วันนี้ขอเขียนเรื่องการเมืองสักวันครับ
ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของการเมืองอีกช่วงหนึ่ง ใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และเราควรจะมีท่าทีอย่างไรในอนาคตต่อนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง และ คณะรัฐมนตรีอีกหลายๆท่าน
ขณะที่หลายท่านอาจจะผิดหวัง แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่อาจจะสมหวัง และพวกเราหลายคนในฐานะประชาชนคนไทย ควรจะมีท่าทีอย่างไร ต่อการเมืองของไทยในยุคปัจจุบัน
ตามความคิดเห็นของผมเอง ผมว่าท่าทีที่เหมาะสมต่อการเมืองไทย คงจะเป็นท่าทีที่ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ระหว่างการหมกมุ่นอย่างเอาจริงเอาจัง กับ การไม่สนใจใยดี
เพราะการหมกมุ่นอย่างเอาจริงเอาจัง อาจจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตและการดำเนินชีวิต ขณะที่การไม่สนใจใยดี ก็เป็นเหมือนกับการปล่อยปละละเลย ไม่รับผิดชอบร่วมกัน
ท่าทีที่เหมาะสม ผมว่าน่าจะอยู่ที่การมองอย่าง “อุเบกขา” คือ “เฉยมอง” หมายถึง มองแล้ววางเฉย ไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ มองเพื่อเป็น “ความรู้” อย่างเป็นกลางๆ ว่า เพราะเหตุเป็นอย่างนี้ จึงเกิดผลที่ตามมาอย่างนี้ และ มองว่า เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับเราอย่างไรบ้าง และ เราจะมีส่วนช่วยแก้ไขปรับปรุงได้อย่างไร ในส่วนที่เราพอจะทำได้ และ เป็นส่วนรับผิดชอบของเรา
ตรงนี้ต่างหาก ที่เป็นท่าทีที่สำคัญต่อการมองการเมืองไทยในยุคปัจจุบัน
ข้อสำคัญ คือ อย่ามองด้วย “ความรู้สึก” เมื่อมองด้วยความรู้สึก ก็จะเกิด ชิงชัง รักชอบ นำไปสู่การเอนเอียงและขุ่นมัวในจิตใจ
ทั้งนี้ เมื่อมองการเมืองแล้วเกิด “ความรู้สึก” ก็พยายามส่งความรู้สึกนั้นให้ “ปัญญา” ตรวจสอบ แล้วรีบปล่อยวาง
ผมขออนุญาตมองการเมืองอย่างใช้ “ความรู้” นะครับ ว่า
สังคมไทย เป็นแบบไหน ก็จะได้ สส. เป็นแบบนั้น
คนไทย เป็นอย่างไร ก็จะได้นายกรัฐมนตรีแบบนั้น
ดังนั้น จะได้ใครเป็นนายก จะได้ใครเป็นคณะรัฐมนตรี มองให้รับรู้แล้วปล่อยวางครับ
เพราะความเป็นไปทางการเมือง ไม่ได้เป็นไปตามความรัก ความชอบ หรือตามความคิดเห็นส่วนตัวของเราที่เราต้องการให้มันเป็นหรอกครับ แต่มันจะเป็นไปตามธรรมชาติของมัน
ดังนั้น ถ้าเรามองให้เข้าใจ ก็จะเห็นว่าเป็น “เช่นนั้นเอง” ครับ
สวัสดีค่ะ อ.วิชชา
อ๋อว่านะ ใครจะเป็นอะไรก็ให้เป็นไปตามกติกาค่ะ เป็นหน้าที่ของประชาชนไงคะ คือ"ยอมรับ" ในกติกาที่กำหนดค่ะ ถ้าได้เสียงข้างมากก็ได้จัดตั้งรัฐบาล ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้เป็นประธานสภา ก็ตามนั้นค่ะ
หากรัฐบาลทำหน้าที่ได้ไม่ถูกไม่ควร และไม่มีกติกาใดจะต้านทานได้ ก็เป็นหน้าที่ของประชาชนอีกนั่นแหละค่ะ ที่ต้อง" ยอมเละ" ไงคะ อะไรจะเกิดก็จงเกิดเถิด จะได้รับรู้ความเป็นจริงจากความจริงมิใช่รับรู้จากคำกล่าวโฆษณาชวนเชื่อใดๆค่ะ
คนเราจะรู้ได้ไงคะว่านรกมีจริง ถ้ายังไม่เคยตกนรก หรือคนเราจะเชื่อได้ไงค่ะว่าสวรรค์มีจริง ถ้ายังไม่เคยไปสวรรค์
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนค่ะ...ทุกสิ่งเป็นเช่นนั้นเอง
ขอบคุณค่ะ
อ๋อค่ะ
โดนที่ 1
เป็นหน้าที่ของประชาชนไงคะ คือ"ยอมรับ" ในกติกาที่กำหนด
โดนที่ 2
อะไรจะเกิดก็จงเกิดเถิด จะได้รับรู้ความเป็นจริงจากความจริง
โดนที่ 3
คนเราจะรู้ได้ไงคะว่านรกมีจริง ถ้ายังไม่เคยตกนรก หรือคนเราจะเชื่อได้ไงค่ะว่าสวรรค์มีจริง ถ้ายังไม่เคยไปสวรรค์
ทั้ง 3 โดน เป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยเลยนะครับ ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกเข้าไป ผลออกมาอย่างไร ก็ให้ประชาชนเป็นผู้ได้รับผลอันนั้น และเป็นผู้ตัดสินเอาเอง ว่าจะเอาอย่างไรต่อไป
ขอบคุณครับ
แวะมาคุยการเมืองด้วยคนค่ะ
- การเมือง ต้องมองอย่างเข้าใจ ท่าทีที่ลื่นไหล ต้องจับให้ได้ประเด็น
- นักการเมืองมีลูกเล่นแพรวพราว น่าสนใจ
- มองเฉยเสียบ้างก็ดีเหมือนกันค่ะ จะได้ไม่เครียด ยิ่งน้ำมันแพง เศรษฐกิจย่ำแย่ ทองก็แพง รัดเข็มขัดไม่รู้กี่เส้นแล้วค่ะ
ชีวิตนี้ใช้หนี้อย่างเดียว
สวัสดีครับ คุณเพชรน้อย ขอบคุณครับ ที่แวะเข้ามาเยี่ยม
นักการเมือง ก็เป็น “ครู” ของเราได้เหมือนกันนะครับ
แต่มองแล้วต้องปล่อยวาง
เพราะแค่คิดเรื่อง “ใช้หนี้” อย่างเดียว ก็พอทนแล้วครับ
ขอบคุณครับ
เห็นด้วยกับคุณหมอค่ะ
เป็นหน้าที่ของประชาชนไงคะ คือ"ยอมรับ" ในกติกาที่กำหนด
คนเราจะรู้ได้ไงคะว่านรกมีจริง ถ้ายังไม่เคยตกนรก หรือคนเราจะเชื่อได้ไงค่ะว่าสวรรค์มีจริง ถ้ายังไม่เคยไปสวรรค์
* เรื่องของการเมือง ต้องใช้เวลา และ ต้องอดทนครับ
* ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ และ รับผลการตัดสินใจของเขาเอง
* ผลออกมาจะเป็นอย่างไร ประชาชนก็จะเป็นผู้ประเมินผลเองครับ
* ประเมินผล เพื่อตัดสินใจครั้งใหม่
* ต้องใช้เวลา และ ต้องอดทน
ขอบคุณครับ