ปัญหาใหญ่ที่สุดของการทำสมาธิคือในสมาธินั้นเรามองไม่เห็นตัวเราว่าตัวเรามันมีลักษณะเป็นอย่างไร ยิ่งนึกรูปร่างหน้าตาตัวเราในจิตยิ่งนึกไม่ออกนี่คืออวิชาที่ยิ่งใหญ่ที่ถูกธรรมชาติปิดบังไว้ เราต้องอบรมจิตให้มันรู้จักตัวเราเราจึงจะเข้าถึงนิพพานได้โดยง่าย
     หลายคนที่เคยทำสมาธิ อาจสงสัยว่าทำแล้วมันจะได้อะไร  ลองมาดูความคิดนี้กันหน่อยเป็นไร
      เริ่มต้นจากการที่บางคนเคยลองหลับตาแล้วทำสมาธิตามที่มีคนบอกแต่ก็ไม่เห็นอะไร  สิ่งที่เห็นก็คือจินตนาการในใจเราไม่งั้นถ้าเพ่งมากๆก็เห็นสีขาวกับสีดำ  เพราะมันมืดมองไม่เห็น  แล้วถ้าเราตามไปตามไปเราจะรู้สึกว่าเรากำลังคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่  ถ้าเข้าไปอีกระดับหนึ่งเราจะจับทางถูกว่าเรากำลังคิดอะไรบ้างแต่ก็ตามไม่ทัน  
    บางคนยังไม่เคยทำก็ไม่รู้ก็ลองอ่านกันต่อไป
     ทีนี้ถ้าเราพยายามตามดูจิตเราต่อไปเราจะเห็นว่ามันก็คิดไปเรื่อยเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้างและบางทีก็คิดได้หลายๆเรื่องในเวลาเดียวกัน  ทีนี้จุดสิ้นสุดมันจะอยู่ตรงในล่ะในเมื่อเราก็คิดไปเรื่อยๆเช่นนั้น 
     แต่เวลาที่ทำสมาธิเมื่อเรารู้เช่นนั้นเราพยายามคุมจิตให้มันคิดเรื่องเดียวให้ได้แต่ก็ทำไม่ได้สักที ทำไมกันล่ะ มันก็ออกไปคิดเรื่องอื่นอยู่นั่นล่ะแต่เราก็คิดเรื่องอื่นน้อยลงจบางทีในลึกๆเรารู้สึกว่าเรามีความสุขที่เราสามารถบังคับจิตเราให้คิดให้มันอยู่ที่จุดเดียวกันได้เรื่องเดียวกันได้มันก็พลอยให้เรารู้สึกมีความสุขที่เราบังคับให้มันเป็นเช่นนั้นได้มันมีความสงบของมันอยู่แต่ความสุขที่เกิดจากสมาธิตรงนี้มันเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้นเองทำอย่างไรมันถึงจะมีความสุขยืนยาว สมาธิตรงนี้ใช้กับการเรียนได้  
    ในแนวทางของพุทธก็พยายามทำให้ความสุขมันยืนยาวนานที่สุดแล้วก็ค้นพบทางออกที่สำคัญ
    ในการทำสมาธินั้นเราจะรู้สึกว่าจิตเราตามความคิดเราไปเรื่อยๆ พอตามไปก็ไปเรื่อยๆตามที่จิตปรุงแต่งมันก็หาที่สุดไม่ได้  จึงต้องหาแนวทางใหม่วิถีทางที่จะควบคุมให้จิตอยู่ที่จุดเดียวมีหลายทางก็อย่างเช่นเพ่งจิตอยู่กัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอามาเป็นความคิดเดียวแต่มันก็ยังเจอปรุงแต่งอีกนั่นล่ะคนเราชอบคิดไปเรื่อย 
   ต่อมาไม่นานนักหลักจากลองทำสมาธิดู ลองมาดูแนวทางของพุทธ ที่บอกว่า พอเราทำสมาธิไปเราจะเห็นว่าไม่มีที่สิ้นสุดของการคิดแต่เราจำกัดการคิดของเราให้อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วจะรู้สึกมีความสุขแล้วถ้าเราคิดในสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานก็จะรู้สึกมีความสุขมาก  และนี่เองเป็นความสุขที่เกิดจากสมาธิในทางโลก
    แต่ที่สูงกว่านั้นมันคืออะไรมีวิธีใหนที่จะไปได้นานกว่านั้นหรือไม่ในการที่เราจะมีสมาธิ  ก็เลยต้องค้นหากันต่อไปว่าแล้วอะไรล่ะที่มันจะทำให้เรามีความสุขนั้นอยู่นาน ก็ได้รู้อีกว่า มันก็คือ การที่ทำความรู้จักกับตัวเราเองเป็นวิธีที่จะทำให้เรามีข้อจำกัดขอบเขตในการตามดูจิตใจของเราว่ามันจะไปสิ้นสุดอยุ่ที่ใหนสักแห่งในส่วนที่จิตเราไปถึงในร่างกายของเรานี้เอง  
    จากเมื่อกี้ที่เราเห็นว่ามันไม่มีที่สิ้นสุดที่เราคิดได้มันก็มีที่สิ้นสุดที่แคบลงมาอยู่ที่ภายในร่างกายเรา เราทำสมาธิต่อไปเราจึงเห็นว่า  ถ้าเราจำกัดให้ใจเรามาคิดแต่ในเรื่องของตัวเรามันจะไม่ค่อยฟุ้งซ่านเหมือนทำสมาธิครั้งแรกเพราะจิตมันจะตามไปดูแค่ว่าเสียงนี้เราได้ยินกลิ่นนี้เราได้กลิ่น เราสำผัสร้อนสัมผัสเย็นและอื่นๆที่เราเรียกว่าทวารทั้ง 6 คือสิ่งที่รับรู้ความรู้สึก  ถ้าเราตามไปดูแค่เฉพาะในจุดนี้วงที่แคบขึ้นทำให้จิตเป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น
     แต่พอพิจารณาไปอีกจะเห็นว่าจิตเรานี้มีสมาธิได้เร็วแต่ความสุขนี้ก็ยังไม่คงที่แล้วมันจะคงที่เมื่อไหร่
     ทีนี้เลยต้องค้นหาต่อไปอีกก็นึกไปนึกมาวนเวียนตามความคิดทันมากขึ้นแต่ก็ยังให้มันเป็นความคิดเดียวไม่ได้
     มาถึงตอนสำคัญ ปัญหามีอยู่ว่าเวลาเรานึกถึงสิ่งอื่นทำไมเรานึกถึงได้  เวลาในสมาธินั้นทำไมเรานึกภาพตัวเองไม่ออก ไม่เชื่อลองๆนึกดูไม่ใช่นึกภาพเราที่เราเคยเห็นเวลาถ่ายรูปนะ  แต่ลองทำสมาธิแล้วนึกภาพเราดูสิทำไมมันนึกไม่ออกก็ไม่รู้เห็นแต่ภาพเราบ้างเป็นตัวตนเราบ้างในบางครั้งแต่มันก็หายแวบๆไปทุกทีลองๆนึกดูนะยิ่งนึกยิ่งไม่เห็น แปลกแต่จริงมันเป็นความลับของโลกเลยก็ว่าได้ที่ทำให้มวลมนุษยชาติที่เกิดมาแล้วทำให้มองเห็นตัวผู้อื่นว่าเป็นเช่นไร  แต่ไม่อาจจะมองเห็นตัวเองได้ในความนึกคิดอันนั้นและนี่แหละเป็นเหตุที่ทำให้พุทธะค้นพบความเป็นวัฎะสงสารหมุนวนไปเรื่อย  เพราะเรามีความไม่รู้ที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นอวิชา  คือเราไม่เห็นตัวเราเองว่าตัวเราอยู่ใหน 
    ทางที่ต้องเดินต่อไปของการทำสมาธิคือเราต้องค้นหารูปร่างของเราเองในจิตที่เป็นสมาธิว่ามันอยู่ที่ใหน  พยายามนึกก็นึกไม่ออก  ต้องพยายามสร้างภาพในใจว่านี่คือตัวเราสอนให้ใจเรารู้จักว่านี่คือตัวเราให้จิตมันจำภาพนั้นไว้สมาธิก็จะสูงขึ้นแน่วแน่ขึ้นมาคิดแต่เรื่องเดียวเท่านั้นเพราะจิตพยายามจะมาหาตัวตนของตัวเอง  วิธีที่จะไปถึงก็ยังคงต้องใช้การพิจารณามายังตัวเราร่างกายเราแล้วไปสร้างภาพเป็นร่างกายภายในจิต
        พอเราพิจารณามาที่ตัวเรา  ร่างกายเราเอามาประกอบเป็นเนื้อตัวร่างกายในจิต ทีนี้พอเห็นภาพตัวเราชัดขึ้นเราจะเห็นถึงตัวเราในลักษณะที่ว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรเลยมันก็เหมือนกับสิ่งที่อยู่นิ่งๆ สิ่งหนึ่งเหมือนซากศพที่มีวิญญาน  ตรงนี้เราก็จะแยกร่างกายเราที่เรามองเห็นในภาพที่อยู่ในจิตนั้นกับอารมณ์ที่เรามีอยู่ได้  ภาพในจิตที่เราเห็นตัวเราเองก็จะปรากฎ  แล้วทีนี้อารมณ์ที่เกิดจากการเห็นนั้นก็จะรู้สึกถึงความเบื่อหน่ายในความเป็นตัวเราเองที่เราเห็นอยู่นั้นนเพราะสุดท้ายเราก็จะต้องไปเป็นอย่างนั้นอย่างที่เราเห็นหรือภาพในทางโลกที่ชัดสุดคือคนที่ตายแล้ว      ใจเราเบื่อหน่ายก็เกิดความอยากชนิดหนึ่งที่เป็นความอยากอีกระดับคืออยากที่จะไม่เป็นอย่างนั้น  
       ดังนั้นเราทำสมาธิต่อไปเพื่อที่จะละความยึดถือกับตัวตนที่เราเห็นในนั้นเพื่อจะให้เราไม่ยึดติดอยู่กับอารมณ์นั้น ซึ่งในแต่ละขึ้นที่ผ่านมาเราต้องทำสมาธิจนกว่าจะเข้าถึงซึ่งเป็นการอยากมากต้องค่อยๆอบรมใจเรากว่าจะผ่านแต่ละด่านมาได้ไม่ใช่สิ่งง่ายๆต้องเริ่มปฎิบัติ  รรมมะของพระพุทธเจ้าจึงอยู่ที่เดี๋ยวนี้เวลานี้ ไม่ใช่อยู่ที่อื่นใดอันไกลเลย เราต้องเข้าไปให้ถึงใจเรา แต่เพราะจิตมีอารมณ์ตามประสบการณ์มันก็เลยยากที่จะเข้าไปถึง
       พอเราเริ่มจะละความเป็นตัวตนของเราที่เราเห็นว่ามันมีตัวตนของเราอยู่รวมกับอารมณ์ที่ปรุงแต่จะรู้สึกว่า  ตัวเราก็ประกอบไปด้วยการเกิดดับของธาตุทั้ง 4อยู่ในตัวเรา ที่มันเกิดดับขัดแย้งกันอยู่มาจนเป็นตัวเราที่อยู่ตามสภาพนี้ มันจะเริ่มแยกอารมณ์ชัดเจนขึ้นเห็นเป็นอารมณ์ชนิดต่างๆเหลือเพียงไม่กี่อย่าง  แล้วในใจที่เป็นสมาธิก้สามารถขึ้นไปอีกถ้าถึงระดับนั้นแล้วหากฝึกจิตให้มันรู้ไปอีกมันจะสามารถละการยึดติดในอารมณ์ที่เกิดเหล่านั้น     นั่นคือพอมันละได้มันจะไม่มี ความคิด ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่วและฝ่ายเป็นกลาง เนื่องจากได้ทิ้งความเป็นตัวตนที่เราเห็นในใจเรานั้นแล้วและละอารมณ์ที่อยู่ภายนอกใจที่เราคิดได้  ความเป็นอนัตตาก็หมดสิ้น  ก็จะพบเจอจุดคงที่คือสิ่งที่เรียกว่านิพาน จุดนี้เองที่ไอไสตน์หาไม่พบเพื่อที่จะใช้วัดทุสิ่งทุกอย่างได้อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเทียบทุกสิ่งทุกอย่างกับสิ่งอื่นให้ได้ผลที่แม่นยำที่สุด  ไม่ใช่ เอาน้ำหนักที่ดาวอังคารมาเทียบน้ำหนักที่โลกที่เรียกว่าการเทียบแบบสัมพัทธ์กับสิ่งอื่น
     จะเห็นได้ว่ามันคือกระบวนการตามอริยสัจ 4 ที่พุทธองค์ค้นพบนั่นคือ
    ทำสมาธิดูแล้วในจิตนั้นมันคิดไปไกลจากตัวเองมันไม่ไปสิ่งอื่นปรุงแต่งใจให้คิดไปเรื่อยเปื่อยเลยทุกข์
     ต่อเมื่อเริ่มขยับเข้ามาคิดใกล้เริ่มรู้จักความสุขที่เกิดจากการสงบ
    แล้วจึงพบสาเหตุว่ามันเกิดจากการที่เรานึกไปหาตัวเองไม่เจอทำยังไงก็ไม่เห็นตัวเองเป็นสมุทัย
    หนทางที่จะทำให้เราไม่ฟุ้งซ่านไปยังที่อื่นที่คิดไปได้ก็คือการกลับมามองตัวเราเองมาหาตัวเราเองให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเราในสมาธินั้น เป็นนิโรธ
      แล้วเราก็จะค้นพบวิธีปฎิบัติว่าต้องเข้าถึงด้วยตัวเราเองเท่านั้นที่เรียกว่าปัจจัตังเวทิตัพโพ และวิธีทางก็คือทำสมาธิให้รู้จักว่าตัวเราคือใครมีลักษณะเป็นอย่างไร แล้วก็จะมองเห็นว่าวิธีการต่างๆมีวิธีมรรค 8 
    และนี่คือสิ่งที่เป็นแก่น ส่วนอื่นๆ ก็เป็นธรรมมะที่จำแนกได้
      จะมีใครเข้าใจที่เขียนหรือป่าวหว่า  สำหรับผู้เขียนเองยังเพิ่งรู้แค่เพียงว่าปัญหามันอยู่ตรงที่เราค้นหาตัวเองในสมาธิแล้วยังมองไม่เห็นตัวเรานั่นเอง  แต่ยังไม่ได้ลงมือปฎิบัติให้เห็นผล  และเข้าใจในภาพรวมได้เท่านี้ ลองๆปฎิบัติกันดู ว่าเราจะนึกภาพตัวเราในใจออกมั๊ย แล้วมันจะเป็นอย่างที่เขียนออกมาหรือป่าว  ขึ้นอยู่กับปัญญาของใครจะเข้าถึงได้เพียงใหน  ค่อยๆอบรมจิตกันไปให้มันรู้จักตัวเอง