www.tawanyimchang.com/number17/1706.html คมฉาน ตะวันฉาย....เรียบเรียง

 

 

 

 

              เจ้าน้อยศุขเกษม  <p>                          </p><td> </td>    <p>                                           เจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่</p><h1 class="normaltext">…………เรื่องมัน 60 ปีหม่าแล้ว  เจ้าศุขเกษมได้ไปเฮียนหนังสือที่เมืองมะละแหม่งพู่น   จึงเป็นเรื่องของกรรม ของเวรเขา........หมะเมี้ย........
              หมะเมี้ยเป็นสาวแม่ก๊า   คนพม่าเมืองมะละแหม่ง   งามล้ำดั่งเดือนส่องแสงคนมาแย่งหลงฮักสาว   หมะเมี๊ยะบ่ยอมมักไผ  มอบใจ๋หื้อหนุ่มเชื้อจ้าว   เป็นลูกอุปราชเท้าเจียงใหม่
              แต่เมื่อเจ้าชายจบก๋านศึกษา  จำต้องลาจากหมะเมี๊ยะไป    เหมือนโดนมีดสับ ดาบฟันหัวใจ๋ ปลอมเป็นป้อจาย หนีตามมา  
              เจ้าชายเป็นราชบุตรแต่สุดสิฮับเป็นพม่า  ผิดประเพณีสืบมาต้องร้างลา แยกกัน  โอะโอ๊   โอ๊เมื่อวันนั้นวันที่ต้องส่งคืนบ้านนาง  เจ้าชายก็จัดขบวนจ๊าง ไปส่งนางคืนทั้งน้ำตา
              หมะเมี๊ยะตรอมใจ  อาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา   สยายผมลงเช็ดบาทบาทา   ขอลากั๋นก่อนเน้อจ๊าดนี้   เจ้าชายก็ตรอมใจ๋ต๋าย  หมะเมี๊ยะเลยไปบวชชี  ความฮักมักเป็นเช่นนี้  แลเอยยยยยยยยยยยยยยยย..........
</h1><h1 class="normaltext">
.................................................................................................. </h1><h1 class="normaltext">
             ผมว่าหลายคนคงเคยผ่านหูหรืออาจจะประทับใจในบทเพลงเล่าเรื่อง”มะเมี๊ยะ”ของคุณจรัล  มโนเพชร  ศิลปินล้านนาผู้ล่วงลับไปแล้ว    เพลงนี้ออกมานานแล้วครับน่าจะเป็นช่วงที่ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีแรก  ( ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าอยู่ในอัลบัมชุดไหนของคุณจรัล)   ในเนื้อเพลงคุณจรัล ท่านเน้นไปในเรื่องของความรัก และความผิดหวังในรัก   แต่ก็มาสะดุดเมื่อมีคนมาเกริ่นบอกนำเรื่องในช่วง Intro เพลง  ก่อนจะมาสู่เนื้อเพลงดังกล่าว    ในตอนนั้น ซาบซึ้งกับดนตรี  ท่วงทำนองที่นำเสนอ และน้ำเสียงที่นุ่ม หวาน จนติดหูแม้ทุกวันนี้
            เกิดคำถามขึ้น(ในตอนหลัง)มากมายในเพลง  เช่น ทำไมเจ้าชายจึงรักกับสาวพม่าไม่ได้ ? เข้าใจละว่าผิดประเพณี   แต่กำแพงประเพณียิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ?   ทำไมหมะเมี๊ยะต้องสยายผมออกมาเช็ดเท้าเจ้าชาย มีความหมายอะไร? และอีกสารพันคำถาม    วันนี้       หลังจากที่ผ่อนจากเรื่อง”คลั่ง”ปราสาทเขมรมาแล้ว    ช่วงหลังเริ่มมา”คลั่ง”ล้านนาไทย” ตะลุยอ่านงานมันดะ  ก็สะดุดตากับเรื่องของ”มะเมี๊ยะ”(ซึ่งในเพลงก็ออกเสียงว่า”หมะเมี๊ยะ” ตามสำเนียงพูดล้านนา  ไม่ใช่”มะเมี๊ยะ”ตามสำเนียงพูดภาคกลาง ในที่นี้ก็เลยจะใช้คำว่า”หมะเมี๊ยะ”ก็แล้วกัน  อย่าหาว่าผม”สะดิ้งภาษา”เลย)
            อ่านมาเจอ ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟังต่อ   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงราวๆปี พ.ศ. 2446   ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 5    ซึ่งขณะนั้น  เมืองเชียงใหม่นั้นมีเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่   ช่วงนั้น  เป็นช่วงที่มีการล่าอาณานิคมจากประเทศทางยุโรป    อิทธิพลของอังกฤษกำลังรุกคืบเข้ามาทางเอเชีย  โดยตอนนั้น อังกฤษมีอิทธิพลเหนือพม่า และก็ดูท่าทีว่ากำลังจะรุกคืบเข้ามาทางดินแดนล้านนาเรา   
</h1><h1 class="normaltext">
           ซึ่งก่อนจะเล่าเรื่องหม๊ะเมี๊ยะ   ต้องเข้าใจก่อนว่า  เดิมนั้นอาณาจักรล้านนา ก็มีเจ้าปกครอง เป็นประเทศราชหนึ่ง  แต่ล้านนาตกไปเป็นเมืองขึ้นของพม่านานถึง 200 ปี  แล้วจึงมาเป็นประเทศราชของสยาม  </h1><h1 class="normaltext">          ซึ่งในการเป็นประเทศราชสยามนั้น ทางสยามให้คงไว้ซึ่งเจ้าผู้ปกครองนครเชียงใหม่เช่นเดิม  หลังพระเจ้าตาก ขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่ ก็ตั้งพระยาจ่าบ้านเป็นพระยาวิเชียรปราการ ครองเมืองเชียงใหม่ ตั้งเจ้ากาวิละ ครองนครลำปาง </h1><h1 class="normaltext">          ครั้นสิ้นสมัยพระเจ้าตาก    เจ้าพระยาวิเชียรปราการ ถูกข้อหาว่าฆ่าอุปราชก้อนแก้ว ผู้เป็นหลานตาย   จึงถูกจับสำเร็จโทษ รัชกาลที่ 1 โปรดให้เจ้ากาวิลละ จากนครลำปาง มาเป็นเจ้าครองเมืองเชียงใหม่ และเป็นประเทศราชของสยาม ที่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการไปกรุงเทพทุกปี   </h1><h1 class="normaltext">          ต่อมาก็ค่อยๆ ลดบทบาททางการปกครอง การบริหารลงเรื่อยๆ จนมาสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์เกรงการล่าอาณานิคมจากอังกฤษและฝรั่งเศสที่รุกคืบเข้ามาทางนี้  อาจจะมายึดเอาล้านนาไปเป็นอาณานิคม   โดยอ้างว่าพม่าเคยปกครองมาก่อน  อย่างในพื้นที่อื่นๆ ได้จึงยกเลิกระบอบการปกครองแบบประเทศราช และจัดตั้งการปกครองแบบมลฑลเทศาภิบาลขึ้นแทน  มีข้าหลวงเทศาภิบาลส่งขึ้นไปจากกรุงเทพไปปกครอง ศูนย์กลางปกครองอยู่ที่กรุงเทพ  </h1><h1 class="normaltext">          แต่ความหวาดระแวงว่าเจ้านายฝ่ายเหนืออาจจะเอาใจออกห่างก็ยังไม่คลาย   ทั้งๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือก็ซื่อสัตย์กับทางกรุงเทพไม่เสื่อมคลาย.
</h1><h1 class="normaltext">          ทีนี้เริ่มเข้าเรื่องหมะเมี๊ยะแล้วละครับ.... </h1><h1 class="normaltext">
          สมัยเจ้าอินทราวโรรส  ครองเมืองเชียงใหม่นั้น  เจ้าน้อยศุขเกษม   ซึ่งเป็นราชบุตรของเจ้าอุปราชนวรัฐ(ต่อมาเป็นเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย  </h1><h1 class="normaltext">          ซึ่งว่าไปแล้ว  เจ้าน้อยศุขเกษม ก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าผู้ครองเชียงใหม่ได้เหมือนกัน   ) ตอนนั้นเจ้าน้อยฯอายุ 15 ปี ถูกส่งไปเรียนหนังสือที่เมืองมะละแหม่ง เขตพม่า  ซึ่งคงจะเดินทางได้สะดวกกว่าการมาเรียนในกรุงเทพ  อีกทั้งขณะนั้นมะละแหม่งก็อยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษแล้ว มีการจัดระบบการศึกษาที่ดี  เจ้าน้อยจึงถูกส่งตัวไปเรียนที่นั่น  </h1><h1 class="normaltext">          ที่มะละแหม่ง เจ้าน้อยก็ไปพบรักกับสาวพม่าชื่อ”หมะเมี๊ยะ” ซึ่งเป็นแม่ค้าอยู่ที่นั่น   ว่ากันว่าสองคนนี้รักกันมาก เป็นรักแรกพบ ของคนเพิ่งจะรุ่นหนุ่มสาว   เขาว่ารักแรกมักตราตรึง   เจ้าน้อยและหมะเมี๊ยะก็เช่นกัน    ครั้นเจ้าน้อยจะกลับเชียงใหม่ ก็หมายจะนำหมะเมี๊ยะมาอยู่กินด้วยกันที่เชียงใหม่ ด้วย</h1><h1 class="normaltext">
          ทีนี้ตอนนั้น แม้ว่าเชียงใหม่จะมีเจ้าปกครองอยู่ก็ตาม  แต่อำนาจการบริหารจริงๆ อยู่ที่กรุงเทพ  ทำอะไรก็ยังเกรงใจทางกรุงเทพ  การที่เจ้าน้อย  ซึ่งเป็นเหมือนรัชทายาทมีคู่ชีวิตเป็นคนพม่า ซึ่งอยู่ในปกครองของอังกฤษนั้น อาจจะนำความไม่สบายใจมาสู่ทางกรุงเทพได้  </h1><h1 class="normaltext">          ซึ่งกรณีอย่างนี้นั้นสุ่มเสี่ยงกับการที่อังกฤษจะอ้างเป็นเหตุสัมพันธ์  อ้างเป็นเหตุในการล่าไปเป็นอาณานิคมได้     เจ้าอินทวโรรส  จึงนำเรื่องมาปรึกษากับผู้สำเร็จราชการมณฑลพายัพขณะนั้น(พระยานริศศรราชกิจ(สาย  โชติกเสถียร)   </h1><h1 class="normaltext">           พอทราบเรื่อง ผู้สำเร็จราชการเกรงว่าเรื่องนี้ ถ้าความทราบไปถึงในกรุงเทพ  ก็อาจจะทำให้ไม่สบายใจได้    เมื่อทางราชสำนักเชียงใหม่ เห็นว่าเรื่องราวอาจจะใหญ่โต นำมาซึ่งความหวาดระแวงแก่กันได้   จึงบีบบังคับให้เจ้าน้อย เลิกกับหมะเมี๊ยะ   </h1><h1 class="normaltext">           เจ้าน้อยนั้นไม่มีทางเลือก แม้ว่าจะรักกันมากกับหม๊ะเมี๊ยะปานใดก็ตามที      แต่ไม่อาจทานผู้ใหญ่และอนาคตของแผ่นดินได้   เจ้าน้อยจำใจต้องทำตาม  โดยการส่งหม๊ะเมี๊ยะกลับมะละแหม่งทั้งๆ ที่ยังรักกันเช่นเดิม </h1><h1 class="normaltext">
           วันส่งหม๊ะเมี๊ยเดินทางกลับมะหละแหม่งทางประตูหายยา    ประตูเมืองชั้นนอกของเมืองเชียงใหม่   เจ้าแก้วนวรัฐได้จัดขบวนข้าวของเครื่องใช้ให้หมะเมี๊ยะนำกลับพม่า  มีลูกหาบ 20 คน ช้าง 3 เชือก       </h1><h1 class="normaltext">           เมษายน  พ.ศ.2446  ประชาชนชาวเชียงใหม่รู้ข่าวคราว จึงพากันมาเพื่อจะได้เห็นหน้าหมะเมี๊ยะสาวงามชาวพม่า ที่ทำให้เจ้าชายหนุ่มหลงรัก  จนเกือบนำความขัดแย้งใหญ่โตมาให้เชียงใหม่    </h1><h1 class="normaltext">           ทั้งสองร่ำไห้กันตลอดเวลาปานว่าจะขาดใจ   เสียดายในสายสัมพันธ์อันสุดซึ้ง   หมะเมี๊ยะต้องจำใจขึ้นกูบช้าง แต่ก็หมดเรี่ยวแรง ขึ้นไม่ไหว ทั้งสองร่ำไห้และกอดกัน   เหมือนไม่ให้อะไรมาแยกสองร่างออกจากกัน  เสียงร่ำไห้ของทั้งสองคน นำพาให้บรรยากาศวันนั้นเศร้าสร้อย   </h1><h1 class="normaltext">           แล้วหมะเมี๊ยะก็ทำในสิ่งที่คนที่ไปร่วมส่งเธอในวันนั้น  ตื่นตะลึงถึงความรักอันยิ่งใหญ่   โดยนางก้มลงกราบที่บาทเจ้าน้อย   แล้วปล่อยมวยผมลงเช็ดบาทเจ้าน้อย   อันเป็นการแสดงความรัก ความภักดีอันยิ่งใหญ่ของหญิงสาวชาวพม่า   </h1><h1 class="normaltext">          เหตุการณ์ในครั้งนั้นตรึงอยู่ในความทรงจำ จนคนเฒ่าคนแก่นำมาเล่าสืบต่อกันอีกยาวนาน   แล้วขบวนช้างก็เดินทางออกจากประตูหายยา   สู่พม่า   ภาพขบวนช้างที่ลับหายนำความรันทดใจแก่เจ้าน้อยยิ่งนัก </h1><h1 class="normaltext">
          ต่อมาเจ้าแก้วนวรัฐ จัดการแต่งานให้เจ้าน้อยกับเจ้าหญิงบัวชุม   เจ้านายฝ่ายเหนือด้วยกัน  เพื่อให้หายจากความคิดถึงหมะเมี๊ยะ แต่เจ้าน้อยก็ไม่อาจลืมหมะเมี๊ยะได้   </h1><h1 class="normaltext">          ชีวิตหลังแยกจากกับหมะเมี๊ยะของเจ้าน้อย ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงานและชีวิตครอบครัวนับว่าล้มเหลว เจ้าน้อยเลยหันมาพึ่งสุราเพื่อระบายความทุกข์  ทุกคืนวันเจ้าน้อยพร่ำคิดถึงสาวพม่านามหมะเมี๊ยะ    สภาพจิตใจที่ทรุดโทรม  ร่างกายที่อ่อนแอด้วยสุรา   เจ้าน้อยตรอมใจและเสียชีวิตเพียงวัย 33 ปีเท่านั้น
          ส่วนหมะเมี๊ย เมื่อกลับถึงมะละแหม่ง ก็ทุกข์จมในความคิดถึงเจ้าน้อย  นางเดินทางมาเชียงใหม่ เพื่อหวังพบเจ้าน้อยอีกครั้ง  แต่ก็ถูกกีดกันจากราชสำนักเชียงใหม่   จนนางหมดปัญญา จึงเดินทางกลับมะละแหม่งแล้วโกนหัวบวชเป็นแม่ชีจนกระทั่งวันตาย
          ความรัก    การเสียสละอันยิ่งใหญ่  เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง เจ้าน้อยศุขเกษม ยอมเสียสละความสุขส่วนตัว จนกระทั่งสละชีวิต  เพื่อบูชาความรัก     ถ้าจะสรุปแบบคุณจรัลว่า   “..ความรักมักเป็นเช่นนี้  แลเอย...” ก็ได้   แต่จะเห็นว่า มูลเหตุนั้นเกี่ยวข้องกับการเมือง การปกครองสมัยนั้นด้วย
</h1><h1 class="normaltext">
         ที่วัดสวนดอก    อันเป็นวัดที่รวบรวมกู่อัฐิของเจ้านายฝ่ายเหนือ    อัฐิของเจ้านอยศุขเกษม  ก็อยู่ในกู่ในจำนวนนี้ด้วย      มีโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่    ปีโอกาสไปวัดสวนดอก  เดินหากู่เจ้าน้อยศุขเกษม   แล้วสงบนิ่งหน้ากู่ท่าน     อาจแว่วเสียงซึง   สะล้อ  บรรเลงเพลงมะเมี๊ยะ...แว่วลอยมาในโสตสัมผัสท่านได้  ขึ้นอยู่กับว่า...คุณศรัทธาในความรักเพียงใด.......
.................................................................................................
หมายเหตุ
                ผู้เขียนเคยไปเดินหากู่ที่บรรจุอัฐิเจ้าน้อย ศุขเกษมที่วัดสวนดอกหลายครั้ง ก็ไม่เจอ  ต้นปี ๕๐  ให้อ้วน ไปเดินหาอีกรอบ เพื่อเอารูปมาประกอบ ก็ไม่เห็นอีก  พบแต่กู่ที่บรรจุอัฐิ.....เจ้าน้อยปิง....ซึ่งไม่กล้าฟันธงว่าเป็นคนเดียวกับเจ้าน้อยศุขเกษม   โทรหาท่านอาจารย์ที่หอศิลป์ มช. หาท่านผู้รู้เกี่ยวกับเมืองเหนือหลายท่าน แต่ละท่านก็ไม่กล้าฟันธง มีแต่แนะนำให้ผู้เขียน โทรไปเช็คที่ท่านนั้นท่านนี้ จนผมอ่อนใจ   เลยขอเก็บไว้เป็นปริศนาว่า แท้ที่จริง อัฐิเจ้าน้อยศุขเกษม  เก็บไว้ที่ใดกันแน่  หรือท่านผู้อ่านท่านใดทราบก็บอกกล่าวมาด้วยก็จักขอบพระคุณยิ่ง  สติปัญญาผู้เขียนก็ทำได้แค่นี้ หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้มาช่วยกันต่อยอดทำให้เรื่องจบอย่างสมบูรณ์
</h1><p class="normaltext">         </p><p class="normaltext"> </p><h3>                                                                 สวัสดีครับ </h3>