รออ่านมาหลายวันแล้ว ที่จะได้อ่านเรื่องนี้ จากมิตรรักที่มีความรู้เรื่องนี้ แต่ยังไม่มีใครเขียนให้อ่านเลย
ที่อ้อมแอ้ม ไม่กล้าเขียนนั้น ก็เพราะ ไม่กล้านำมะพร้าวห้าวไปขายสวน อาจจะมีผู้รู้มากกว่า รู้จริงกว่า
เอาเป็นว่า.......ครูอ้อยจะเชื่อมโยง ถ่ายโอนความรู้ จากคำว่า ...วิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์ คืออะไร ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไม่ว่ากัน....
วันหนึ่ง ครูอ้อยขับรถกลับบ้าน มีนักข่าวรายการวิทยุแห่งประเทศไทย รุ่นพี่ครูอ้อยอีก รายงานว่า ..คงจำกันได้ เมื่อ ปี 40 ที่ไทยเราประสบกับเศรษฐกิจ ฟองสบู่แตก แล้วมีการ... ต้องขอกู้ยืมเงิน IMF แล้วเขาก็บีบ..พวกเรา จนแบนแอ้นแต้นไปนั่น ขณะนั้น เหตุการณ์นั้น เรียกว่า..วิกฤติการณ์...ต้มยำกุ้ง เพราะเกิดขึ้นในประเทศไทย
แต่เรื่องที่รายงานวันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อตรึงราคาเงินภายในประเทศของเขาไว้.....เมื่อเกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ..จึงเป็นวิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์......
ส่วนมิตรรัก ที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้รู้ เรียนเชิญมาอธิบายต่อไปจากนี้...เป็นกุศลให้ได้อ่านด้วย...ขอบคุณ
เงินบาทแข็งตัว
การส่งออกขาดทุน
ปลดพนักงาน
คนตกงาน
ขโมยเยอะขึ้น
ของแพง
คิดได้แค่นี้ค่ะอาจารย์
สวัสดีค่ะน้อง....เพชรน้อย
ขอบคุณมากค่ะ ที่มาต่อเติม บันทึกให้ครูอ้อย ให้นักเรียน ป.4 ได้เข้าใจยิ่งขึ้นค่ะ
นับถือจริงๆค่ะ....
คิดได้ว่า ต้องอยู่แบบพอเพียง ตามรอยเท้าพ่อ
เมื่อไร "เรา" จะมีสติกันเสียที
(ว่าตัวเองอีกแล้ว...อุอุ)
เมื่อมีเหตุวิกฤติ เกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องหาทางแก้ไขเบื้องต้น
ไม่เที่ยวเตร่ ไม่ทำอะไรเกินความจำเป็น
ว่าตัวเอง..เหมือนกัน แหะแหะ
สวัสดีค่ะ พี่อ.อ้อย
กระทบถึงรากหญ้าค่ะ
อยู่แบบพอเพียง
พลังงานหารสอง
รัดเข็มขัด
นำมาใช้ได้อยู่ตลอดเวลา และดีที่สุดค่ะ
ตอนนี้ต้องอยู่อย่างพอเพียงครับถึงจะไม่ลำบาก
จะมีวิกฤตการณ์ปลาร้าบองหรือเปล่าครับ อิอิ
ขอบคุณพี่สาวครับ
สวัสดีค่ะน้องสาวคนสวยของครูอ้อย...จุฑารัตน์
เศรษฐกิจไม่ดี ต้องรัดเข็มขัด ครูอ้อยเห็นด้วยทุกประการค่ะ
แต่...เอ้อ...เข็มขัดของครูอ้อย ไม่มีรูให้ใส่แล้ว
มันคาดไม่ถึงแล้วค่ะ
เอวครูอ้อย หายไปแล้ว หายไปนานแล้วค่ะ...เอิ๊กเอิ๊ก.
สวัสดีค่ะ น้องชาย น้องเสก..สุดแสนขยัน..บัวชูฝัก
ขอบคุณนะคะ น้องชาย แสนขยันของครูอ้อย
ชื่อ วิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์ ภาษาอังกฤษ คือ HAMBURGER CRISIS ค่ะ..ขออนุญาตเพิ่มเติม
มาเพิ่มเติมอีกค่ะ หากวิกฤติการณ์เกิดที่ เกาหลี ก็จะเรียกว่า วิกฤติการณ์กิมจิ ค่ะ
สวัสดีค่ะป้าอ้อย
สวัสดีค่ะน้องเจี๊ยบ...แดนไท
รักและคิดถึงทุกคนเลยค่ะ...ขอบคุณมากค่ะ
"วิกฤติเศรษฐกิจอเมริกา: สถานการณ์ล่าสุด และการแก้ปัญหา" คงจะปฏิเสธต่อไปไม่ได้ว่า “ภาวะเศรษฐกิจของอเมริกา” ซึ่งเป็นเกือบครึ่งของเศรษฐกิจของโลกนั้นอยู่ในภาวะย่ำแย่ กล่าวให้ถูกต้อง คือ วิกฤติที่อเมริกากำลังเผชิญนั้น เป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่ทุกประเทศในโลกกำลังเผชิญอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าวพึ่งพาตนเองได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าพึ่งพาตนเองได้มากแรงกระทบจากวิกฤตินี้ก็จะน้อย แต่ถ้าเศรษฐกิจของประเทศต้องพึ่งพาต่างชาติมากโดยเฉพาะพึ่งพาการส่งออกหรือการท่องเที่ยวซึ่งเป็นบริการขาออกเป็นหลัก แน่นอนว่าความรุนแรงต่อประเทศนั้นจะทวีมากขึ้นอย่างแน่นอน วิกฤติเศรษฐกิจอเมริกาในขณะนี้มีบุคคลหลายฝ่ายขนานนามว่า “วิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์” (Hamburger crisis) ก่อนอื่นเริ่มจากชื่อที่ใช้เรียกวิกฤติต่างๆ หลายคนสงสัยว่าทำไมจึงเรียก วิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์ วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง หรือวิกฤติการณ์กิมจิ คำอธิบายก็คือ ต้นตอของวิกฤติเกิดขึ้นที่ไหน ก็จะเอาชื่ออาหารที่คนชาตินั้นชอบกิน หรือเป็นที่ติดปากสำหรับต่างชาติมาเรียกขานกัน เช่น คนไทยเป็นที่รู้จักกันว่า “ต้มยำกุ้งรสแซบ” เกิดวิกฤติปี 2540 ที่ประเทศไทยโดนโจมตี เรื่องของค่าเงิน จนก่อตัวกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชีย ลามไปกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในเวลาต่อมา ดังนั้น “วิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์” ในขณะนี้ เราคงคาดการณ์ถึงต้นตอได้โดยดูจากชื่อวิกฤติซึ่งน่าจะมาจากอเมริกา ที่เขาว่ากันว่าคนอเมริกันชอบรับประทานแฮมเบอร์เกอร์ ตามที่เราทราบกันว่า สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกตกลงอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาเอง ตลาดหุ้นในยุโรปหรือในเอเชียรวมถึงประเทศไทยก็ตาม ผลพวงเนื่องมาจากเรื่องของซับไพรม์ที่ร้อนแรงมากในช่วงปีก่อน และตอนนี้ถือว่าระเบิดเวลาจาก
ซับไพรม์กำลังถูกจุดขึ้นทีละระลอก ...ซับไพรม์ หรือ sub-prime แปลว่า คุณภาพเป็นรอง เหตุการณ์นี้ มีต้นตอจาก sub-prime mortgage ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือสินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ที่มีเครดิตทางการเงินต่ำกว่ามาตรฐาน หรือคุณภาพรองลงมา โดยใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ลูกหนี้กลุ่ม
ซับไพรม์นี้สถาบันการเงินทั่วไปจะไม่ปล่อยกู้ จึงมีการตั้งบริษัทอิสระมาปล่อยกู้แทน ส่วนเงินที่บริษัทเหล่านั้นนำมาปล่อยกู้ บริษัทจะใช้วิธีการออกตราสารหนี้ โดยใช้อสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ค้ำประกันตราสารหนี้อีกที กล่าวคือ หากมีปัญหาลูกหนี้ผิดชำระหนี้ บริษัทเหล่านั้นก็ขายอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ เพื่อนำเงินไปจ่ายคืนให้คนที่ซื้อตราสารหนี้...ลูกหนี้ซับไพรม์เกิดขึ้นมากมาย เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการขายตราสารหนี้ออกไปทั่วโลก พอมาปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มซบเซา ซับไพรม์เริ่มไม่จ่ายหนี้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ ก็ตกเอาตกเอา บริษัทที่ปล่อยกู้ก็เลยเจอ 2 เด้ง เด้งแรก ถูกเบี้ยวหนี้ เด้งที่ 2 อสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ ราคาต่ำลง เงินก็เลยชักขาดมือ ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ที่ซื้อ
ตราสารหนี้ได้ ผลก็คือ พวกที่ซื้อตราสารหนี้ซับไพรม์เหล่านี้ เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ ขาดทุนยับเยินจากตราสารหนี้ที่ถือไว้... (คอลัมน์เดินหน้าชน, มติชน วันที่ 20 สิงหาคม 2550) ผลจากการขาดชำระหนี้ และราคาอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาตกลง อีกทั้งเป็นที่ทราบกันดีว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ในสหรัฐอเมริกาผู้ซึ่งซื้อตราสารหนี้ซับไพรม์เหล่านี้ไว้ มีการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก ต้องเทขายหุ้นออกเพื่อถือเงินสดไว้ เพื่อนำเงินไปชดเชยผลการขาดทุนของการถือ
ตราสารหนี้ซับไพรม์ จึงทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกทยายลงอย่างรวดเร็ว ทางด้านอเมริกาเอง นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ออกมากล่าวว่า จะใช้เงินจำนวน 145,000 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ เพื่ออัดฉีดเศรษฐกิจสหรัฐฯ บุช กล่าวว่า น่าจะเพียงพอ เนื่องจากเงินจำนวนนี้คิดเป็น 1% ของ GDP ของสหรัฐฯ แต่แล้วเศรษฐกิจสหรัฐฯ เองก็ยังไม่กระเตื้องขึ้น รวมทั้งตลาดหุ้นในเอเชียและยุโรป ก็ยังทยายลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯเอง ออกแถลงการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ลง 0.75% จากเดิมอยู่ที่ 4.25% มาอยู่ที่ 3.5% นับเป็นการปรับลดที่สูงที่สุดในรอบ23 ปี ของอเมริกา แต่ยังมีการคาดการณ์ต่อไปว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงเกิดขึ้นอีกในไม่ช้านี้ จากรายงานสำนักข่าวต่างประเทศ (เมื่อวันที่ 25 ม.ค.50) ที่ผ่านมา ระบุว่า นายจอร์จ
ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และผู้นำรัฐสภาของสหรัฐอเมริกาบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประชากรสหรัฐอเมริกา 117 ล้านครัวเรือน ประมาณ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยการคืนภาษีให้แก่ประชาชน 600 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคน และ 1,200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคู่สามีภรรยาที่แต่งงานกัน ส่วนครอบครัวที่มีบุตรจะได้รับเงินเพิ่มอีก 300 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบุตร 1 คน นอกจากนี้รายงานยังระบุว่า ปฏิกิริยาตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นทั่วโลกภายหลังบรรลุข้อตกลงดังกล่าว ปรากฏว่า ราคาหุ้นและน้ำมันต่างปรับตัวสูงขึ้น ตอบรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้ามีความคิดเห็นว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือ คืนภาษีให้แก่ประชาชน รวมทั้งอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจในขณะนี้ ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากในเรื่องของความเชื่อมั่นของนักลงทุนในขณะนี้ต่ำมากการเคลื่อนไหวในการลงทุนแน่นอนว่ายังคงซบเซาอีกหลายเดือน การแก้ปัญหาของทางรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้ง 3 แนวทางข้างต้นนี้ จะไม่ก่อให้เกิดการลงทุน หรือ กระตุ้นการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนได้เท่าที่ควร ข้าพเจ้าคิดว่า ควรเร่งสร้างความมั่นใจ ใช้จิตวิทยาโน้มน้าว นักลงทุน โดยใช้กลุ่มนักวิชาการ ผู้มีประสบการณ์ทางเศรษฐกิจมาสร้างความเชื่อมั่น สิ่งนี้ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นวิธีที่น่าจะได้ผลในระยะสั้น รวมทั้งงบประมาณก็จะไม่เสียไป โดยไม่เกิดผลกลับคืน แต่ในระยะยาว ทางสหรัฐฯ เองควรปรับปรุงโครงสร้างทางด้านการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งมีการตรวจสอบการปล่อยสินเชื่อให้เข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติการณ์ประเภทนี้ขึ้นอีก และที่สำคัญควรปลูกฝังค่านิยมของสังคมทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลกในเรื่องของ “การใช้อย่างพอดี กินอย่างพอดี” ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่9 ของเรา ที่ประกาศให้ประชาคมโลกได้รับรู้ถึง “แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” “มีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น ไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่อด” ซึ่งวิกฤติการณ์แฮมเบอร์เกอร์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในเรื่องของการใช้จ่ายเกินตัวอย่างชัดเจน
ขอบคุณมากค่ะ ที่ให้ข้อมูลที่ดี คุณ..noppadol