ช่วงเดือนที่ผ่านมาคุณยายมาช่วยเลี้ยงหลานครับ เลยทำให้ผมได้มีโอกาสดูละครหลังข่าวทุกวันครับ
ละครไทยหลังข่าวนี่เป็นประสบการณ์แปลกใหม่มากสำหรับผม
ในชีวิตผมนั้นดูละครหลังข่าวน้อยมาก คุณพ่อคุณแม่ผมไม่ดู สมัยเด็กๆ ผมก็เลยไม่ได้ดู มาถึงตอนวัยรุ่นก็ไม่ได้ดูอีกเพราะเวลาช่วงละครนั้นเป็นเวลาที่ผมมีเรื่องอย่างอื่นที่สนุกสนานกว่าทำมากมาย มาถึงช่วงมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ดู จบออกมาทำงาน จนไปเรียนต่อต่างประเทศก็ไม่ได้ดู แล้วจนเรียนจบ กลับมาทำงานอีก จนถึงปัจจุบัน ก็ไม่ได้ดู
เมื่อคุณยายมาเปิดให้ดู เลยกลายเป็นสิ่งที่น่าตื่นตะลึงสำหรับผม เพราะมันไป "ไกล" กว่าที่คิดครับ
ละครไทยอยู่บนพื้นฐานของการ "สมมติ" อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
พระเอกตัวร้าย ซึ่งตามบทต้องดุดัน แต่หน้าบางนวล ท่าทางไม่เคยเจองานหนัก เดินไปมาอ่อนระทวย
นางเอกสาวชาวบ้านในละครย้อนอดีต แต่รูปร่างพร้อมกริยาอาการปานว่าหลุดออกมาจากห้างดังในเมืองหลวง
แถมบทเจรจาในละครนั้นท่องชนิดว่าหุ่นยนต์ต้องก้มกราบ
ฯลฯ
มันไม่มีอะไรสมจริงเลย นิดเดียวก็ไม่มี
ที่เขาบอกว่าคนไทยไม่ช่างจินตนาการ ผมเริ่มไม่เชื่อแล้วครับ
คนไทย "สมมติ" เก่งมาก สมมติตามละครไปได้ยังไงก็ไม่รู้
---------------------
แต่วัฒนธรรมการ "สมมติ" นี่มันไกลเกินไปแล้ว
เพราะผมคิดว่ามันมาครอบงำการศึกษาของไทยไปแล้ว
---------------------
ระบบการศึกษานั้นมีไว้เพื่อสร้างความสามารถของผู้เรียนในเรื่องที่มาเรียนให้มีความพร้อมที่จะทำงานจริงได้ เลี้ยงตัวเองได้ ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยปัญญาของตัวเอง
ดังนั้นการศึกษาคือการฝึกฝน คือการเคี่ยวกรำให้พร้อมที่จะยืนได้ด้วยลำแข้งตนเอง
ผู้ที่ผ่านการศึกษาคือผู้ที่มีความพร้อมแล้วที่จะไปเผชิญความจริงด้วยตัวเอง
ความพร้อมในที่นี้คือความพร้อมในความรู้และพร้อมในทักษะการเรียนรู้
เหมือนการฝึกบินของลูกนกครับ หากลูกนกจะบินออกจากรังได้ ก็ต้องมีความสามารถลอยตัวในอากาศ พร้อมที่จะบินโฉบจิกเหยื่อกินเอง และพร้อมที่จะบินหลบภัยที่จะมาถึงตัว นั่นคือต้องอยู่รอดด้วยตัวเองได้ถึงจะได้ออกจากรัง
---------------------
แต่การศึกษาที่อยู่บนพื้นฐานของการ "สมมติ" นี่ต่างกัน
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างคือการ "สมมติ" หมด
สมมติว่ารู้ สมมติว่าได้ทำแล้ว สมมติว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ฯลฯ
ไปดูวิชาโปรเจคจะเห็นภาพนี้ชัดมาก นักศึกษาไทยทำโปรเจคบนพื้นฐานของการ "สมมติ"
"สมมติ" ว่ามีบริษัททัวร์นะคะ ดังนั้นหนูจะทำโปรแกรมของบริษัททัวร์นี้เพื่อให้อาจารย์ดูในเครื่องคอมฯ ของหนูนี่ล่ะ ไปใช้นอกเหนือจากที่หนูเตี๊ยมเตรียมไว้ไม่ได้หรอก ทุกอย่างนี่ "สมมติ" ค่ะ
น่ารักมาก
แต่นักศึกษาต่างชาติ ซึ่งผมจะไม่ยกชาติฝรั่ง เดี๋ยวหาว่าตามก้นฝรั่ง ผมยกเกาหลีก็แล้วกันเพราะเคยคลุกคลีกับพวกเกาหลีอยู่เป็นปี เขาทำโปรเจคบนพื้นฐานของความจริง
ทำของจริง แก้ปัญหาจริง แก้ได้หรือไม่ได้ก็เห็นกันจริงๆ ทุกอย่างเป็นเรื่องจริงหมด
ไม่น่ารัก แต่น่าชื่นชม
วิชาสัมมนาแถวบ้านเราก็เหมือนกัน ทุกอย่าง "สมมติ" หมดเลย
ในขณะที่บ้านเขา "สัมมนา" คือการเรียนรู้ของจริงที่ "สด" และเป็นประเด็นที่ยังไม่มีทางออก เลยต้องมาสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดกัน
ของเรา "สมมติ" ว่ารู้นะคะ ล้อมวงกันมาหนูจะเล่าให้ฟัง
น่ารักอีกแล้ว
---------------------
การศึกษาแบบ "สมมติ" นี่น่ากลัวมาก เพราะกระบวนการเริ่มต้นตั้งแต่ผู้สอน
ผู้สอนอยู่ในโลกสมมติ มีชีวิตอยู่ในโรงละคร ไม่เคยสัมผัสกับความจริง มีหน้าที่สร้างละครหมุนวนอยู่ในโลกสมมติ ผู้เรียนก็มาสมมติตามเพื่อให้ได้เดินไปตามบท
ไม่เคยนอกบท ไม่กล้านอกบท เคยชินแค่ทำตามบท แล้วปล่อยใจให้ฝันไปตามโลกสมมตินั้น
อนาคตสวยหรู ทุกสิ่งสวยงาม ขอเพียงเชื่อฟังผู้สอนและทำเท่าที่เพื่อนๆ ทำ
อย่านอกคอก อย่าคิดไกลเกินโลกสมมติเด็ดขาด
ความมานะพยายามที่น่ายกย่องที่สุดคือความพยายามในการทำตามบท "สมมติ"
ย้ำ อย่านอกคอก อย่านอกบท
---------------------
เนื่องจากทุกอย่าง "สมมติ" หมด ดังนั้นการศึกษาคือ "ละคร" ที่ไม่ต่างอะไรกับละครหลังข่าว
จัดฉาก จัดเครื่องเสียง นัดแนะเวลาเพื่อจัดกระบวนการเล่นละครของการศึกษา
ผู้สอนก็สมมติว่าสอน ผู้เรียนก็สมมติว่าเรียน มีการสมมติว่ามีการวัดผลด้วย มีการแสดงหน้าชั้น แล้วก็ให้คะแนนสมมติ จบลงท้ายด้วยกันให้กระดาษประกาศว่าผ่านกระบวนการสมมติทั้งหมดนี้มาแล้ว ได้เล่นละครแล้ว ตั้งแต่ต้นเรื่องถึงปลายเรื่อง
เมื่อเล่นหมดแล้วก็ไปได้แล้ว ตัวละครใหม่ๆ จะได้เข้ามาเล่นต่อ
ในระบบการศึกษาสมมตินี้ เมื่อวันที่ผู้เรียนพ้นปากประตูโรงละครไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสมมติไว้ก็สูญหาย
ไม่แปลกที่บ่นก็ขรมว่าเรียนปริญญาตรีสี่ปีไม่ได้อะไร
เมื่อโลกสมมติสูญหายหมด ต้องมาเผชิญกับโลกความเป็นจริงโดยไม่มีปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝนให้ติดตัวเลย ก็กลายเป็นเหยื่อของผู้มีปัญญาเหนือกว่า ทั้งที่แบบรู้ตัวและแบบไม่รู้ตัว
หลายคนเริ่มต้นมาเรียนรู้ใหม่ด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่สี่ปีที่ผ่านมานั้นน่าจะเป็นโอกาสที่ควรใช้เวลาเพื่อการเรียนมากกว่า เสียทั้งเวลา เสียทั้งโอกาส
ส่วนหลายคนไป "ต่อโท" เพื่อไปกลับไปหาโลกสมมติต่อ ไปเล่นละครการศึกษาต่อ ทิ้งเวลาในชีวิตต่อไปอีกสองปี
บางคนเมื่อบทที่ได้ในละครสี่ปีเล่นได้ไม่ดี ก็ไปหาละครเรื่องใหม่เล่นในละครสองปี โดยหวังว่าจะได้บทที่ดีกว่าในละครเรื่องต่อไป
น้ำบ่อหน้าย่อมอร่อยกว่าน้ำบ่อนี้
เล่นไป ใช้เวลาไป รวมทั้งหมดหกปี ได้กระดาษจากโรงละครมาสองใบ แต่ก็หนีไม่พ้นการมานับหนึ่งใหม่ในโลกของความเป็นจริงเมื่อละครจบ
กว่าจะรู้ว่าสายเกินไปก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว
---------------------
ผมเขียนบันทึกนี้เพราะผมเบื่อโลกสมมติเหลือเกิน เบื่อโรงละครและเบื่อฉากที่เขาจัดให้ผมเข้าไปเล่น เบื่อจนไม่อยากแม้จะเหลือบตามอง
แต่ก็ต้องไปเข้าฉากเมื่อถึงเวลาต้องแสดง แต่จะเข้าฉากให้น้อยที่สุด เท่าที่จำเป็น
ปล่อยให้ผู้ที่อยู่ในโลกสมมติ มีความสุขกับโลกสมมติของเขา
ผู้สอนนั้นอยู่ในโลกสมมติตลอดชีวิต เขาก็อยู่ของเขาได้ เพราะเขามีชีวิตอยู่ในโรงละคร แต่ผมสงสารนักศึกษาที่ต้องออกไปเมื่อละครจบ
ตั้งแต่ผมเรียนจบกลับมาทำงาน ผมว่าผมทำงานหนักนะ แต่ผมทำงานไม่ประสบความสำเร็จเลย ทั้งๆ ที่ผมทำงานอยู่แค่อย่างเดียว คือผมเขย่าตัวนักศึกษา
"ตื่น ตื่นๆๆๆๆๆๆๆๆ ตื่นได้แล้ว"
ตื่นมาดูโลกของความเป็นจริง
ตื่นมาเรียนรู้และเตรียมพร้อมเพื่อสู้กับโลกแห่งความเป็นจริงกันเสียที
---------------------
แต่ผมทำงานไม่ประสบความสำเร็จเลย นิดเดียวก็ไม่สำเร็จ
หลายปีมานี้ผมเริ่มถอดใจแล้วด้วยซ้ำ
ถ้าจะสมมติว่ารู้ ผมก็จะสมมติว่าสอน
ง่ายจะตาย
ผมไม่มีปัญญาสอนนักศึกษาทีละร้อยกว่าคนอยู่แล้ว
ผมสอนนักศึกษาได้ทีละยี่สิบคนเท่านั้น ยิ่งถ้าสอน "แบบไม่สอน" นั้น ผมสอนได้ไม่เกินห้าคน
แต่เขาบอกว่าอย่างนี้ "ไม่คุ้มทุน"
ไอ้โรงละครนี่มันมีต้นทุนจัดแสดงนี่เนอะ ลืมไป
---------------------
แต่ผมไม่ได้มาเพื่อจัดแสดงละครในโลกสมมติ (เว้ย)
และผมไม่ใช่อัศวินในตำนานผู้จะมากอบกู้โลกด้วย
แค่เอาตัวเองรอดไปวันๆ ก็ยากแล้ว
---------------------
ถ้าปีหนึ่งๆ ผมปลุกนักศึกษาให้ตื่นจากโลกสมมติได้สักสองสามคนผมคงมีความสุขมาก
ไม่ได้หวังมากเลย
ความสุขในโรงละครเศร้า หายากจริงๆ
---------------------
อาจจะฟังดูเหมือนใจร้าย แต่ถ้าทำแบบพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์แล้วตายหมู่ เลือกเฉพาะที่ไปไหวดีกว่าครับ อย่างน้อยก็เกิดผลบ้าง
Which pill would you take? การปลุกให้ตื่นเป็นการให้ทางเลือกครับ แต่ท้ายที่สุดแล้ว Neo ก็ต้องเลือกเอง
แล้วคุณ Conductor นี่เป็นพวกไหนคะ ผู้พยากรณ์? หรือเป็นมอเฟียสผู้ปลุกให้นีโอตื่นจากแมททริกซ์
แล้วแต่ใครจะมองครับ ผมไม่ได้มีชีวิตอยู่ในหนัง – เป็นพวกนอนน้อย แต่นอนพอ ทำเท่าที่เห็นว่าคุ้ม และไม่เบียดเบียนตัวเอง
อาจารย์ครับ ที่ยกมาเป็นจุดตายของเราทั้งนั้น แต่ใครพูดก็ไม่ฟัง พวกนี้ติดใจวิธีการที่ตอนเด็กๆได้เรียนได้อ่าน ได้สัมผัส การละเล่น การแสดง
..มาจะกล่าวบทไป.. หรือ
..จะกล่าวนามตามท้องเรื่อง
ระบบการศึกษาที่เรียนด้วยการสมมุติเป็นส่วนใหญ่ ไม่เลือกเป็นกรณีๆ (สมมุติบ้าง) แล้วเมื่อไหร่คนไทยจะได้รู้จัก รู้สึก รู้คุณค่าความหมายของความจริง ออกจากโลกเสมือนจริงได้ !!
"ไม่นึกว่า..นักเทคโนโลยีนี่มีวาจา ฉับๆๆ เมี๊ยนกัน"
บันทึกนี้ อ่านแล้ว โดนใจ แล้วก็ เศร้าใจมากๆ ด้วย
ผมเป็นคนหนึ่งที่สอนลูกให้อยู่กับความจริง สมัยเรียนหนังสือให้เงินใช้ไม่เกินเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท เพราะหากเรียนจบปริญญาตรีแล้วมาทำงาน หากได้เงินเดือนน้อยกว่าที่ผมให้ตอนเรียนลูกก็จะไม่อยากทำงาน หรือทำงานไปก็จะต้องแบมือขอพ่อแม่อีกเพราะใช้ไม่พอ
ลูกเรียนจบปริญญาตรี ก็ลองไปทำงานดูก่อน ก่อนที่จะเรียนต่อ ไปเรียนรู้ว่าการทำงานในชีวตจริงเป็นอย่างไร หากจะต่อโท ต้องคิดด้วยว่าจะทำอะไรในอนาคต จะไปต่อสาขาอะไร และในระหว่างเรียนก็สนับสนุนให้ลูกทำกิจกรรมระหว่างเรียน ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว เพราะจบออกมาจะทำงานกับเขาไม่เป็น อยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้
ขอบคุณ ม.อ.ที่สอนลูกผมให้เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ แม้มันจะจบอย่างกระท่อนกระแท่น แต่ลูกจบด้วยความรู้สึกที่ดีต่อสถาบัน ลูกจบด้วยความอบอุ่นของครอบครัวที่ให้กำลังใจและไม่เคยดุด่าลูกแม้จะได้รับหนังสือแจ้งว่าลูกของท่านอยู่ในภาวะวิกฤติกี่รอบ เพราะเราสอนให้ลูกรู้จักความจริง
ขอบคุณ ม.ว.ล. ที่สอนลูกสาวให้ทำงานเก่งจนเจ้านายรักไม่อยากให้ลาออก เงินเดือนขึ้นพรวดๆ สมดังที่บอกกับลูกว่าถ้าพ่อจะเลือกมหาวิทยาลัยเรียน พ่อจะเลือกมหาวิทยาลัยที่เปิดใหม่เพราะเขาต้องสร้างชื่อเสียง และพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง
ที่สำคัญผู้ปกครองสอนลูกให้รู้จักกับความจริงหรือเปล่า
เวลานี้ตอนสอนก็คิดทำนองว่า หากนักศึกษาคน ๒ คน เรียนแล้วนำไปใช้ได้ ต่อยอดได้ก็ดีใจแล้ว คาดหวังมากไม่ได้ เพราะเราอยู่ในโลกสมมติกันไปหมดแล้ว เด็กเกิดมาก็สมมติกันเลย น่าเศร้า แต่ก็เป็นความจริงที่ต้องเผชิญ และเลือกทำในสิ่งดีที่ทำได้ค่ะ
ขอบคุณค่ะอาจารย์ เนื้อหาปลุกให้ตื่นดีค่ะ ^ ^
บ้างครั้งนักศึกษาก็อยากจะอยู่กับโลกความเป็นจริงเหมือนกันแต่แบบแผนของสังคมและวัฒนธรรมมันทำให้เราต้องเป็นไปเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ ถ้าจะให้การเรียนของไทยเปลี่ยนไปมันก็คงจะยากแต่ถ้าจะให้ดีก็คงได้แค่ทำใจเพราะเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งในฐานะนักศึกษาคะ
ด้วยความเคารพผมอยากรู้ว่าความเป็นจริงที่พูดถึงนั้นหมายถึงอะไร อย่างเช่นถ้าจะบอกว่าตัวหนังสือที่พิมพ์นี้เป็นสีดำ แต่อีกบางคนซึ่งมองเห็นเป็นสีอื่นที่ไม่ใช่สีดำ แล้วตกลงว่าอะไรคือความเป็นจริง
ขอเล่าประสบการณ์ของตนเองนิดนึงนะคะ
ตอนอยู่ป.4 พ่อปล่อยให้เฝ้าร้านคนเดียว ขายของแล้วหนูทอนเงินผิดไป ร้อยกว่าบาท โดนด่าไปหนึ่งยกใหญ่ ตั้งแต่นั้นมา คำนวนมากกว่าหนึ่งครั้ง ก่อนทอนเงิน(เพราะกลัวถูกด่าอีก)
ตอน ป.6 ต้องไปนั่งขายของในตลาด แทนแม่ ขายได้ไม่ถึงร้อย ซื้อขนมไปซะ 30 บาท อาทิตย์นั้นหนูเลยโดนตัดค่าขนม
ตอนม.2 พ่อ เอาบัญชีธนาคารมาให้ดู บอกว่าตอนนี้สถานะทางการเงินของที่บ้านเป็นยังไง เราต้องใช้จ่ายยังไง แล้วก็บอกเหตุผลที่ให้ค่าขนมต่อวันน้อยกว่าที่เพื่อนๆของหนูได้
ตอนม.4 พ่อเรียกมาคุย ว่า อยากเรียนอะไร สาขาไหน น่าเรียน เทียบกับเกรดที่มีอยู่
ตอนม.6 พ่อ ชี้ให้เห็นว่า ภาวะทางเศรฐกิจและสังคมตอนนี้เป็นยังไง แล้วถามว่า สาขาที่จะเลือกเรียน จบมาจะมีงานทำมั้ย
ช่วงมหาวิทยาลัย พ่อ ติดต่อมาเสมอ เล่าเรื่องข่าวต่างๆ ให้ฟัง แนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงภัยทางสังคมที่ล้อมรอบ
จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้หนูชอบดูข่าว มากกว่าละคร ชอบ อ่านหนังสือ มากกว่าเล่นเกมส์ แต่มันก็ทำให้บางครั้งหนูคุยกับคนรุ่นเดียวกันไม่ค่อยรู้เรื่อง(ไม่รู้ทำไม)
หนูว่า…
บางทีการดึงให้เด็กได้รับรู้โลกความจริง เล่ามุมมองโลกในสายตาของผู้ใหญ่บ้าง อาจช่วยให้เด็ก ตื่นจากโลกแห่งความฝัน เร็วขึ้นก็ได้ มั้งคะ
อาจารย์เปิดประเด็นดีทุกวันนี้เราอยู่ในโลกแห่ความเสมือน ความคิดคนอเมริกันและคนไทยเหมือนกันอยู่ในโลกแห่งความฝัน แต่อเมริกันฝันสุดกู่ คนไทยนั้นฝันจมดิน
ดูหนังละครบ้าระห่ำสุดขั้วนั่นวิถีเขา วิถีเราบ้าแม่ผัวลูกสะไภ้ แย่งผัวตบตีสบายชีวีนัก
ข่าวดีมีสาระก็หายาก ข่าวสำรากความคิดมีไปทั่ว มั่วๆเอามันคนจัด ชงัดดี
ขอฝากคำถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กร
ทำอย่างไรให้คนในองค์กรมีวัฒนธรรมในเรื่องการตรงเวลา ลองมาลปรร.กันหน่อยน่ะค่ะ เพื่อเป็นวิทยาทานได้บ้างค่ะ
เรื่องตรงต่อเวลานี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ในหลายๆ องค์กรสามารถแก้ได้ที่ผู้นำต้องเข้มแข็งและแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างครับ