วันนี้ไปนครธมกันค่ะ ออกจากตัวเมืองเสียมเรียบ มุ่งไปทางเดียวกันกับที่ตั้งของปราสาทนครวัด
<p>
ผ่านคูน้ำขนาดใหญ่ของปราสาทนครวัด จากถนนด้านหน้าของนครวัด ตรงไปตลอดราว 2 กิโลเมตร ก็เริ่มจะเห็นประตูขนาดใหญ่ เหนือซุ้มประตูจะเห็นรูปหน้าใบหน้าขนาดมหึมา นั่นคือจุดหมายของเรา “นครธม” เริ่มจากปากสะพานนาคข้ามคูเมือง สู่ซุ้มประตู และแนวกำแพงเมือง
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761) สร้างราชธานีใหม่ เรียกว่า “เมืองพระนครหลวง หรือนครธม” พื้นที่ 3x3 กิโลเมตร มีคูน้ำกว้าง 100 เมตรล้อมรอบนอกสุด ชั้นในเป็นกำแพงศิลาแลงสูง 8 เมตร </p><p>
ประตูเมืองก่อเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ สูง 23 เมตร สลักเป็นรูปหน้า 4 หน้า ไม่ใช่หน้าคนธรรมดา เดิมเข้าใจว่าเป็นหน้าพระพรหม แต่ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสมาบูรณะได้รื้อหินและสิ่งอื่นๆ ออก กลับพบว่ามีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพุทธศาสนาลัทธิมหายานถูกหินอื่นปิดทับอยู่ จึงเชื่อว่าหน้าทั้งสี่ด้าน เป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์โลเกศวรสมันตมุข (พระโพธิสัตว์ผู้ดูแลคุ้มครองไปทั่วทุกทิศ) แต่บ้างก็ว่า เป็นท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาทิศทั้ง 4 และเฝ้าประตูวังของพระอินทร์ เพราะหน้าของแต่ละทิศมีรูปลักษณะไม่เหมือนกัน </p><p>
</p><p></p><p>ปล่อยให้เถียงกันไปก็แล้วกัน เอาเป็นว่าเห็นแล้วรู้สึกน่ายำเกรงมากค่ะ </p><p>
ทางเดินข้ามคูน้ำที่ชื่อว่า “ชัยสินธุ” ทอดไปสู่ประตูทางเข้า เปรียบเหมือนสะพานรุ้งนำขึ้นไปสู่สวรรค์ ประดับด้วยแถวอสูร 54 ตน ยุดนาคด้านหนึ่ง และแถวเทวดา 54 องค์ยุดนาคอีกด้านหนึ่ง อาจจะเป็นการแสดงภาพเล่าเรื่องการกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤตของเหล่าเทวดาและอสูร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ด้วยเหตุนี้บางคนบอกว่าใครเดินเข้าไปในพระนครหลวง อายุจะยืนนานคล้ายกับได้รับการประพรมด้วยน้ำอมฤต</p><p></p><p>
</p><p>
</p><p></p><p>ไกด์ชี้ให้ดูว่าหินที่นำมาสร้างเทวดาและอสูร มาจากปราสาทเก่าหลายแห่ง ให้สังเกตที่ส่วนคอ แขน หรือเท้าของรูปหินบางตัวนี้มันไม่ใช่ของมัน จริงๆด้วย ไม่ทราบเป็นแต่เริ่มสร้าง หรือมาเพี้ยนตอนบูรณะ
เมืองพระนครหลวง หรือนครธม Angkor Thomมีความหมายว่าเมืองใหญ่ แต่ความจริงมีขนาดเล็กกว่า เมืองพระนคร (เดิม) หรือ ยโสธรปุระ ที่รู้จักในนามเมือง Angkorพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ใช้ชัยภูมิเดิมครั้งที่เป็นเมืองพระนคร Angkor เพียงแต่ย่อส่วนลงเพื่อง่ายต่อการป้องกันเมือง
ปีพ.ศ.2393 ผู้ที่บุกเบิกจนพบเมืองพระนครหลวง คือ นายดูดาร์ต เดอลาเกร (Doudart Delagree) และนายอองรี มูโอต์ (Henri Muhot) และหลังจากนั้นมีนักสำรวจมาทำการศึกษาค้นคว้ามากมาย ส่วนใหญ่เป็นคนฝรั่งเศส </p>
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ต่างจากกษัตริย์องค์ก่อนๆ ที่นับถือศาสนาฮินดู จึงโปรดให้สร้างปราสาทบายน ขึ้นพร้อมกับ เมืองพระนครหลวงในปีพ.ศ.1743 ตั้งอยู่กลางเมือง และเป็นศาสนสถานประจำราชธานีด้วย ศิลปะในยุคนี้เรียกว่าศิลปะแบบบายน<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
คำว่า “บายน” เชื่อว่ามาจากคำว่า “ไพชยนต์” อันเป็นชื่อปราสาทของพระอินทร์
กลุ่มปราสาทสร้างขึ้นบนฐานซ้อนกัน 3 ชั้น ระเบียงชั้นที่ 1 นี้เป็นระเบียงที่มีผนังด้านในเป็นผนังทึบ มีภาพสลักอย่างสวยงาม </p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ด้านนอกมีเพียงแนวเสาที่รองรับหลังคาที่ให้แสงสว่างสาดส่องมองเห็นภาพสลักได้ ชั้นในต้องไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ บางส่วนเขาทำบันไดเหล็กแคบๆให้ปีนขึ้นไป เขาเขียนว่าให้ระวังและ At Your Own Risk </p><p>
</p><p> </p><p>ส่วนยอดของปราสาททั้ง 54 หลังมีการสลักรูปหน้าคนขนาดใหญ่ประดับทั้งสี่ทิศ ทำให้ปราสาทบายนดูลึกลับน่าเกรงขาม</p><p></p><p>
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ภาพอัปสราเริงระบำ ไม่งามชดช้อยอย่างอัปสราที่นครวัด ต้องไปอ่านตอนที่แล้วว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯท่านทรงกล่าวถึงนางอัปสราที่นครธมว่าอย่างไร (คุณเบิร์ดเขียนมาบอกค่ะ)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> ส่วนภาพสตรีทรงภัสตราภรณ์ถือดอกบัว ที่ผู้เขียนเห็นและเข้าใจว่าเป็นอัปสรา ของนครธม นักวิชาการฝรั่งเขาเขียนชัดเจนว่าเป็น Devata ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต คล้ายๆกับคำว่า เทวดา </p><p></p><p>
</p><p> </p><p style="background: white; margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 145%" class="MsoNormal">เดินลงออกจากปราสาทบายน ถัดไปนิดเดียวก็จะเป็นบริเวณที่ตั้งของเขตพระราชวังหลวงเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินขอมหลายพระองค์ และยังมีปราสาทอีกหลายแห่งที่อยู่ไม่ไกลพระราชวังหลวง เช่น ปราสาทปักษีจำกรง แบบศิลปะเกาะแกร์ พ.ศ.1464-1490/</p><p style="background: white; margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 145%" class="MsoNormal">ปราสาทพิมานอากาศ ศิลปะแบบเกลียง พ.ศ.1550 – ราว 1600 /และ ปราสาทบาปวน
ศิลปะแบบบาปวน พ.ศ.1600-1650 เป็นต้น เรียกว่ามาตรงนี้ หากมีแรงพอ จะได้ชมศิลปะขอมหลายยุคเลยค่ะ
</p><p>ตลอดสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7มีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่โดยรอบราชธานี เช่น ปราสาทตาพรหม, ปราสาทพระขรรค์, ปราสาทตาเนย, ปราสาทบันทายไพร, ปราสาทตาสม เป็นต้น </p><p>
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7ยังโปรดให้สร้าง “วหนิคฤหะ” (แปลว่า บ้านพร้อมไฟ) ขึ้นด้วย ในจารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวว่า พระองค์โปรดให้สร้างถึง 121 แห่งบนถนนสายสำคัญจากนครธมไปยังแคว้นรอบนอก เช่น ไปยังอาณาจักรจามปา 57 แห่ง ไปยังเมืองพิมาย 17 แห่ง อีก 44 แห่งยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใดแน่ ประโยชน์ใช้สอยแท้จริงยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่าเป็นที่พักคนเดินทาง หรือนักแสวงบุญ </p><p>
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7เห็นความสำคัญด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงให้สร้างโรงพยาบาลขึ้น ในจารึกที่พบที่ปราสาทตาพรหม กล่าวว่า สร้างโรงพยาบาล หรือ อโรคยาศาล ขึ้นทั้งหมด 102แห่ง เพื่อรักษาชนทั้ง 4 วรรณะ จารึกที่พบยังทำให้ทราบถึงการจัดการโรงพยาบาลว่า ได้รับการอุปถัมภ์จากราชสำนักมาตลอด ทั้งเรื่องหมอ ผู้ช่วย คนจ่ายยา คนบดยา แม่ครัว พนักงาน รวมทั้งอาหารการกิน และยารักษาโรคก็เบิกได้จากคลังหลวง ยาที่ใช้ก็ได้แก่ สมุนไพรต่างๆ เช่น น้ำผึ้ง การบูร งา เครื่องเทศ กระวาน กานพลู ขิง ตะไคร้ เป็นต้น </p><p></p><p>หลังยุคของพระองค์ยังมีกษัตริย์เขมรครองราชย์อีกหลายองค์ แต่พระนครหลวง อันเกริกไกรก็ค่อยๆทรุดโทรมจนล่มสลายในทีสุด บ้างว่าด้วยเหตุที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้สร้างให้เขมรเจริญสูงสุดยิ่งกว่ายุคใดๆที่ผ่านมานั้น ก็เป็นเหตุให้ราษฎรยากจนลงอย่างที่สุดไปด้วย จากการเก็บภาษีสูงและเกณฑ์ผู้คนมาใช้แรงงานและใช้ในการทหาร บ้างก็ว่าความรุ่งเรืองและอำนาจได้ถดถอยเพราะถูกโจมตีจากกองทัพไทยอันแข็งแกร่งในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา จากนั้นพระนครหลวงและเหล่าปราสาททั้งหลาย ถูกกลืนกินโดยธรรมชาติ กว่าจะถูกค้นพบก็อีกหลายร้อยปีให้หลัง </p><h4>
เหนื่อยแล้วค่ะ ตอนต่อไปค่อยไปปราสาทตาพรหม ที่โด่งดังไปทั่วโลกเพราะภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด
</h4><p>ขอขอบคุณสวัสดีฮอลิเดย์ทัวร์ ที่จัดทำข้อมูลรายละเอียดดีเยี่ยม ที่นำมาใช้เป็นส่วนใหญ่ที่นี้http://my.opera.com/sawasdeeholidays/blog/show.dml/287657 )
</p>
สวยงามน่าชมมากเลยค่ะ
<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />
ขอบคุณค่ะ <?xml:namespace prefix = v ns = “urn:schemas-microsoft-com:vml” />
มาดูนางอัปสราค่ะ
อิอิ มีหลายแบบจริงๆด้วย
สงสัยเหมือนที่น้องซูซานถามค่ะว่าปราสาทไหน
ที่เห็นในหนังจำไม่ได้เหมือนกัน
เพราะในหนังจะมีรากต้นไม้ครอบปราสาทด้วยนะคะ
ตามคุณพี่นุช ไปเที่ยวด้วยค่ะ
ขอบคุณคุณพี่มากเลยค่ะ ที่เล่า และมีภาพให้ชม
จะติดตามอ่านอีกนะคะ
สวัสดีค่ะ
เคยอ่านพบว่า
พระนคร หรือนครธม หรือนครหลวง เมื่อเป็นราชธานีอยู่หลายร้อยปี จึงมีปราสาทหินขนาดใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละแห่งใหญ่โตมหึมา
แปลกที่คนเราสมัยเมื่อพันปีก่อนมีวิชาความรู้ทางวิศวกรรมและทางช่าง ที่มีความก้าวหน้ารุ่งเรืองจนสามารถสร้างถาวรวัตถุได้ใหญ่โต และคงทนมาได้เป็นเวลานานหลายร้อยปี
ปราสาทหินต่างๆ เช่น ปราสาทหินนครวัดก็ดี บายนก็ดี ตาพรหมก็ดี ได้รับการอธิบายว่าลวดลายที่จำหลักลงในหินนั้น ไม่มีเหมือนกันเลย ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องศิลปะขอม เมื่อเห็นลวดลายที่จำหลักก็จะสามารถบอกได้ทันทีว่า ปราสาทหินแต่ละแห่งที่เห็นนั้นก่อสร้างขึ้นในสมัยไหน
น่าทึ่งจริงๆค่ะ เอาไว้หลานโตหน่อย อีก 2 ปี ค่อยพาไปค่ะ ตอนนี้ ไม่รู้เรื่องอะไร เล่นอย่างเดียว
จริงๆแล้ว มีคนรถ เป็นสุรินทร์ และเขาพูดภาษา คล้ายๆเขมร
เลยคุ้นๆกับหน้าตา คนเขมรเหมือนกันค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ
อ้อ ขอบคุณที่มาเยี่ยม มาอ่าน มาชม ดีใจที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ค่ะ แล้วมาแวะอีกนะคะ
สวัสดีครับคุณพี่นุชคุณนายดอกเตอร์
น้องซูซาน
ตอนหน้าได้อ่านและชมภาพ”ปราสาทตาพรหม”กันค่ะ หนังเรื่องที่น้องซูซานเอ่ยชื่อนั้น ไม่แน่ใจว่าใช้สถานที่นี้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ Lara Croft-Tomb Raider นั้นถ่ายที่ปราสาทตาพรหมค่ะ
รออ่านเกร็ดเด็ดๆอยู่ค่ะ อยากให้ช่วยอธิบายวิธีซ่อมโบราณสถานขนาดใหญ่ที่เรียกว่า อนาสติโลซิส มาเล่าด้วยนะคะเป็นเรื่องน่ารู้มาก อยากให้ผู้อ่านได้รู้จากผู้ที่ร่ำเรียนมาทางโบราณคดี (ขอบคุณน้องออยล่วงหน้าด้วย)
อิ อิ พอรู้ว่ามีคนที่รู้เรื่องเลยขอใหญ่ เรื่องม้าวลาหก ที่ม้าของจริงอยู๋ที่ปราสาทนาคพัน และของจำลองอยู่ที่ หน้าสนามบินเสียมเรียบ อยากให้ยกมาเล่าด้วย ชอบข้อวิเคราะห์ของน้องซูซานจริงๆ
อาจารย์นารีรัตน์
ต้องชอบใจเรื่องราวนางอัปสราที่คุณเบิร์ดนำมาฝากแน่ๆ แถมได้เห็นภาพเปรียบเทียบกันด้วย หนังสือที่พี่มีพี่บ้านมีภาพอัปสราและเทวดาจากปราสาทหลายแห่ง เทวดาผู้หญิงที่ปราสาท บันทายศรี นั้นงามมากๆ เห็นแค่ภาพจากหนังสือ เที่ยวนี้ยังไปไม่ถึงค่ะ
ในหนังปราสาทที่เห็นรากไม้ครอบคลุมนั้นคือ ปราสาทตาพรหม ค่ะ หากอาจารย์เคยไปที่ปราสาทตาเมือนธม ที่กาบเชิง สุรินทร์ ก็คงได้เห็นต้นไม้คลุมปราสาท คล้ายๆที่ปราสาทตาพรหมเหมือนกันนะคะ
คุณครูอ้อย
ไปตามคุณ
สะ-มะ-นึ-กะ มาชมภาพและเรื่องราวด้วยกันหรือเปล่านะนี่ มาไม่ห่างกันเท่าไหร่ สงสัยมีแผนการณ์จะชวนกันไปเยือนเขมรใช่มั้ยคะ
อยากนำภาพมาให้ชมมากกว่านี้ เผอิญฝีมือและสายตาทำให้เก็บภาพมาไม่ได้อย่างใจ แต่ก็พอคัดมาให้ชมกันได้ค่ะ
ขอบคุณที่ชวนกันแวะมาค่ะ
สวัสดีครับ
พี่ได้ไปกับทัวร์ชั้นหนึ่งนี่เอง ถึงได้พบเรื่องราวทั้งความรู้ และความประทับใจ
เคยฟังเพลง อัปสราของ อาจรย์ดนู ฮุนตระกูล เพราะและความหมายน่าสงสารเธอดีครับ
ตอนผมไปทำงาน ที่กำปงธม (กำปง=เมืองท่า, ธม=ใหญ่) เคยแวะทานข้าวที่ปราสาทซำเบอครับ และใกล้ที่นั่นมีโรงเรียนมัธยมที่ได้สมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงไปพระราชทานทุนก่อสร้างไว้ด้วยครับ ชาวบ้านต่างชื่นชมพระบารมีกันใหญ่
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์
ปราสาทหินแต่ละแห่งนั้นมีความน่าทึ่งทั้งด้านวิศวกรรม และ ศิลปะในการแกะสักลวดลายจริงๆค่ะ
การครองเมืองของกษัตริย์แต่ละยุคแสดงว่าเขาต้องเลี้ยงศิลปินและเหล่าช่างผู้สร้งสรรค์งานแต่ละยุคที่มีความเป็นเอกลักษณ์ชัดเจนอย่างคุณพี่กล่าวค่ะ
สมัยก่อนศิลปินเป็นผู้สร้างรูปร่างของยุคสมัยให้ปรากฏผ่านสิ่งก่อสร้าง สถาปัตยกรรม วรรณกรรม นาฏกรรม และจิตรกรรมฯลฯ ปัจจุบันคงเป็นการยากที่จะกล่าวเช่นนี้ เพราะเทคโนโลยีเป็นผู้กำหนดรูปร่างสังคม พาให้เข้าสู่โลกาภิวัตน์ ที่ส่งเสริมความเหมือนกัน มากกว่าส่งเสริมความหลากหลาย คนพากันห่างวัฒนธรรมที่มีรูปแบบของตนเอง เห็นร่องรอยประวัติศาสตร์แล้วทำให้อดนึกเช่นนี้ไม่ได้ค่ะ
ให้หลานโตหน่อยค่อยพาไปก็ดีค่ะ เพราะต้องเดินเอง ปีนป่ายบ้าง และอดทนต่อความไม่สะดวกสบายได้ ไปเที่ยวในประเทศที่กำลังพัฒนาจะมีปัญหามากเรื่องสุขา และความสะอาดของอาหารการกิน เด็กเล็กนักอาจสู้ไม่ไหว แล้วจะพาคุณย่าเหนื่อยเกินไปด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะที่กรุณามาช่วยเพิ่มเติม
Anastylosis เป็นคำภาษากรีก หมายถึง "การบูรณะปฏิสังขรณ์" (Restoration) "การตั้งเสาขึ้นใหม่" (Re-Erection of Columns) ปัจจุบันก็ให้คำจำกัดความคำนี้ว่า "การประกอบขึ้นใหม่ของชิ้นส่วนที่มีอยู่แต่แยกหลุดออกจากกัน" (The Reassembling of Existing but Dismembered Parts)
วิธีซ่อมแบบอนาสติโลซิสมักจะใช้กับโครงสร้างที่สามารถบอกได้ชัดว่ามีส่วนใดบ้าง เช่น อิฐก่อ หินก่อ หรือไม้ขอนสัก และไม่ใช่โครงสร้างประเภทเสาหินเดี่ยว เช่น กำแพงอิฐ ฉาบปูน และเป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์ที่มุ่งหวังทำให้เห็นลักษณะโครงสร้างของซากอาคารให้ชัดเจน โดยการนำกลับสู่รูปทรงเดิมและใช้วัสดุดั้งเดิมที่เหลืออยู่
วิธีทำก็คือ ถ่ายภาพและบันทึกรหัสของหินทุกก้อน รื้อหินลงมาแล้วเสริมความมั่นคง จากนั้นประกอบขึ้นไปใหม่ทั้งหลัง อองรี มาร์ซาล ชาวฝรั่งเศสเป็นคนที่คิดวิธีนี้โดยไปศึกษามาจากพวกฮอลันดาซึ่งบูรณะบุโรพุทโธที่อินโดนีเซีย แล้วนำมาใช้ที่ปราสาทบันทายสรี ประเทศกัมพูชาเป็นที่แรก โดยครั้งนั้นเป็นทำงานร่วมกับอองรี ปาร์มองติเยร์ ซึ่งเป็นผู้ขุดค้น ส่วนอองรี มาร์ซาล เป็นผู้ก่อเรียงหินขึ้นไปด้วยวิธีนี้ การบูรณะด้วยวิธีอนาสติโลซิสจะต้องอยู่ภายใต้กฏการอนุรักษ์ และมีหลักฐานทางโบราณคดีมาสนับสนุนการบูรณะ วิธีนี้เป็นวิธีเดียวในการก่อสร้างขึ้นใหม่ที่ได้รับการยอมรับให้ใช้กับแหล่งมรดกโลก
สวัสดีค่ะคุณ
paleeyon พี่ไม่ได้ไปกับสวัสดีฮอลิเดย์หรอกนะคะ ไปค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บ ไปพบข้อมูลที่เขาทำไว้อย่างดี เลยนำมาใช้เป็นหลักและผสมผสานกับที่ไกด์เล่าบ้าง และจากหนังสือที่มีที่บ้านบ้าง
แต่จะว่าไปพี่ก็ไปแบบชั้นหนึ่งเหมือนกัน บินไป บินกลับ ทำให้ผู้สูงอายุ(อย่างพี่)ไม่เหนื่อยเกิน และเลือกไปเท่าที่เรามีแรง ไม่ต้องไปตามโปรแกรมทัวร์ที่เป็นกลุ่มใหญ่ เราไปกันแค่ ๘ คน แล้วใช้บริษัททัวร์ที่เมืองไทย จัดการติดต่อที่พัก รถ ไกด์อาชีพ สถานที่เที่ยว การดูโชว์ ระหว่างที่อยู่เสียมเรียบ ทำให้รู้สึกสบายๆค่ะ ไปอย่างนี้ทำให้นึกถึงการไปเที่ยวกับชมรมท่องอุษาคเนย์ที่พี่เคยไปพม่าและจีนกับเขา ซึ่งดีกว่าไปเที่ยวเอง และดีกว่าไปกับทัวร์ทั่วๆไป
ความประทับใจกลับมาทำให้ต้องมานั่งค้นหนังสือที่บ้านขึ้นมาอ่านและชมภาพ ปราสาทเขมร ทั้งในเขมรและในไทย ที่ไปเห็นนี่นิ๊ดเดียวเท่านั้นค่ะ
สมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงเป็นที่รักของคนในประเทศเพื่อนบ้านนะคะ ไปเสียมเรียบก็ได้เห็นโรงพยาบาลใหม่เอี่ยม ท่าทางทันสมัยมากที่ท่านทรงไปพระราชทานความอนุเคราะห์ในการก่อสร้าง รู้สึกภูมิใจค่ะที่คนเขมร คนลาว กล่าวถึงท่านอย่างรักและเทิดทูน
พี่ยังไม่เคยฟังเพลงอัปสราเลยค่ะ คงต้องเพราะจริงๆตามความเห็นของหนุ่มโรแมนติค
ขอบคุณมากค่ะน้องซูซาน
รวดเร็ว พร้อมคุณภาพประทับใจ อิ อิ คงต้องขอใช้บริการบ่อยๆ
ส่วนเรื่องม้าวลาหกคนอื่นอาจจะงง คือพี่นุชส่งรูปมาให้ดูเป็นรูปนี้

สงสัยว่าคืออะไร สำคัญอย่างไร เพราะไปเจออยู่หน้าสนามบินและไปอ่านเจอในหนังสือว่า The horse Balaha, a manifestation of Lokeshvara rescuing shipwrecked sailors. และอีกรูปอธิบายว่า The central sanctuary and pond of Neak Pean.
ก็เลยมีการคุยกันผ่านอีเมล์ ข้อความที่เราเขียนคุยกันก็ตามนี้ค่ะ "ถามออยแล้ว ออยบอกว่าเรื่องทั้งหมดน่าจะบันทึกอยู่ในคัมภีร์การัณฑวยุหสูตร ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เขียนเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (และก็น่าจะมีเรื่องเกี่ยวกับคนที่เรือแตกแล้วพระโพธิสัตว์ลงมาช่วย) ขอไปค้นข้อมูลก่อน พอดีเขาไม่มีหนังสือเล่มนี้ ออยเดาจากคำว่า Horse Balaha น่าจะเป็นม้าวลาหกหนึ่งในสี่ตระกูลของม้าที่อิทธฤทธิ์ ส่วนคำว่า Lokeshvara ก็คือ โลเกศวรหรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั่นเอง เพราะฉะนั้นเดาแบบมีหลักการก็น่าจะเป็นพระโพธิสัตว์คงจะแปลงร่างลงมาช่วยลูกเรือที่เรือแตกกลางทะเล โดยแปลงเป็นม้าวลาหกนั่งแล้วเหาะขึ้นไปส่งฝั่ง แต่ก็ยังไม่แน่ใจนะคะ
มีตำนานเรื่องนี้ในของทางจีนทำนองคล้ายๆ กันว่าพระโพธิสัตว์ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเรือจากชาวเรือที่แพแตก พระองค์มองลงมายังโลกเห็นเข้า จึงลงมาทำการช่วยเหลือให้พ้นภัย ซึ่งชื่อ โลกิเตศวร/โลเกศวร (Lokeshvara) หมายถึงผู้มองเห็น หรือเรียกว่ากวนซียิน/กวนอิมนั่นเอง จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายชื่อ แปลว่าผู้ช่วยเหลือ ผู้ถือดอกบัว ฯลฯ
ถ้าพบที่สระน้ำปราสาทนาคพัน และเป็น central sanctuary ประติมากรรมชิ้นนี้ก็น่าจะสร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมันต์ที่ 7 เพราะสมัยนั้นกษัตริย์เปลี่ยนมานับถือพุทธนิกายมหายาน ซึ่งเดิมศาสนาพุทธเป็นศาสนาของชาวบ้านไม่ใช่ของกษัตริย์ เรื่องนี้จึงน่าจะเข้าเค้ามาก (พอเป็นชัยวรมันที่ 8 ก็ลบล้างศาสนาพุทธออกจากอาณาจักร โดยกลับมานับถือไศวนิกาย หรือไวษณวนิกายเหมือนเดิม แล้วก็เปลี่ยนพระพุทธรูปต่างๆ โดยลบเม็ดพระศกบนพระเศียรทิ้ง เติมตาเข้าไปให้มีสามตาบ้าง ทำให้ไม่รู้ว่ามีการนับถือศาสนาพุทธ กลายเป็นประติมากรรมเทพฮินดูแทน) ม้าตัวที่พี่เห็นน่าจะเป็นแบบจำลอง ของจริงน่าจะอยู่ที่นั่นหรือไม่ตัวนี้ก็ถูกยกมา เป็นไปได้ทั้งสองอย่าง แต่ถ้าตำนานเป็นตามนั้นที่ออยบอกจริง มาตั้งอยู่ที่หน้าสนามบินนี่ไม่ค่อยดีนะคะ เสียวไส้จะเรือบินตกทะเลเหมือนลูกเรือที่แพแตก : ) หรือเขาอาจจะหมายถึงการพาเหาะข้ามทะเลไปส่งถึงฝั่งอย่างปลอดภัยก็เป็นได้"
แล้วในที่สุดก็ไปหาข้อมูลเจอที่เขายืนยันว่า รูปประติมากรรมนี้ต้นแบบตัวจริงยังอยู่ที่ปราสาทนาคพัน จึงส่งเมล์ให้พี่นุชดังนี้ …ภายในสระใหญ่นี้ ยังมีประติมากรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตามทิศทั้งสี่อีกด้วย ร่องรอยหลักฐานที่เหลือนั้นทำให้ทราบว่าด้านทิศเหนือเป็นรูปศิวลึงค์ ด้านทิศตะวันออกเป็นรูปม้า และด้านทิศตะวันตกเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ส่วนทิศใต้นี้ไม่ทราบว่าเป็นรูปอะไรแน่ในปัจจุบันประติมากรรมรูปม้าได้รับการบูรณะจนสมบูรณ์ และตั้งอยู่ในสระ เป็นรูปม้ามีผู้คนเกาะห้อยอยู่ด้านข้าง ม้าตนนี้เป็นม้าวิเศษที่ชื่อว่า “ม้าอัศวพาหุ หรือม้าวลาหก (พลาหะ)” ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจำแลงลงมาเพื่อช่วยเหลือชาวเรือแตกที่ไปอาศัยอยู่เกาะที่เป็นที่อยู่ของนางยักษี แต่ก่อนที่จะถูกยักษ์จับกิน ชาวเรือพากันสวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา พระองค์ก็เสด็จลงมาช่วยเหลือในร่างของม้าพาชาวเรือแตกรอดมาได้
ปล. นิกายมหายานน่าจะจำผิด น่าจะเป็นนิกายตันตระมากกว่า เดี๋ยวจะเช็คดูกับออยอีกทีค่ะ
สวัสดีค่ะ
ตามพี่นุชไปเที่ยวด้วยคนค่ะ….
น่าทึ่งกับความสามารถด้านสถาปนิก/การก่อสร้างของคนสมัยโบราณนะคะ
มาทบทวนความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนที่ได้มาเที่ยวกับ สวัสดีฮอลิเดย์ทัวร์ครับ สุดยอดจริงๆ ยังทึ่งไม่หายต่อความพยายามของมนุษย์ที่สร้างสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้ see ankor แต่ยังไม่อยากตาย อิอิ…
น้องซูซาน
และน้องออย เลยได้เตรียมตัวไปเที่ยวเขมรไปในตัวนะคะจากการช่วยพี่ และทำให้ผู้อ่านได้ข้อมูลที่น่ารู้อีกมากมาย อิ อิ เดี๋ยวจะมีคนขอตามไปด้วย มีไกด์ชั้นเลิศ
เรื่องม้าวลาหก ตอนอ่านคำอธิบายรู้สึกเหมือนน้องซูซานตอนแรกเลย เป็นสนามบินแท้ๆ เกิดเลือกนำหินสลักม้าวลาหกมาตั้งด๊ายยย ใครบ้างที่รู้เรื่องแล้วจะไม่เสียวไส้ แต่เอาเป็นว่ายึดการตีความของน้องซูซานประการหลังจะดีกว่า สบายใจดีค่ะ
ขอบคุณมากๆค่ะ
สวัสดีค่ะคุณกั๊ตฯ
ดีค่ะไปเที่ยวอย่างนี้ไม่เหนื่อยดี
หากคนสุรินทร์ไปเที่ยวเขมรจะพูดกันรู้เรื่องมั้ยคะ
มีคนบอกว่าแม้ไทยจะยืมคำเขมรมาใช้ไม่น้อย แต่อย่าไปนึกว่าไปเที่ยวแล้วจะพูดกันรู้เรื่อง มีไกด์จะดีกว่า แต่คนของเขาก็สนใจเรียนภาษาไทยเหมือนกันพบหลายคนเลยค่ะ
น่าทึ่งกับการก่อสร้างปราสาทหิน การแกะสลักที่แสนละเอียดงดงาม ต้องนึกว่าแกะหินนะคะ ไม่ใช่แกะสบู่ โอ้ เขาช่างมีความศรัทธาในสิ่งที่ทำเหลือเกินนะคะ และยังระบบชลประทานหรือการจัดการน้ำซึ่งฝรั่งยังทึ่งจนบัดนี้ มีผู้กล่าวว่าการที่บรรดาโบราณสถาน ปราสาทหินต่างๆยังคงอยู่ให้เราชมกันทุกวันนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะ ปราสาทเหล่านี้ก่อสร้างด้วยหิน แต่การจัดการระบบน้ำนั้นมีส่วนอย่างมาก มิฉะนั้นน้ำคงท่วมทุกสิ่งเสียหายหมด อย่าลืมว่านำในตนเลสาปในหน้ามรสุมนั้น สูงขึ้นอีกราวสิบเมตรทีเดียวค่ะ