วันก่อนได้มีโอกาสสนทนากับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอินเดียที่มีธุรกิจใหญ่โตในอินเดียและในต่างประเทศ รวมทั้งไทย มูลค่าธุรกิจก็ไม่มาก เพียงไม่กี่หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ
ในอินเดียขณะนี้ ธุรกิจหลายชนิดที่อยู่ในระดับโลก เป็นบริษัทอินเดียทั้งนั้น เจ้าของเป็นอินเดีย บริหารก็โดยคนอินเดียและมีบริษัทสาขาอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยมีผู้จัดการในแต่ละประเทศเป็นคนท้องถิ่น
ผู้บริหารคนนี้บอกว่า คนไทยจริงๆ แล้วก็เก่งมาก แต่มักจะอาย ไม่ค่อยกล้าโดยเฉพาะเรื่องภาษา และบอกต่อว่า สิ่งที่คนอินเดียต้องเรียนรู้จากคนไทยก็คือเรื่องของความสะอาด สุขอนามัยและสาธารณสุข รวมทั้งความสุภาพ ความมีน้ำใจ นอกเหนือไปจากภูมิประเทศที่สวยงาม
คนอินเดียที่ไปเที่ยวเมืองไทยจะประทับใจคนไทยมากที่สุดก็ตรงนี้
ถ้ามองในแง่ธุรกิจ ก็จะเห็นว่าแม้อินเดียจะเก่งในเรื่องไอที สามารถให้บริการออนไลน์แก่ลูกค้าประเทศต่างๆทั่วโลกได้ดี เป็นที่นิยม แต่ ในเรื่องที่เกี่ยวกับภาคบริการ ( services ) ของประเทศตัวเอง ยังต้องปรับปรุงและพัฒนาอีกมาก และคงจะต้องการบริการจากต่างประเทศเข้ามาทำให้สังคมดีขึ้นกว่าเดิมเหมือนกัน ดังเช่นที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำแห่งนี้ปรารภขึ้นมา คือในเรื่องของความสะอาด สุขอนามัยและสาธารณสุข ต่างๆ
จะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้ คงต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน นักธุรกิจคงจะมองเห็นช่องทางอยู่บ้าง
ฝากไว้ให้คิดในวันที่ 15 มกราคม
ด้วยความปรารถนาดี
สวัสดีค่ะ ดีนะคะเราต่างชื่นชมซึ่งกันและกัน และสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้
ได้อ่านบันทึกเรื่องที่แล้วด้วยค่ะ น่าสนใจมาก นึกถึงเขาพระสุเมรุเช่นกัน และนึกถึงอิทธิพลของอารยธรรม-ศาสนาฮินดูของอินเดียที่เฟื่องฟูในกัมพูชาจากที่เห็นที่นครวัด นครธมค่ะ
สบายดีนะคะ ไม่ได้สนทนากันที่นี่เสียนานเลย
คุณนายดอกเตอร์ครับ
สวัสดีครับ อากาศที่เดลีเริ่มจะหนาวน้อยลงแล้ว คาดว่าสัปดาห์หน้า น่าจะอุ่นกว่านี้
อารยธรรมและศาสนาฮินดูน่าศึกษามากครับ กำลังซึมซับสิ่งดีๆ ที่เห็นในอินเดียครับ
ดีที่ได้ไปอยู่ที่นั่น เห็นอยู่บ่อยๆ และด้วยทัศนะคติที่บวก จึงได้เห็น....หากมองจากเมืองไทย คงไม่มีทางเห็นสิ่งเหล่านี้
ผมสบายดี ขอบคุณครับ
ด้วยความปรารถนาดี
สวัสดีค่ะ
ภูมิใจแทนคนไทย ที่ต่างชาตินิยมชมชอบ ในบางสิ่งที่เราทำดี และขอชื่นชมคนไทยกันเองสักหน่อย ที่มีท่านนักการทูต ที่ยอดเยี่ยม เก็บละเอียด ของผู้ที่ตนนทนาด้วยได้เป็นอย่างดี นำมาฝาก คนร่วมชาติ
อีกไม่นาน คงได้มีโอกาสไปเยือนต่างแดน จะได้ขอนำ วิธีการ ทางการทูตไปใช้บ้าง ขอศึกษาหน่อยนะคะ คงไมว่ากัน
ขอบพระคุณค่ะ
สวัสดีค่ะท่านพลเดช
ดีใจที่เค้าเห็นด้านที่โดดเด่นของคนไทยนะคะ
ความมีน้ำใจ ความโอบอ้อมอารี ของคนไทย งดงามเสมอ
ขอบพระคุณที่นำเรื่องดีๆมาฝากค่ะ และเรียนว่าท่านได้รับ
Tagคิดถึงค่ะ
คุณเบิร์ดครับ
ที่น่าสนใจคือ การที่คนอินเดียระดับแนวหน้าเห็นสิ่งที่ดีของคนไทยและชื่นชม แสดงให้เห็นถึงโอกาส การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ระหว่างประเทศทั้งสองครับ
ซึ่งถือว่ามีความหมายมาก ถ้าในความหมายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็หมายความว่า สามารถจะเป็นมิตรกันได้
ถ้าในความหมายการค้า ก็หมายความว่า สามารถจะทำธุรกิจแล้วได้กำไรร่วมกันได้
ถ้าในความหมายประชาชนต่อประชาชน ก็แสดงว่าสามารถจะส่งเสริมวัฒนธรรมระหว่างกันได้
แต่เท่าที่ดู ผมรู้สึกว่าคนไทยยัง มีอคติกับ "แขก" มากไปนิดหนึ่ง หากปรับตรงนี้ได้ อินเดียจะเป็นอนาคตสำหรับประเทศไทยในหลาย
ต่อครับ------สงสัยกดผิด
หากปรับตรงนี้ได้ อินเดียจะเป็นอนาคตสำหรับประเทศไทยในหลายๆ เรื่องครับ
ขณะนี้จีนกับอินเดียกำลังจับมือกัน
ไทยเราจะอยู่ตรงไหนครับ ถ้าไม่ปรับทัศนคติ อาจจะไม่ทันคนอื่นเขา
ด้วยความปรารถนาดี
ปล. ขอบคุณสำหรับเรื่อง tagคิดถึง ครับ
สวัสดีค่ะท่านพลเดช
เบิร์ดชอบมากค่ะ
การที่คนอินเดียระดับแนวหน้าเห็นสิ่งที่ดีของคนไทยและชื่นชม แสดงให้เห็นถึงโอกาส การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ระหว่างประเทศทั้งสอง
ซึ่งถือว่ามีความหมายมาก ถ้าในความหมายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็หมายความว่า สามารถจะเป็นมิตรกันได้
ถ้าในความหมายการค้า ก็หมายความว่า สามารถจะทำธุรกิจแล้วได้กำไรร่วมกันได้
ถ้าในความหมายประชาชนต่อประชาชน ก็แสดงว่าสามารถจะส่งเสริมวัฒนธรรมระหว่างกันได้
นั่นน่ะสิคะ เรามองเห็นโอกาสนี้หรือไม่ ? โอย..อยากให้นักธุรกิจและภาครัฐเห็นบันทึกนี้เยอะๆจังค่ะ
ขอสวัสดีค่ะท่านพลเดชอีกคนนะคะ
ขอบคุณสำหรับความรู้ แบบ"รู้ลึก รู้จริง"
อดภูมิใจไม่ได้กับความเป็นไทยนะคะ
คุณเบิร์ดครับ
ผมเคยเห็นข่าวคนไทยคนหนึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับขยะหรือของใช้แล้วที่คนทั่วไปทิ้ง
อ่านข่าวแล้ว เคยดูสารคดีทางโทรทัศน์ก็เคย นึกชมในใจว่า เก่งเพราะมีวิสัยทัศน์ที่มองทะลุถึงสิ่งที่มีค่า ที่คนทั่วไปรังเกียจ
:)
แค่นี้นะครับ
ด้วยความปรารถนาดี
แต่เท่าที่ดู ผมรู้สึกว่าคนไทยยัง มีอคติกับ "แขก" มากไปนิดหนึ่ง หากปรับตรงนี้ได้ อินเดียจะเป็นอนาคตสำหรับประเทศไทย
สวัสดีค่ะ
เรื่อง นี้เราเคยสนทนากันแล้วนะคะ แต่ก็ยอมรับค่ะว่า อาจจะเป็นอย่างที่ท่านบอก เช่นนั้น จริงอยู่บ้าง
เพราะ อะไร เพราะบางสิ่งบางอย่าง ของคนอินเดียบางคน ในเมืองไทย และที่อินเดียเอง มากระทบกับ วัฒนธรรมหลัก บางอย่างของคนไทยเข้าอย่างค่อนข้างเด่นชัด กระมังคะ
เช่น คนไทย มีนิสัย อะลุ่มอะล่วย ขี้เกรงใจ ใจดี แต่คนอินเดียตรงข้าม
ดังนั้น พอเราไปเจอใครที่ มีบุคคลิกตรงข้ามกับเรา อย่างจัง เราก็เลย ไม่ปลื้ม จริงๆเป็นรื่องธรรมดามากนะคะ
แต่ถ้าเราได้ใกล้ชิดเขาจริงๆ เราอาจ เปลี่ยนทัศนคติก็ได้ค่ะ
ตัวอย่างนะคะ ลุกชายดิฉัน ต้องไปร่วมงานกับคนปากีสถาน ที่ประเทศอังกฤษ เพราะอยู่บริษัทเดียวกัน ทำ privatization ให้การสื่อสารของปากีสถาน เขาเลยสนิทกัน และไปทำงานด้วยกันในโปรเจ็กท์นี้ที่ปากีสถานด้วยกัน 1 เดือน
พอถามเขาว่า เป็นไง คนปากี เขาบอกว่า ดีนะ ผิดคาดเลย นิสัยก็ดี เอื้อเฟื้อด้วย ไม่นึกว่า จะดีอย่างนี้ บ้านเมืองก็ ใช้ได้ ขนาดมีอะไร ยุ่งๆตลอดนะ
จึงคิดว่า การที่เราดูเขาอย่างผิวเผิน อาจดูเขาผิดไปบ้างก็ได้
มีข้อสังเกตอยากเล่าค่ะ
คนปากีที่เล่านี้ อยู่ที่อังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ จบปริญญาโทที่ อ็อกฟอร์ด แต่เขากลับมีเลือดรักชาติ แรงกล้ามาก นะคะ พอพูดถึงประเทศของเขาๆจะอธิบายอย่างภูมิใจมากๆค่ะ เรียกว่า ภูมิใจนำเสนออย่างสุดๆ จนเพื่อนๆ ต้องยิ้มกันไปตามๆกัน อย่างเอ็นดู
เขาบอกว่า ถึงแม้ประเทศเขาจะจน จะยุ่งเหยิง ใครๆก็มองในแง่ไม่ดี แต่เขารักชาติของเขาค่ะ มากๆด้วย
พวกฝรั่งทั้งหลายที่เป็นColleagues นะคะ ไม่มีใครกล้าพูดไม่ดีเกี่ยวกับปากีสถานเลย กลัวโดนเอาเรื่องค่ะ
ดิฉันรู้จักเขา เพราะเขา ตามลูกมาเที่ยวเมืองไทยด้วย
สวัสดีครับ
ผมก็เคยได้ยินเรื่องดีๆ เกี่ยวกับคนอินเดียและคนปากีสถานครับ
ทุกวันนี้ คนอินเดียหรือปากีสถานที่อยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีมากมาย ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็มีมากมาย
คนไทยเวลาเห็นคนอินเดีย คนปากีสถานหรือแม้แต่เนปาล บังคลาเทศ เหมาว่าคือ "แขก" หมด
คำว่าแขก เคยมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า อย่าไปเรียก "แขก" เพราะมีนัยยะของการดูถูกอยู่
สังคมระหว่างประเทศไม่ได้ต่างจากสังคมในประเทศเลยครับ หากมีมนุษยสัมพันธ์ที่อยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคกัน ก็จะทำให้สังคมนั้นน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยครับ
ช่วงที่ไปบวชที่พาราณสี ตามข้างทาง เห็นคนขายมันทอดคล้ายกล้วยแขกบ้านเรา ทำให้สงสัยว่า กล้วยแขกที่เราทานกันทั่วบ้านทั่วเมืองคงจะไปจากอินเดียนะครับ
ที่น่าสงสัยคือการเรียกว่ากล้วยแขก เป็นเพราะคนขายเป็นแขกหรือว่าเป็นเพราะเป็นอาหารที่มาจากอินเดีย
ใครรู้ช่วยบอกด้วยครับ
คิดว่า อาหารนี้ไม่ได้มาจากอินเดียนะคะ
เพราะมีการใช้ น้ำปูนใส ทำโดยนำปูน(สีแดงๆ)ที่รับประทานกับหมากมาละลายน้ำสะอาด ตั้งทิ้งไว้ แล้วรินน้ำใสมาใช้ เพื่อให้กล้วยกรอบค่ะ และไม่มีเครื่องเทศอินเดียด้วยค่ะ แต่ทำไมเรียกกล้วยแขก ไม่ทราบค่ะ ไม่เคยเห็น แขกทอดเลยสักที
1. กล้วยน้ำว้า 2. แป้งข้าวเจ้า 3. แป้งสาลี 4. ผงฟู 5. มะพร้าวขูด 6. เกลือ 7. น้ำ 1 1/2 ถ้วยตวง8. งาคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ9. น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ10. น้ำมันสำหรับทอด 2 ถ้วยตวงขอบคุณครับ
เลยได้สูตรทำกล้วยแขก
จะได้ลองทำทานที่อินเดียครับ
ยังติดใจครับที่ว่าไม่ใช่อาหารอินเดีย
ที่ผมไปพบคือที่พาราณสี ซึ่งวิถีชีวิตนั้นกล่าวกันว่ามีมานานกว่า 3 พันปีแล้ว เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นจนทุกวันนี้
ใครทราบประวัติของกล้วยแขก ช่วยบอกทีครับ
จะเป็นไปได้ไหมว่าแขกเคยขาย แต่ไม่ได้ขายแล้ว
หรือ
จะเป็นไปได้ไหมที่แพร่หลายมาจากอินเดียก่อนแล้วมีคนไปนำเข้ามาในสยาม จนเรียกกันว่ากล้วย(จาก)แขก
ทุกวันนี้ เห็นมีแต่คนไทยนะครับที่ทอดกล้วยแขก
ว่าแล้ว ก็จะต้องนำสูตรที่ให้ลองทำทานครับ
สวัสดีค่ะท่านพลเดช
เบิร์ดไม่แน่ใจกับประวัติของกล้วยแขกเช่นเดียวกันค่ะ แต่ที่เคยฟังคุณยายเล่าท่านเล่าว่าได้รับประทานกล้วยแขกตั้งแต่จำความได้ในสนนราคาชิ้นละไม่กี่อัฐกี่สตางค์ บางบ้านก็นิยมทำรับประทานกันเองในครัวเรือน จึงอาจทำความเข้าใจกันว่ากล้วยแขกเป็นมรดกในวิถีชีวิตของคนไทยมาหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ยังมีข้อมูลที่ระบุให้ทราบต่อไปว่า ขนมไทยแท้ๆนั้นจะไม่มีการปรุงโดยวิธีทอด มีแต่ ปิ้ง นึ่ง เชื่อม หรือต้ม ฯลฯ น่ะค่ะ
ดังนั้นกล้วยแขกจึงอาจเป็นอาหารหวานที่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศในยุคสมัยที่เราเริ่มรับเอาวัฒนธรรมจากต่างชาติจากการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าก็ได้ค่ะ เช่นเดียวกับขนมทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง หรือภาชนะอื่นๆที่ไทยนำมาปรับใช้ในวิถีไทยจนกลายเป็นวัฒนธรรมของคนไทย และจากการสืบค้นข้อมูลก็ยังพบอีกว่า อาหารหรือของหวานที่ทำจากกล้วยนั้น หลายประเทศในแถบเอเชียมีความคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะข้าวเหนียวปิ้งไส้กล้วย ข้าวต้มผัด และกล้วยทอด หรือกล้วยแขกของไทย ซึ่งจะพบเห็นได้ทั่วไปตามร้านค้าบาทวิถีทั้งในประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า บังคลาเทศ อินเดีย มาเลเซีย กัมพูชาค่ะ
น่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยมีที่มาแบบที่ท่านตั้งข้อสงสัยไว้ก็ได้ค่ะ
สวัสดีค่ะ
อ่านเรื่องกล้วยแขกแล้ว ทำให้นึกอยาดกินเลย ต้องทอดกรอบๆ กากก็อร่อยดี
ต้นตำรับมาจากไหน ลองค้นดูแล้ว ก็ไม่มีใครยืนยันแน่นอน
รู้แต่ว่า สมัยก่อน ถุงกล้วยแขก ทำให้เรามีความรู้มากมาย เขาจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์มาพับถุง หลายๆขนาด กินกล้วยแขกหมด ก็อ่านหนังสือบนถุงต่อ แต่เดี๋ยวนี้ เขาบอกว่าอันตรายจากหมึกพิมพ์ จะซึมเข้าไปในเนื้อกล้วยแขก อันตราย จึงงดการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์พับถุง
เป็นประสบการณ์ เด็กบ้านนอกๆ มาเล่าให้ฟังค่ะ วันนี้จะไปซื้อกล้วยแขก เจ้าอร่อยของบางพระกินค่ะ ถ้าพ่อค้าใจดี จะลองถาม ว่าประวัติกล้วยแขกนี่มาจากไหน..
คุณเบิร์ดครับ
ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าสนใจนะครับ
คำที่ใช้กับกล้วยทอดทำไมต้องใช้ว่ากล้วยแขก ทำไม่ไม่ใช้กล้วยไทย กล้วยจีน
หรือขนมจีน ทำไมไม่ใช้ขนมไทยหรือขนมแขก
หรือที่คุ้นกันในยุคนี้ ฝรั่งเวียดนาม
หรืออะไรก็ตามที่ใช้คำระบุถึงที่มา น่าจะมีเหตุว่าเพราะมาจากที่นั้นๆนะครับ
ใครก็ตามที่ใช้คำเหล่านี้เป็นคนแรก นับว่ามีความชัดเจนในตัวนะครับ
โยคัน้อย
กล้วยแขกเป็นของทานเล่นที่เป็นไทยจริงๆ ครับ เพราะไปหลายประเทศในเอเซีย ก็ไม่พบที่เหมือนกล้วยแขกเลย มีบ้างที่คล้ายกันแต่อร่อยสุดต้องเป็นกล้วยแขกของไทย
เสียดายที่ทุกวันนี้ พอมีห้างใหญ่ๆ วิถีชีวิตก็เปลี่ยนเพราะมีสินค้ามีมากมาย ของทานก็มีมากมาย รวมทั้งของจากต่างประเทศ ทำให้คนไทยไม่ทานกล้วยแขกแล้ว จะไปทานเค็ก ขนมปังฝรั่งกันหมด
ถ้าไปกุสินารา อาจได้ทานมันทอดนะครับ
เข้ามาอีกทีค่ะ
เศรษฐกิจอินเดียตอนนี้หลากหลาย
และครอบคลุมทั้งภาคเกษตรดั้งเดิมจนถึงเกษตรสมัยใหม่ การผลิตสินค้าหัตถกรรม จนถึงอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งรวมถึงความก้าวหน้าการศึกษา และอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์
แต่รูสึกว่า เขาจะได้เปรียบดุลการค้าไทยอยู่นะคะ
สินค้าของไทย สำคัญ 5 รายการแรกของไทยไปอินเดีย ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ เป็นต้นสินค้านำเข้าสำคัญ 5 รายการแรกจากอินเดีย ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า กากพืชน้ำมัน สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะ เป็นต้น
อินเดียมีประชากรตั้ง 1,000ล้าน
ตอนนี้ไม่ทราบว่า การค้าเรากับเขา เป็นอย่างไรบ้างคะ ไม่ค่อยได้ติดตาม นานแล้วค่ะ
สวีสดีครับ
การค้าไทย-อินเดียในปี 2549 มีมูลค่า 3,406.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 1.33 ของมูลค่าการค้าไทยต่อโลก เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.43 ไทยส่งออก 1,803.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอินเดีย 1,603.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลครั้งแรกในปี 2548 มูลค่า 255.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2548 อินเดียเป็นคู่ค้าลำดับที่ 19 ของไทย และมูลค่าการลงทุนของไทยในอินเดียเป็นลำดับที่ 3 ในกลุ่มอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย
(รายละเอียด จากนี่ครับ http://www.thaiemb.org.in/th/information/index.php
ขอบพระคุณค่ะสำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์