|
บทบาทเทคโนโลยีสารสนเทศกับการบริหารการศึกษา
ทุกท่านเห็นด้วยใช่ไหมคะ
ว่าวิทยาการก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร
เป็นปัจจัยผลักดันที่ทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างพลโลก
อย่างไร้พรหมแดน (Globalization)
อย่างรวดเร็วนำไปสู่การผสมผสานความคิด ค่านิยม
ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างมวลมนุษย์ชาติ ที่เรียกว่า
“กระแสโลกาภิวัฒน์” เทคโนโลยีต่างๆ
ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ
เกิดการแข่งขันในด้านข้อมูลข่าวสาร
ด้วยการนำเอาความรู้และเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ
เพื่อมุ่ง
เป้าหมายความเป็นเศรษฐกิจและสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้
(Knowledge-based Economy/Society)
ประเทศไทยในฐานะที่อยู่ร่วมในสังคมโลก ทำให้ได้รับผลกระทบจากกระแสของโลกาภิวัฒน์ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว
จึงได้กำหนดแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
และกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศสำคัญไว้
5 กลุ่ม
คือ
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านภาครัฐ
(e-Government)
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านพาณิชย์
(e-Commerce)
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม (e-Industry)
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษา
(e-Education)
และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาด้านสังคม
(e-Society)
การศึกษาในฐานะกลไกพื้นฐานของการพัฒนาคน
เป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องเตรียมคนและสังคมให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการศึกษาในยุคโลกาภิวัฒน์
จึงเป็นการเตรียมกำลังคนที่มีความฉลาดในการที่จะเป็นบุคลากร นักคิดและนักเลือกข่าวสารข้อมูลมาใช้ในการดำเนินชีวิต
การวางแผนเพื่อพัฒนาการศึกษา
จึงต้องเน้น การวางแผนในเชิงรุก
โดยวิเคราะห์สถานการณ์และแนวโน้มของกระแสโลกที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย
และวิเคราะห์สถานการณ์การพัฒนาประเทศไทยโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อม
ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเพื่อหาทิศทางการพัฒนา “
คุณภาพคนไทย”
อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้รู้ทันโลก คนมีความสุข
ครอบครัวและชุมชนมีสันติสุข
การจัดการศึกษาในปัจจุบัน
จึงได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษามาใช้เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเรียนรู้ของผู้เรียน
เพื่อพัฒนาผู้เรียนในยุคโลกาภิวัฒน์
ให้มีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์
สังเคราะห์ข้อมูลและข่าวสาร
รูปแบบวิธีการเรียนการสอนที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล
มากขึ้น
กระบวนการเรียนการสอนเปลี่ยนบทบาทของครูจากการเป็นผู้ให้
ผู้ถ่ายทอด มาเป็นผู้ออกแบบการศึกษา
เพื่อพัฒนาคนที่มีความแตกต่างกัน
วิถีทางการเรียนรู้เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการใช้ “
เทคโนโลยีเข้มข้น”
ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ
หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยเราเองเริ่มมีการนำนวัตกรรมใหม่ทางการเรียนการสอนเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้
โดยเฉพาะเทคโนโลยี “
อินเทอร์เน็ต”
ได้มีการเห็นความสำคัญในการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
และเริ่มวางโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
ทางด้านการสื่อสาร
และกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อให้หน่วยงานทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาได้ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
ที่มีข้อมูลต่อเชื่อมอยู่ทั่วทุกมุมโลก
อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายย่อยจำนวนมาก
กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก
ทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายสื่อสารที่ใหญ่มากจนสามารถตอบสนองความต้องการในการค้นคว้าข้อมูลได้เป็นอย่างดี
(วิทยา เรืองพรพิสุทธ์.
2538 : 2)
ทำให้เกิดความต้องการในการใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งทรัพยากรเรียนรู้สำหรับผู้เรียน
เช่น การจัดระบบห้องสมุด การบริหารงานของฝ่ายธุรการ
การค้นคว้าข้อมูล
การเรียนการสอนทางไกลโดยใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ซึ่งจะก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรข้อมูลข้อสนเทศต่างๆ
อย่างเป็นประโยชน์สูงสุด
ลดความซ้ำซ้อน
เพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมาตรฐาน
ตลอดจนเพิ่มศักยภาพของการให้บริการข้อมูลที่สะดวกและรวดเร็ว
ตรงตามความต้องการของผู้ใช้
และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาระบบฐานข้อมูล
และระบบสานสนเทศต่างๆ
ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการวิจัยและพัฒนาการศึกษา
(Computer Time. 2538 : 18)
สำหรับประเทศไทย
มีการศึกษาเกี่ยวกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในด้านการศึกษา
ดังเช่น การศึกษาของ
ทิพวรรณ รัตนวงศ์ (2532)
ได้ศึกษาแนวโน้มหลักสูตรสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในปี
พ.ศ.2545
พบว่าการอุดมศึกษาในอนาคตเทคโนโลยีทางการศึกษาจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
การเรียนการสอนไม่จำกัดอยู่เฉพาะในห้องเรียนและภายในสถาบันการศึกษาอีกต่อไป
และเรวดี คงสุภาพกุล
(2538)
ได้ศึกษาการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตของนิสิตนักศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร
พบว่า
สาขาวิชาที่ศึกษามีความสัมพันธ์กับความบ่อยในการใช้
นิสิต
นักศึกษาสาขาสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ใช้ระบบมากกว่านิสิตนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์
และเป็นการใช้ตามสาขาวิชาที่ศึกษา คือ
นิสิตนักศึกษาสาขาสังคมศาสตร์
และมนุษย์ศาสตร์มีความสัมพันธ์ด้วยกัน
จึงใช้ระบบในการคุยกับเพื่อน
ในขณะที่นิสิตนักศึกษาสาขาสังคมศาสตร์
และมนุษยศาสตร์มีความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
จึงใช้ระบบในการคุยกับเพื่อน
ในขณะที่นิสิตนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์
จะใช้ในงานบริการค้นคว้างานวิจัยค้นคว้าข้อมูลวิชาการ
นิสิตนักศึกษามองเป็นอุปสรรคในการใช้ระบบ
คือตัวปัญหาของระบบ
เนื่องจากระบบมีการใช้งานในความเร็วต่ำ
เมื่อมีการใช้พร้อมๆ
กันก็จะเกิดการติดขัดต้องมีระบบช่วยแก้ปัญหา
ในปัจจุบันได้มีความพยายามจัดสภาพแวดล้อมทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนการสอนที่เรียกว่า
“อีเลิร์นนิ่ง” (e-learning)
ซึ่งเป็นการเรียนเนื้อหาหรือสารสนเทศสำหรับการสอนหรือการอบรม
ซึ่งใช้นำเสนอด้วยตัวอักษร ภาพนิ่ง
ผสมผสานกับการใช้ภาพเคลื่อนไหว
วีดิทัศน์และเสียง โดยอาศัยเทคโนโลยีของเว็บ
(Web Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา
รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีระบบการจัดการคอร์ส (Course
Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่าง
ๆ มีการจัดให้มีเครื่องมือการสื่อสารต่าง ๆ
เช่น e-mail, Webboard
สำหรับตั้งคำถาม
หรือแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างผู้เรียนด้วยกัน
หรือกับวิทยากร การจัดให้มีแบบทดสอบ
หลังจากเรียนจบ เพื่อวัดผลการเรียน
รวมทั้งการจัดให้มีระบบบันทึก ติดตาม
ตรวจสอบ และประเมินผลการเรียน
โดยผู้เรียนส่วนใหญ่แล้วจะศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์
ซึ่งหมายถึงจากเครื่องที่มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
รูปแบบการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอีเลิร์นนิ่งในประเทศไทย
พบว่าแต่ละหน่วยงานได้พัฒนาระบบ จัดการผู้เรียน
(LMS : Learining Management System)
ระบบจัดการเนื้อหา (CMS :
Content Management System) ของตนเอง
เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็ใช้ โปรแกรมเว็บ (Web
Programming) แตกต่างกันออกไปทั้ง PHP, ASP,
Flash Action Script, JavaScript
ทั้งนี้อาจจะจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง
หรืออาจจะพัฒนาโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเป็นการส่วนตัวก็ได้
เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่จะมาจากการขาดงบประมาณและการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมจากผู้บริหาร
นอกจากนี้มีบริษัทภายในประเทศไทยที่พัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการการเรียนชื่อ
Education Sphere (http://www.educationsphere.com/)
คือบริษัท Sum System จำกัด ที่พัฒนา
LMS Software ออกมาให้จำหน่ายและพัฒนาให้กับมหาวิทยาลัยรามคำแหง
เป็นหน่วยงานแรก
รวมทั้งศูนย์การศึกษาต่อเนื่องแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก็พัฒนาโปรแกรมจัดการหลักสูตรเนื้อหาวิชา และการจัดการเรียนการสอนชนิด
การเรียนผ่านเว็บ (Web-base Instruction)
โดยตั้งชื่อโปรแกรมว่า Chula E-Learning System
(Chula ELS) ออกมาให้บริการ
ความพยายามในการเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์
(e-Learning) ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาจากแนวคิดของ
แฮนแสน ซิลเวอร์
และสตรอง (Hansen, Silver and Strong)
ได้แบ่งรูปแบบการเรียน (Learning Styles)
ของผู้เรียนโดยทั่วไปออกเป็น 4
ประเภท คือประเภทที่ชอบการเรียนการตรง
(Directive)
ประเภทที่ชอบการเรียนแบบค้นคว้าด้วยตนเอง
(Inquiry) ประเภทที่
ชอบการเรียนแบบสร้างสรรค์ (Creative)
และประเภทที่ชอบการเรียนแบบร่วมมือกันทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม
(Cooperative) ผู้เรียนทุกคนจะมีรูปแบบการเรียนรู้ทั้ง
4 แบบอยู่ในตัวเอง
แต่จะมีลักษณะเด่นในรูปแบบหนึ่งเป็นพิเศษมากกว่ารูปแบบอื่น
ดังนั้นแม้ว่าจะต้องเรียนในรูปแบบที่ผู้เรียนไม่ชอบหรือไม่ถนัดก็ยังสามารถเรียนรู้ได้
แต่จะเรียนไม่ได้ดีเท่ากับการเรียนในรูปแบบที่ผู้เรียนชอบหรือถนัด
ซิลเวอร์ยังได้ชี้ให้เห็นว่าการกำหนดให้นักศึกษาเรียนในรูปแบบที่เหมาะกับธรรมชาติของนักศึกษา
จะเหมือนกับการบังคับให้นักศึกษาเรียนในรูปแบบที่ไม่เหมาะกับธรรมชาติของนักศึกษา
จะเหมือนกับการบังคับให้นักศึกษาเขียนหนังสือด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด
นั่นเอง
ซึ่งส่งผลให้มีนักศึกษาจำนวนมากที่ถูกจัดให้เป็นคนอ่อนนั้น
เป็นเพราะว่านักศึกษาเหล่านี้ต้องเรียนรู้ในรูปแบบหรือวิธีการที่ไม่เหมาะสมกับพวกเขานั้นเอง
(Perrin. 1994 :
140)
สำหรับประเทศไทยแม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์
(e-Learning) เต็มหลักสูตร
แต่ก็ได้เริ่มนำแนวคิดดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนแล้ว
เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ได้กำหนดเป็นนโยบายในระบบการศึกษาไร้พรมแดน แผน
มทส. (วิจิตร
ศรีสอ้าน. 2541)
ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินโดยเริ่มสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
แต่ยังไม่ได้ดำเนินการสอนแบบเต็มหลักสูตร
ส่วนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชก็ได้จัดทำโครงการศึกษาทางไกลผ่านวิทยาเขตเสมือนจริง
(Virtual
University)
โดยมีเป้าหมายที่จะทดลองใช้กับนักศึกษาปริญญาโทบางหลักสูตรในปีการศึกษา
2543 และจะขยายใช้กับนักศึกษาปริญญาโททั้งหมด
ในระยะต่อไป
รวมทั้งการเปิดสอนระดับปริญญาตรีบางหลักสูตรด้วย
(มหาวิทยาสุโขทัยธรรมธิราช.
2541) แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินการของทั้ง
2
มหาวิทยาลัยนี้เป็นการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบางรายวิชาเท่านั้น
มิได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเต็มหลักสูตร
การเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์
(e-Learning) จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ
ของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เช่น
ปัญหาด้านสถานที่เรียนในมหาวิทยาลัยไม่เพียงพอความต้องการของผู้สมัครเรียน
ทำให้ต้องจำกัดจำนวน ในการรับเข้าเรียน
แต่การเรียนในห้องเรียนเสมือนจริง
นักศึกษาไม่ต้องใช้สถานที่เรียนในมหาวิทยาลัย
แต่เรียนจากที่บ้านหรือที่ทำงานจึงสามารถรับนักศึกษาได้เป็นจำนวนมาก
และรับได้กระจายทั่วไปจึงช่วยลดปัญหาด้านการกระจุกตัวของมหาวิทยาลัยต่างๆ
ซึ่งรวมกันอยู่ในเมืองใหญ่ในตัวเมือง
ทำให้นักศึกษาที่อยู่ในชนบทไม่สะดวกในการเดินทางไปเรียนที่มหาวิทยาลัยและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก
แต่นักศึกษาที่เรียนผ่านระบบการการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์
(e-Learning) ไม่ต้องเดินทางไปรวมกันที่มหาวิทยาลัย
จึงบรรเทาปัญหาการเดินทางไปได้มาก
และยังแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านเวลาที่มหาวิทยาลัยปกติจะต้องเรียนในเวลาเดียวกันตามที่กำหนด
ไม่สามารถสับเปลี่ยนหรือเลื่อนได้
แต่ในการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning)
ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในเวลาที่สะดวกได้ซึ่งมีความยืดหยุ่นทางด้านเวลาสูง
นอกจากนั้นการมีโอกาสได้ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา
จะช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
และมีความชำนาญในการใช้เทคโนโลยี
เมื่อออกไปทำงานจะสามารถทำงานได้ทันที
ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว
นักการศึกษาจึงมีความพยายามที่จะจัดระบบการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์
(e-Learning)
ที่เหมาะสมกับการศึกษายุคปัจจุบัน
……………………………………………………….
บรรณานุกรม
กิดานันท์ มลิทอง.
เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม.
พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ :
อรุณการพิมพ์, 2543.
จิตเกษม
พัฒนาศิริ.
เริ่มสร้างโฮมเพจด้วย
HTML. กรุงเทพฯ
: วิตตี้ กรุ๊ป,
2539.
ใจทิพย์ ณ
สงขลา.
“การสอนผ่านเครือข่ายเวิลด์ไวด์เว็บ,”
วารสารครุศาสตร์. 27(3)
: 18 – 28 มีนาคม, 2542.
ชัยยงค์ พรหมวงศ์.
“สังเคราะห์ระบบทางการศึกษา,”
ใน
ประมวลสาระชุดวิชาการจัดระบบ ทางการศึกษา.
หน่วยที่ 4 หน้า
77-113. นนทบุรี :
สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
2536.
ชัยยงค์ พรหมวงศ์
และเชาวเลิศ
เลิศชโลฬาร.
“ระบบและการจัดระบบ,” ใน
ประมวลสาระชุดวิชาการจัดระบบทางการศึกษา.
หน่วยที่ 1 หน้า
1-62. นนทบุรี :
สาขาวิชาศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2536.
ถนอมพร เลาหจรัสแสง.
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน.
กรุงเทพฯ :
ภาควิชาโสตทัศนศึกษา คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541.
ทิพวรรณ รัตนวงศ์.
แนวโน้มหลักสูตรสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ในปี
พ.ศ.2545.
วิทยานิพนธ์
ค.ม. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
: กรุงเทพมหานคร, 2532.
ณัฐกร
สงคราม.
อิทธิพลของแบบการคิดและโครงสร้างของโปรแกรมการเรียนการสอนผ่านเว็บมีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพื้นฐานคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
ของนิสิตระดับริญญาตรี คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิทยานิพนธ์ ค.ม.
กรุงเทพฯ
: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543.
นิคม ทาแดง.
“การสร้างแบบจำลองทางการศึกษา,” ใน
ประมวลสาระชุดวิชาการจัดระบบ
ทางการศึกษา. หน่วยที่
5 หน้า 117-152.
นนทบุรี :
สาขาวิชาศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2536.
นิคม
ทาแดง
และทิพย์เกสร
บุญอำไพ.
“การวิเคราะห์ระบบทางการศึกษา,”
ใน
ประมวลสาระ
ชุดวิชาการจัดระบบทางการศึกษา.
หน่วยที่
3 หน้า
1-74. นนทบุรี
: สาขาวิชา
ศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัย
ธรรมาธิราช,
2536.
บุปผชาติ
ทัฬหิกรณ์.
“การประชุมทางวิชาการทาง
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาเรื่องการ เรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง,”
เวิลด์ไวด์เว็บเครื่องมือในการ สร้างความรู้.
กรุงเทพฯ
: สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการศึกษาไทย,
2541.
ปทีป
เมธาคุณวุฒิ.
ข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนการสอนทางไกล
โดยการใช้การเรียนการสอนแบบเว็บเบสต์
: เอกสารประกอบการวิชา
2710643 หลักสูตรและการเรียนการสอนทางการอุดมศึกษา.
กรุงเทพฯ
: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2540.
ปรัชญนันท์
นิลสุข.
“การประเมินเว็บช่วยสอน
Evaluation of Web – Based
Instruction,” เอกสารทางวิชาการ
เทคโน –
ทับแก้ว.
3(3) : 48-55 ; มิถุนายน-ตุลาคม,
2543.
เปรื่อง
กุมุท
และวาสนา
ทวีกุลทรัพย์.
“สู่การจัดระบบทางการศึกษา,”
ใน
ประมวลสาระ
ชุดวิชาการจัดระบบทางการศึกษา.
หน่วยที่
2 หน้า
63-125. นนทบุรี
: สาขาวิชาศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
2536.
|