หนูมีแรงบันดาลใจจาก "ลูก" เพราะว่าเขาเป็นออทิสติก ตอนแรกๆ ไม่รู้เรื่องว่าเขาเป็น ก็มีคนมาถามว่า เอ๊ ขนาดนี้แล้วก็ยังทำอะไรไม่ได้ๆ พอหนูไปรักษาก็อาจจะช้าไปหน่อย (2 ปี) เพราะส่วนใหญ่เขาก็มากันตั้งแต่ขวบกว่า ตอนนี้เขาก็สามารถทำอะไรได้ตามปกติ ก็อยากจะให้กลุ่มผู้สูงอายุช่วยเราในด้านนี้ ทำให้เวลาเห็นเด็ก เห็นใครๆ ก็อยากหาข้อบกพร่องให้ได้

น้องแจ่มจันทร์ ตันดี จากศูนย์สุขภาพชุมชนแม่อิง จ.พะเยา ทำโครงการเรื่อง "พัฒนาผู้สูงอายุแกนนำในการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคในช่องปากเด็กก่อนวัยเรียน" หรือใช้คำง่ายๆ ว่า "ผู้เฒ่าเฝ้าบ้าน สอนลูกหลาน พัฒนาการสมวัย ป้องกันภัยโรคในช่องปาก"

เธอบอกว่าความภาคภูมิใจจากโครงการ ก็คือ

  • ภูมิใจที่กระทรวงฯ ได้พิจารณาโครงการ และให้โอกาสทำงาน ทำให้ได้มีโอกาสทำงานกับผู้สูงอายุ ได้คลุกคลีกับผู้สูงอายุ แล้วก็พบว่า ผู้สูงอายุไม่ทุกคนที่ว่า จะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ มีส่วนที่มีศักยภาพในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
  • สอง คือ เราช่วยกระตุ้น มีส่วนในการผลักดัน เอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในผู้สูงอายุมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม มาช่วยดูแลค้นหาสิ่งที่เป็นปัญหา ถ้าเด็กได้รับการค้นหา และดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถดูแลรักษาได้ทันท่วงที เช่น ด้านพัฒนาการ ถ้าเราค้นหาตั้งแต่แรกๆ จะได้ให้เขาเข้าสู่โครงการรักษาพยาบาล 

ผู้สูงอายุที่นี่จะมีกลุ่มออกกำลังกายอยู่แล้ว เขามาออกกำลังกายทุกเย็น เวลาพูดคุย เขาก็มีความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ ในกลุ่มนี้จะมีอดีตหัวหน้า สอ. อยู่ที่นั่นด้วย เขาก็จะช่วยเราในทางด้านวิชาการได้มาก

ตอนแรกที่เอาผู้สูงอายุมาช่วย ไปพูดให้เขาช่วยก็ได้กลุ่มใหญ่เลย 30 คน แต่ทำไปทำมา ปัญหาของกลุ่มก็เริ่มขึ้น ความสม่ำเสมอของการมาของบางคน ภาระหน้าที่ในครอบครัว ในหมู่บ้าน ก็เหลือกลุ่มเป้าหมายแค่ 14 คน

เจ้าหน้าที่ สอ. จะเวียนกันไปให้ความรู้แก่เขาทุกเย็น เราไม่ได้เน้นวิชาการมาก  แต่จะมีการฝึกปฏิบัติไปด้วย อย่างเช่น เรื่องของการแปรงฟัน ก็ไปสอนสักนิดหนึ่ง และให้ทดลองกันทำ เอาลูกหลานเขาก่อน ยังไม่ไปเอา case เฉพาะเจาะจง ถ้าเราทำตอนเย็นอย่างนี้ ก่อนที่เขาจะทำกิจกรรม ก็จะไม่เสียเวลาเขามาก ที่ สอ. จะติดอยู่กับโรงเรียน และที่โรงเรียนมีการทำแปลงเกษตร เด็กก็จะมาทำงานเกษตรอยู่แล้ว

หนูมีแรงบันดาลใจจาก "ลูก" เพราะว่าเขาเป็นออทิสติก ตอนแรกๆ ไม่รู้เรื่องว่าเขาเป็น ก็มีคนมาถามว่า เอ๊ ขนาดนี้แล้วก็ยังทำอะไรไม่ได้ๆ พอหนูไปรักษาก็อาจจะช้าไปหน่อย (2 ปี) เพราะส่วนใหญ่เขาก็มากันตั้งแต่ขวบกว่า ตอนนี้เขาก็สามารถทำอะไรได้ตามปกติ ก็อยากจะให้กลุ่มผู้สูงอายุช่วยเราในด้านนี้ ทำให้เวลาเห็นเด็ก เห็นใครๆ ก็อยากหาข้อบกพร่องให้ได้

ตอนไปคุยกับผู้สูงอายุให้ช่วยเหลือ ก็ยกตัวอย่างลูกของเรานี่ละค่ะ ให้ผู้สูงอายุฟังเลยว่า เด็กอย่างนี้นะ ที่สมควรได้รับการแก้ไข เพราะผู้สูงอายุเป็นคนที่อยู่ในหมู่บ้าน เขาจะต้องเชื่อถือกันอยู่แล้ว เพราะเขาก็เคยมีประสบการณ์การเลี้ยงดูลูกหลานอยู่แล้วด้วย

ในโครงการนัดมาทุกวัน ก็มาพูดคุยกัน เขาช่วยในเรื่องพัฒนาการ ดูภาวะโภชนาการ ดูแลฟันง่ายๆ ให้ดูแลเด็ก 11 คน เพราะว่ามีเด็ก 1 คน ที่เป็นปากแหว่งเพดานโหว่ เด็กดาวน์ 1 คน นอกนั้นปกติ ก็จะมีน้ำหนักเกิน 1-2 คน

ตอนที่ให้ผู้สูงอายุกรอง ก็จะให้เขาดูปัญหาว่า แต่ละคนมีปัญหาด้านใดบ้าง อย่างเด็กปากแหว่ง พ่อแม่อาจจะเครียด ก็ไปเชิญพี่พยาบาลไปด้วย เพื่อไปให้คำแนะนำหลังจากที่ผู้สูงอายุดูแลอยู่แล้ว

ผู้สูงอายุจะประเมินข้างต้น แล้วก็ส่งมาให้เรา ส่วนมากคนแก่อยู่บ้าน และจะเจอผู้สูงอายุอยู่กับเด็กอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูทำนา

  • การทำงานเช่นนี้ ก็พบว่า ที่สถานีอนามัยมีกรณีผู้สูงอายุที่พยายามฆ่าตัวตาย ก็คือ อยู่คนเดียว แต่พอมาทำเรื่องเด็ก สุขภาพจิตเขาก็ดีขึ้น ก็ไม่คิดฆ่าตัวตายอีก ... นี่เป็นความภูมิใจอันหนึ่งที่เหมือนกับไปช่วยทำให้เขาแข็งแรงขึ้น

เวลาที่ได้ไปทำงานที่นี่แล้ว เกิดความผูกพันมากขึ้น เหมือนกลายเป็นลูกหลานของเขา ตอนนี้ก็เหมือนเราแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีอะไรเขาก็จะเรียกเรา ถ้าวันนี้วันอะไร วันก่อนวันทำบุญ ก็จะมีขนมมาแจก มาพูดมาคุยกัน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการดำเนินงาน

  • ผู้สูงอายุเขาเป็นคนในหมู่บ้าน เขาใกล้ชิดกับชุมชนมากกว่าเรา เขาก็ต้องเห็นก่อนเรา และถ้าเรามีกลุ่มนี้ เขาก็จะสามารถมาบอกเล่าให้เราฟังได้ เช่น เด็กคนนี้นะ ขวบกว่าแล้วยังเดินไม่ถนัด ยังเดินไม่ได้ ยังต้องเกาะ จูง อย่างนี้ แล้วจะทำยังไงดี เราก็ชวนเขาคุย ว่า เอ แล้วคุณยายล่ะ ทำยังไงบ้าง บางคนก็ใช้ อีดอ้อยมั๊ย อะไรอย่างนี้ (อีดอ้อย เป็นแกน เอาไม้สอดตรงกลาง ให้เด็กเดิน เป็นการฝึกพัฒนาการเด็กให้เด็กหัดเดิน เหมือนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น บางพื้นที่ใช้กะลา จะช่วยคนที่พิการให้เดินได้)
  • เรื่องการเยี่ยมบ้าน เพราะว่า การเยี่ยมบ้านเราไม่ได้เฉพาะเจาะจง แต่เราได้ข้อมูลของญาติพี่น้องรอบๆ บ้าน หรือปู่ย่าตายาย หรือพี่น้องบางคน เขาอาจจะมีโรคประจำตัวที่เราเข้าไม่ถึง เพราะว่าเขาไม่ได้มารับบริการที่สถานีอนามัย พอได้ข้อมูลก็สามารถเอาข้อมูลของเขามาให้พี่ที่ สอ. และช่วยในการวางแผนได้
  • ข้อจำกัดในการเลือกบุคคลที่มาเข้ากลุ่ม ต้องคำนึงให้มากขึ้นว่า เขามีขีดข้อจำกัดไหม สุขภาพร่างกายของเขาแข็งแรงดีไหม และชุมชนเขายินยอมทำตามเราหรือไม่ บางเรื่องบางอย่างก็จะมีข้อจำกัดของชุมชน เช่น เรื่องพัฒนาการ ถ้าเห็นว่าลูกเขามีปัญหา เราอยากให้เขาร่วม ผู้ปกครอง หรือว่าชุมชนอาจไม่ยอมรับ เพราะว่าเรื่องพัฒนาการบางเรื่อง ยังเข้าไม่ถึงเขา ก็ต้องค่อยๆ เข้าไป ไปคุยทีละหน่อยๆ เข้าคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง ไปชี้เป็นชี้ตายให้เขาเลยไม่ได้ เขาจะไม่ยอมรับ เพราะเหมือนกับเป็นปมด้อย
  • เรื่องการบริหารงานโครงการ กับองค์กรในท้องถิ่น ต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวค่อนข้างจะมาก เวลาไปขอการสนับสนุน ขอความร่วมมือ ก็ต้องใช้วิธีการ เขาให้เราทำอะไร เราก็ทำให้เขา เช่น มีงานในที่ทำงาน งานทั่วๆ ไป เราก็ไปช่วย หรือโครงการของเขาเราก็ไปช่วย ทำอะไรเล็กอะไรน้อยก็ช่วย เสริฟน้ำก็ช่วย ทั้งหมด เพราะว่าต้องทำกันด้วยใจ ถ้าไม่มีใจให้กัน ก็ทำไม่ได้
  • ความคาดหวังตามจุดประสงค์แรก ต้องมีการสร้างแกนนำของผู้สูงอายุ 30 คน สุดท้ายเหลือ 14 คน เราจึงไม่ควรตั้งเป้าหมายให้สูงเกินไป แค่ทำให้ผู้สูงอายุ 1 คน มีสุขภาพจิตดีขึ้น ดูแลเด็กได้ 1 คน ก็ภูมิใจ แค่เห็นรอยยิ้มของเขา

กิจกรรมที่ประสบความสำเร็จ

  • สามารถทำให้ผู้สูงอายุมีบทบาทหน้าที่ในการดูแลเด็ก 50%

สุดท้ายจากเรื่องเล่าของคุณแจ่มจันทร์ กลุ่มช่วยกันสรุปปัจจัยความสำเร็จของเธอในการทำงานนี้ ก็คือ

  • มีแรงบันดาลใจการทำงาน จากปัญหาสุขภาพของบุคคลใกล้ชิด และอยากให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการดูแล และแก้ปัญหาร่วมกัน
  • มีจุดยืน หรือเป้าหมายการทำงาน เพื่อพัฒนาสุขภาพชุมชนที่ชัดเจน
  • ทีมผู้สูงอายุที่เข้มแข็งมีอยู่แล้ว โดยมีอดีตหัวหน้า สอ. เป็นแกนนำ
  • มีมนุษย์สัมพันธ์ มีความจริงใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำงานแลกงาน ทำแล้วสนุกกับงาน
  • มีสัญญลักษณ์เสื้อทีม เพื่อที่จะทำให้เวลาผู้สูงอายุไปที่ไหน ชุมชนก็จะรู้ว่า ท่านนี้เป็นแกนนำในการออกกำลังกาย

น้องเขาทำงาน สนุกกับงานชุมชนจริงๆ เลยค่ะ น่าภูมิใจในตัวน้องแจ่มจันทร์จริงๆ

รวมเรื่องเล่า แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความภูมิใจ/ความสำเร็จ การดำเนินงานทันตฯ ในชุมชน