ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต คล้ายๆกับคำว่า เทวดา </p><p></p><p>   </p><p> </p><p style="background: white; margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 145%" class="MsoNormal">เดินลงออกจากปราสาทบายน ถัดไปนิดเดียวก็จะเป็นบริเวณที่ตั้งของเขตพระราชวังหลวงเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินขอมหลายพระองค์ และยังมีปราสาทอีกหลายแห่งที่อยู่ไม่ไกลพระราชวังหลวง เช่น ปราสาทปักษีจำกรง แบบศิลปะเกาะแกร์ พ.ศ.1464-1490/</p><p style="background: white; margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 145%" class="MsoNormal">ปราสาทพิมานอากาศ ศิลปะแบบเกลียง พ.ศ.1550 – ราว 1600 /และ ปราสาทบาปวน
ศิลปะแบบบาปวน พ.ศ.1600-1650 เป็นต้น เรียกว่ามาตรงนี้ หากมีแรงพอ จะได้ชมศิลปะขอมหลายยุคเลยค่ะ

</p><p>ตลอดสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7มีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่โดยรอบราชธานี เช่น ปราสาทตาพรหม, ปราสาทพระขรรค์, ปราสาทตาเนย, ปราสาทบันทายไพร, ปราสาทตาสม  เป็นต้น </p><p>
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7ยังโปรดให้สร้าง วหนิคฤหะ (แปลว่า บ้านพร้อมไฟ) ขึ้นด้วย ในจารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวว่า พระองค์โปรดให้สร้างถึง 121 แห่งบนถนนสายสำคัญจากนครธมไปยังแคว้นรอบนอก เช่น ไปยังอาณาจักรจามปา 57 แห่ง ไปยังเมืองพิมาย 17 แห่ง อีก 44 แห่งยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใดแน่ ประโยชน์ใช้สอยแท้จริงยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่าเป็นที่พักคนเดินทาง หรือนักแสวงบุญ </p>
<p>
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7เห็นความสำคัญด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงให้สร้างโรงพยาบาลขึ้น ในจารึกที่พบที่ปราสาทตาพรหม กล่าวว่า สร้างโรงพยาบาล หรือ อโรคยาศาล ขึ้นทั้งหมด 102แห่ง เพื่อรักษาชนทั้ง 4 วรรณะ จารึกที่พบยังทำให้ทราบถึงการจัดการโรงพยาบาลว่า ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักมาตลอด ทั้งเรื่องหมอ ผู้ช่วย คนจ่ายยา คนบดยา แม่ครัว พนักงาน รวมทั้งอาหารการกิน และยารักษาโรคก็เบิกได้จากคลังหลวง ยาที่ใช้ก็ได้แก่ สมุนไพรต่างๆ เช่น น้ำผึ้ง การบูร งา เครื่องเทศ กระวาน กานพลู ขิง ตะไคร้ เป็นต้น </p>
<p></p><p>หลังยุคของพระองค์ยังมีกษัตริย์เขมรครองราชย์อีกหลายองค์ แต่พระนครหลวง อันเกริกไกรก็ค่อยๆทรุดโทรมจนล่มสลายในทีสุด บ้างว่าด้วยเหตุที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้สร้างให้เขมรเจริญสูงสุดยิ่งกว่ายุคใดๆที่ผ่านมานั้น ก็เป็นเหตุให้ราษฎรยากจนลงอย่างที่สุดไปด้วย จากการเก็บภาษีสูงและเกณฑ์ผู้คนมาใช้แรงงานและใช้ในการทหาร  บ้างก็ว่าความรุ่งเรืองและอำนาจได้ถดถอยเพราะถูกโจมตีจากกองทัพไทยอันแข็งแกร่งในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา จากนั้นพระนครหลวงและเหล่าปราสาททั้งหลาย ถูกกลืนกินโดยธรรมชาติ กว่าจะถูกค้นพบก็อีกหลายร้อยปีให้หลัง </p><h4> เหนื่อยแล้วค่ะ ตอนต่อไปค่อยไปปราสาทตาพรหม ที่โด่งดังไปทั่วโลกเพราะภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด </h4><p>ขอขอบคุณสวัสดีฮอลิเดย์ทัวร์ ที่จัดทำข้อมูลรายละเอียดดีเยี่ยม ที่นำมาใช้เป็นส่วนใหญ่ที่นี้http://my.opera.com/sawasdeeholidays/blog/show.dml/287657 )

</p>