ที่จำต้องบังอาจฟันธงและนำเสนอ เป็นเพราะไม่อยากตกเป็นจำเลยคนแรกของสังคมอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งๆที่จริงแล้ว "ตัวครู" มีส่วนอยู่ที่หางแถวของมูลเหตุทั้งหมดทั้งมวล

          ในบันทึกคนไทย ~ การศึกษาไทย : รัฐบาลใหม่และเจ้านายที่เคารพ (1) 

        ครูวุฒิได้เกริ่นนำถึงสภาพปัญหาการศึกษาของไทย  โดยฟันธงว่า  ทั้งที่ผ่านมา  ที่เป็นอยู่ การศึกษาไทย มีอะไรๆที่บิดเบี้ยวไปเยอะ  และสรุปจัดเป็นประเด็นปัญหาได้ 5-6 ประเด็น

         ซึ่งในแต่ละประเด็น  มีแนวโน้มจะหนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ

         และบอกได้เลยว่า  หากยังขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

         อนาคตคนไทย  อนาคตประเทศไทย  ไปไม่รอดแน่ๆ

         เพราะเราจะรั้งท้าย  และถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ

         ทั้งๆที่ประเทศไทยเรามีจุดแข็งมากมาย  มีจุดขายที่บ้านอื่นเมืองอื่นเขาไม่มีเยอะแยะ

         ตอนนี้  ทุกอย่างที่เป็นผลจากการศึกษาอันบิดเบี้ยว  เริ่มปรากฏชัดและรุนแรงหนักข้อขึ้นๆอย่างเห็นได้ชัด 

        ความวิบัติของสังคมไทยแรงขึ้นเรื่อยๆ

      คงไม่มีใครมีความเห็นว่า  สังคมไทยร่มเย็นเป็นสุขมากขึ้น  เมื่อเทียบกับยุคก่อนๆ  สมัยเก่าๆ

         ปัจจุบัน การเข่นฆ่า  การตีรันฟันแทง  การแก่งแย่ง  การชิงดีชิงเด่น  การเอารัดเอาเปรียบ  การฉกฉวยโอกาส  การทำมาหากินที่ไม่สุจริตฯลฯ  

        ซึ่งหมายถึงการเบียดเบียนกันและกันในรูปแบบต่างๆ  มีมากและรุนแรงขึ้นทุกวัน

        ว่าแล้ว .... การทำมาหากินที่ไม่สุจริตในรูปแบบหนึ่ง  ซึ่งครูวุฒิได้ข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อสัก 2-3 ปีมาแล้ว 

         ก็เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของครูวุฒิแบบสดๆร้อนๆ  เมื่อบ่ายคล้อยของวันที่ครูวุฒิเขียนบันทึกว่าด้วยเรื่องนี้ (ตอนที่ 1) นี้เอง(12 มค. 51)

          เรียกได้ว่าลองของกันเลยทีเดียวเชียวล่ะท่าน

          น้า (น้องสาวของแม่ที่ผมเรียกนำทางลูกๆว่าย่า)  อายุ 63 ปี 

          ที่ครูวุฒิให้ยืมทุนก้อนหนึ่ง  และพามาทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆ  ในร้านเล็กๆอยู่ใกล้ๆกับที่พักของครูวุฒิ

          เป็นหม้าย  ขายของอยู่คนเดียว  ลูกเต้าไม่มีใครอาศัยอยู่ด้วย

          ต้องมาเสียค่าโง่ให้พวก 108 มงกุฎ  เป็นค่าเปลี่ยนขอบยางตู้เย็นไป  1,344  บาท

          ซึ่งเงินจำนวนนี้  กว่าแกจะหาได้  ใช้เวลาตั้งหลายวัน 

          เพราะแกขายของได้วันละประมาณพันกว่าบาท  กำรี้กำไรก็ประมาณ 5-10 %  เมื่อหักค่าใช้จ่ายค่าโสหุ้ยจิปาถะแล้ว  ก็น่าจะเหลือวันละไม่กี่บาท 

          พวก(มัน)ก็ข่มขู่เอาได้  โดยไม่อายฟ้าดิน

           เมื่อหลายปีก่อน  แม่ยายอายุ 76 ก็โดนหลอกติดตั้งเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าสัมปะรังเค  ราคา 2,500 บาท

           ขณะอยู่บ้านสองคนกับตาอายุ 80 

           เอากะพวกสิ  ยิ่งแก่ยิ่งเฒ่า  พวกยิ่งเอาง่าย  ข่มอย่างนั้น ขู่อย่างนี้  เดี๋ยวเดียวก็เสร็จโก๋

          เมื่อสัก 2-3 เดือนก่อน  คุณภรรยาที่บ้านกับลูกชายวัย 16-17 

          ก็โดนหลอกขายพิซซ่าแบบส่งถึงบ้านราคา 299 บาท 

           ซึ่งรูปพิชซ่าที่จอง (ที่นำมาให้เลือกก่อน)  กับพิชซ่าส่ง(ตอนหลัง) เป็นคนละเรื่องกัน

          พิซซ่าที่พวกเอามาส่ง(แบบปุ๊บๆปั๊บๆรับเงินแล้วรีบหนี)  ราคา 50 บาทยังแพงไป

         พวกนี้แต่งกายเลียนแบบชุดของพนักงานขายพิชซ่ายี่ห้อดัง(แบบส่งถึงบ้านด้วย)  ชนิดที่ถ้าไม่สังเกตจริงจะต้องเข้าใจว่าเป็นยี่ห้อดังจริงๆ

          .........ฯลฯ............

          2-3 ตัวอย่างกับคนใกล้ตัวของครูวุฒิที่ยกมา  เจตนาเผยแพร่เพื่อบอกกล่าวต่อๆกันไป  เพื่อพี่น้องเราๆท่านๆจะได้ไม่หลงกลและตกเป็นเหยื่อให้ต้องมานั่งปลงกันอีก

          เพราะเชื่อว่า  ขบวนการการหากินไร้คุณธรรมแบบนี้  คงไม่สูญพันธุ์หรือเลิกราไปง่ายๆแน่ๆ

          มีแต่จะหนักข้อขึ้นๆละไม่ว่า

          เพราะตราบใดที่  การศึกษายังบิดเบี้ยว อยู่อย่างนี้น่าจะยังไม่มีอะไรๆดีขึ้นแน่ๆ

         การศึกษายังบิดเบี้ยว   อย่างไรใน 6 ประเด็นที่ฟันธง

         และผู้เกี่ยวข้องทั้งที่มีอำนาจสั่งการ ผู้ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งควรจะต้องแก้ไขอย่างไร?  จะเริ่มในจุดใด?  และจะยากมากยากน้อยแค่ไหน?   ......ฯลฯ......

          โดยเฉพาะ ฯพณฯ รัฐบาลใหม่ และเจ้านายที่เคารพ ที่เป็นต้นทางของกระบวนการแก้ไขทั้งมวล  ควรจะต้องทำอย่างไรเป็นเบื้องต้น

          ข้าผู้น้อย(ผู้บังอาจ)จะค่อยๆขยายความในโอกาสต่อไป

         (ป.ล. ; เหตุที่ครูวุฒิจำต้องบังอาจฟันธงและนำเสนอ เป็นเพราะไม่อยากตกเป็นจำเลยคนแรกของสังคมอย่างที่เป็นอยู่    ทั้งๆที่จริงแล้ว "ตัวครู" มีส่วนอยู่ที่หางแถวของมูลเหตุทั้งหมดทั้งมวล     และการกล่าวแบบนี้  จะเป็นการปัดสวะให้พ้นตัวหรือไม่อย่างไร? ถ้าไม่เบื่อเรื่องการศึกษาและ(ขออภัย) เหม็นหน้าหรือหมั่นไส้ครูวุฒิเสียก่อน  ก็รบกวนติดตามครับ) 

******************