…หากไม่มีครู คงไม่มีหมอเก่ง ๆ คอยรักษา ไม่มีตำรวจทหารดูแลปกป้อง ไม่มีอัยการ คอยให้ความเป็นธรรมและคงไม่มีหลาย ๆ สาขาอาชีพคอยรังสรรค์และขับเคลื่อนสังคม…
….ตั้งแต่จำความได้มีคนเคยถามผมนับครั้งไม่ถ้วน..โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร? ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ตอบได้ไม่ยากนักสำหรับนักเรียนที่เรียนได้ที่หนึ่งของห้องมาโดยตลอด อย่างผม
     แน่นอนที่สุด ..คำตอบที่ผมเอ่ยออกไปนั้น มีพลังพอที่จะทำให้เจ้าของคำถามที่รัก
และหวังดีต่อผมรู้สึกยินดีที่ได้สัมผัสกับมัน และมันมีอานุภาพพอที่จะทำให้คนถามที่เป็นปุถุชน คนธรรมดาอิจฉาไปตาม ๆ กัน 
    
.. อัยการ หมอ นายอำเภอและตำรวจ คือคำตอบสำหรับคำถาม
เดียวกันแต่ต่างคนถาม มันเป็นอาชีพที่ผู้คนยกย่องว่ามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี กระทั่งพึงใจที่ให้ ลูกหลายของตนได้เป็น เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
  
.. หลายอาชีพที่ผมพร่ำเอ่ยออกไปล้วนแล้วแต่
เป็นอาชีพในฝันของผมทั้งนั้น ทว่าอาชีพหนึ่งที่ไม่เคยอยู่ในจินตนาการแห่งห้วงสำนึกของผมเลย นั่นคือ ..อาชีพครู.. เพราะหากเปรียบต่างกับอาชีพอื่น ๆ ที่ผมเคยตอบออกไปแล้ว มันรู้สึกต่ำต้อย ยิ่งนัก 
  
..ใช่.. คราบเหงื่อที่ถูกเคลือบด้วยฝุ่นชอล์ค มันความต้อยต่ำที่ปะแต้มไปตามเนื้อผ้าสีกากี
อันซีดจาง 
  
..ยิ่งไปกันใหญ่ หากพูดถึงค่าตอบแทนที่ไม่สมเหตุสมผลกับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง
ที่ถูกออกแบบมาพร้อมกับคำว่าจิตวิญญาณแห่งการเป็นครู ภาระหน้าที่ในการทำให้คนเขลา กลายเป็นคนรู้จักคิด คนไม่รู้กลายเป็นรู้ คนไม่มีระเบียบกลายเป็นมีวินัย คนเลวกลายเป็นคนดี และอื่น ๆ อีกมากมายที่ครูไม่อาจปฏิเสธ กระทั่งพึงใจที่ได้ทำมัน..

           
     
อยู่มาวันหนึ่งโรงเรียนของผมได้จัดงานเพื่อรำลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์
พานดอกไม้ ธูปเทียนที่นักเรียนนำมาบูชาครูเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นจนเห็นได้ถนัดตา..แต่ปีนั้นมีความพิเศษกว่าทุกปี เพราะมีรุ่นพี่ศิษย์เก่ามาร่วมพิธีด้วย.. หลังจากที่นักเรียนไหว้ครูเสร็จอยู่ ๆ ก็มีบางสิ่งบางอย่างมากระทบห้วงแห่งจิตใต้สำนึกของผม
    
.. ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้น
คือร่างของหญิงชราร่างแก่ที่ถูกห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีซีดจางนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาวกับเพื่อนร่วมอาชีพสามสี่คน ทว่านั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรมากนัก แต่ที่ดูเหมือนจะขัดตาหน่อยก็คือเบื้องล่างนั้นเป็นภาพของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และคนทำงานในสายอาชีพต่าง ๆ หมอบกราบอย่างเคารพนอบน้อม ต่อมามีเสียงสั่นรัวแต่แฝงด้วยความปราบปลื้มยินดี… “ครูดีใจที่พวกเธอประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงาน
       … ไม่นานนักดูเหมือนจะมีบางคนร้องไห้และสวนคำ
ทันที.. “ผมมีวันนี้ได้ก็เพราะครู” .. มันเป็นภาพที่ประทับใจและสะเทือนใจผมเป็นอย่างมากมากพอที่จะทำให้ผมกลับไปทบทวนบางสิ่งบางอย่างที่ผมเคยพร่ำเอ่ยไปแล้วก่อนหน้า..ผมพึ่งมาเข้าใจ..          
       สีอันซีดจางของอาภรณ์ที่ครูสวมใส่มันคือสัญลักษณ์แห่งความเมื่อยล้าจากความขยันหมั่นเพียรในการ
อบรมดูแลสั่งสอนลูกศิษย์และฝุ่นชอล์คที่หลุดจากแท่งลอยมาปะปนกับคราบไคล เสมือนหนึ่งเป็นพลังงานที่ใช้ไปกับการขับเคลื่อนให้ลูกศิษย์ไปถึงฝั่งฝันแห่งความสำเร็จ..           
    
หากไม่มีครู คงไม่มีหมอเก่ง ๆ คอยรักษา ไม่มีตำรวจทหารดูแลปกป้อง  ไม่มีอัยการ คอยให้ความเป็นธรรมและคงไม่มีหลาย ๆ สาขาอาชีพคอยรังสรรค์และขับเคลื่อนสังคม  จินตนาการเหนือคำบรรยาย.. “ครูคือผู้สร้าง” …   
                 
นายนรินทร์  จันทะคาม