ปัญหาใหญ่ที่สุดของการทำสมาธิคือในสมาธินั้นเรามองไม่เห็นตัวเราว่าตัวเรามันมีลักษณะเป็นอย่างไร ยิ่งนึกรูปร่างหน้าตาตัวเราในจิตยิ่งนึกไม่ออกนี่คืออวิชาที่ยิ่งใหญ่ที่ถูกธรรมชาติปิดบังไว้ เราต้องอบรมจิตให้มันรู้จักตัวเราเราจึงจะเข้าถึงนิพพานได้โดยง่าย
หลายคนที่เคยทำสมาธิ อาจสงสัยว่าทำแล้วมันจะได้อะไร ลองมาดูความคิดนี้กันหน่อยเป็นไร
เริ่มต้นจากการที่บางคนเคยลองหลับตาแล้วทำสมาธิตามที่มีคนบอกแต่ก็ไม่เห็นอะไร สิ่งที่เห็นก็คือจินตนาการในใจเราไม่งั้นถ้าเพ่งมากๆก็เห็นสีขาวกับสีดำ เพราะมันมืดมองไม่เห็น แล้วถ้าเราตามไปตามไปเราจะรู้สึกว่าเรากำลังคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ ถ้าเข้าไปอีกระดับหนึ่งเราจะจับทางถูกว่าเรากำลังคิดอะไรบ้างแต่ก็ตามไม่ทัน
บางคนยังไม่เคยทำก็ไม่รู้ก็ลองอ่านกันต่อไป
ทีนี้ถ้าเราพยายามตามดูจิตเราต่อไปเราจะเห็นว่ามันก็คิดไปเรื่อยเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้างและบางทีก็คิดได้หลายๆเรื่องในเวลาเดียวกัน ทีนี้จุดสิ้นสุดมันจะอยู่ตรงในล่ะในเมื่อเราก็คิดไปเรื่อยๆเช่นนั้น
แต่เวลาที่ทำสมาธิเมื่อเรารู้เช่นนั้นเราพยายามคุมจิตให้มันคิดเรื่องเดียวให้ได้แต่ก็ทำไม่ได้สักที ทำไมกันล่ะ มันก็ออกไปคิดเรื่องอื่นอยู่นั่นล่ะแต่เราก็คิดเรื่องอื่นน้อยลงจบางทีในลึกๆเรารู้สึกว่าเรามีความสุขที่เราสามารถบังคับจิตเราให้คิดให้มันอยู่ที่จุดเดียวกันได้เรื่องเดียวกันได้มันก็พลอยให้เรารู้สึกมีความสุขที่เราบังคับให้มันเป็นเช่นนั้นได้มันมีความสงบของมันอยู่แต่ความสุขที่เกิดจากสมาธิตรงนี้มันเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้นเองทำอย่างไรมันถึงจะมีความสุขยืนยาว สมาธิตรงนี้ใช้กับการเรียนได้
ในแนวทางของพุทธก็พยายามทำให้ความสุขมันยืนยาวนานที่สุดแล้วก็ค้นพบทางออกที่สำคัญ
ในการทำสมาธินั้นเราจะรู้สึกว่าจิตเราตามความคิดเราไปเรื่อยๆ พอตามไปก็ไปเรื่อยๆตามที่จิตปรุงแต่งมันก็หาที่สุดไม่ได้ จึงต้องหาแนวทางใหม่วิถีทางที่จะควบคุมให้จิตอยู่ที่จุดเดียวมีหลายทางก็อย่างเช่นเพ่งจิตอยู่กัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอามาเป็นความคิดเดียวแต่มันก็ยังเจอปรุงแต่งอีกนั่นล่ะคนเราชอบคิดไปเรื่อย
ต่อมาไม่นานนักหลักจากลองทำสมาธิดู ลองมาดูแนวทางของพุทธ ที่บอกว่า พอเราทำสมาธิไปเราจะเห็นว่าไม่มีที่สิ้นสุดของการคิดแต่เราจำกัดการคิดของเราให้อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วจะรู้สึกมีความสุขแล้วถ้าเราคิดในสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานก็จะรู้สึกมีความสุขมาก และนี่เองเป็นความสุขที่เกิดจากสมาธิในทางโลก
แต่ที่สูงกว่านั้นมันคืออะไรมีวิธีใหนที่จะไปได้นานกว่านั้นหรือไม่ในการที่เราจะมีสมาธิ ก็เลยต้องค้นหากันต่อไปว่าแล้วอะไรล่ะที่มันจะทำให้เรามีความสุขนั้นอยู่นาน ก็ได้รู้อีกว่า มันก็คือ การที่ทำความรู้จักกับตัวเราเองเป็นวิธีที่จะทำให้เรามีข้อจำกัดขอบเขตในการตามดูจิตใจของเราว่ามันจะไปสิ้นสุดอยุ่ที่ใหนสักแห่งในส่วนที่จิตเราไปถึงในร่างกายของเรานี้เอง
จากเมื่อกี้ที่เราเห็นว่ามันไม่มีที่สิ้นสุดที่เราคิดได้มันก็มีที่สิ้นสุดที่แคบลงมาอยู่ที่ภายในร่างกายเรา เราทำสมาธิต่อไปเราจึงเห็นว่า ถ้าเราจำกัดให้ใจเรามาคิดแต่ในเรื่องของตัวเรามันจะไม่ค่อยฟุ้งซ่านเหมือนทำสมาธิครั้งแรกเพราะจิตมันจะตามไปดูแค่ว่าเสียงนี้เราได้ยินกลิ่นนี้เราได้กลิ่น เราสำผัสร้อนสัมผัสเย็นและอื่นๆที่เราเรียกว่าทวารทั้ง 6 คือสิ่งที่รับรู้ความรู้สึก ถ้าเราตามไปดูแค่เฉพาะในจุดนี้วงที่แคบขึ้นทำให้จิตเป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น
แต่พอพิจารณาไปอีกจะเห็นว่าจิตเรานี้มีสมาธิได้เร็วแต่ความสุขนี้ก็ยังไม่คงที่แล้วมันจะคงที่เมื่อไหร่
ทีนี้เลยต้องค้นหาต่อไปอีกก็นึกไปนึกมาวนเวียนตามความคิดทันมากขึ้นแต่ก็ยังให้มันเป็นความคิดเดียวไม่ได้
มาถึงตอนสำคัญ ปัญหามีอยู่ว่าเวลาเรานึกถึงสิ่งอื่นทำไมเรานึกถึงได้ เวลาในสมาธินั้นทำไมเรานึกภาพตัวเองไม่ออก ไม่เชื่อลองๆนึกดูไม่ใช่นึกภาพเราที่เราเคยเห็นเวลาถ่ายรูปนะ แต่ลองทำสมาธิแล้วนึกภาพเราดูสิทำไมมันนึกไม่ออกก็ไม่รู้เห็นแต่ภาพเราบ้างเป็นตัวตนเราบ้างในบางครั้งแต่มันก็หายแวบๆไปทุกทีลองๆนึกดูนะยิ่งนึกยิ่งไม่เห็น แปลกแต่จริงมันเป็นความลับของโลกเลยก็ว่าได้ที่ทำให้มวลมนุษยชาติที่เกิดมาแล้วทำให้มองเห็นตัวผู้อื่นว่าเป็นเช่นไร แต่ไม่อาจจะมองเห็นตัวเองได้ในความนึกคิดอันนั้นและนี่แหละเป็นเหตุที่ทำให้พุทธะค้นพบความเป็นวัฎะสงสารหมุนวนไปเรื่อย เพราะเรามีความไม่รู้ที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นอวิชา คือเราไม่เห็นตัวเราเองว่าตัวเราอยู่ใหน
ทางที่ต้องเดินต่อไปของการทำสมาธิคือเราต้องค้นหารูปร่างของเราเองในจิตที่เป็นสมาธิว่ามันอยู่ที่ใหน พยายามนึกก็นึกไม่ออก ต้องพยายามสร้างภาพในใจว่านี่คือตัวเราสอนให้ใจเรารู้จักว่านี่คือตัวเราให้จิตมันจำภาพนั้นไว้สมาธิก็จะสูงขึ้นแน่วแน่ขึ้นมาคิดแต่เรื่องเดียวเท่านั้นเพราะจิตพยายามจะมาหาตัวตนของตัวเอง วิธีที่จะไปถึงก็ยังคงต้องใช้การพิจารณามายังตัวเราร่างกายเราแล้วไปสร้างภาพเป็นร่างกายภายในจิต
พอเราพิจารณามาที่ตัวเรา ร่างกายเราเอามาประกอบเป็นเนื้อตัวร่างกายในจิต ทีนี้พอเห็นภาพตัวเราชัดขึ้นเราจะเห็นถึงตัวเราในลักษณะที่ว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรเลยมันก็เหมือนกับสิ่งที่อยู่นิ่งๆ สิ่งหนึ่งเหมือนซากศพที่มีวิญญาน ตรงนี้เราก็จะแยกร่างกายเราที่เรามองเห็นในภาพที่อยู่ในจิตนั้นกับอารมณ์ที่เรามีอยู่ได้ ภาพในจิตที่เราเห็นตัวเราเองก็จะปรากฎ แล้วทีนี้อารมณ์ที่เกิดจากการเห็นนั้นก็จะรู้สึกถึงความเบื่อหน่ายในความเป็นตัวเราเองที่เราเห็นอยู่นั้นนเพราะสุดท้ายเราก็จะต้องไปเป็นอย่างนั้นอย่างที่เราเห็นหรือภาพในทางโลกที่ชัดสุดคือคนที่ตายแล้ว ใจเราเบื่อหน่ายก็เกิดความอยากชนิดหนึ่งที่เป็นความอยากอีกระดับคืออยากที่จะไม่เป็นอย่างนั้น
ดังนั้นเราทำสมาธิต่อไปเพื่อที่จะละความยึดถือกับตัวตนที่เราเห็นในนั้นเพื่อจะให้เราไม่ยึดติดอยู่กับอารมณ์นั้น ซึ่งในแต่ละขึ้นที่ผ่านมาเราต้องทำสมาธิจนกว่าจะเข้าถึงซึ่งเป็นการอยากมากต้องค่อยๆอบรมใจเรากว่าจะผ่านแต่ละด่านมาได้ไม่ใช่สิ่งง่ายๆต้องเริ่มปฎิบัติ รรมมะของพระพุทธเจ้าจึงอยู่ที่เดี๋ยวนี้เวลานี้ ไม่ใช่อยู่ที่อื่นใดอันไกลเลย เราต้องเข้าไปให้ถึงใจเรา แต่เพราะจิตมีอารมณ์ตามประสบการณ์มันก็เลยยากที่จะเข้าไปถึง
พอเราเริ่มจะละความเป็นตัวตนของเราที่เราเห็นว่ามันมีตัวตนของเราอยู่รวมกับอารมณ์ที่ปรุงแต่จะรู้สึกว่า ตัวเราก็ประกอบไปด้วยการเกิดดับของธาตุทั้ง 4อยู่ในตัวเรา ที่มันเกิดดับขัดแย้งกันอยู่มาจนเป็นตัวเราที่อยู่ตามสภาพนี้ มันจะเริ่มแยกอารมณ์ชัดเจนขึ้นเห็นเป็นอารมณ์ชนิดต่างๆเหลือเพียงไม่กี่อย่าง แล้วในใจที่เป็นสมาธิก้สามารถขึ้นไปอีกถ้าถึงระดับนั้นแล้วหากฝึกจิตให้มันรู้ไปอีกมันจะสามารถละการยึดติดในอารมณ์ที่เกิดเหล่านั้น นั่นคือพอมันละได้มันจะไม่มี ความคิด ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่วและฝ่ายเป็นกลาง เนื่องจากได้ทิ้งความเป็นตัวตนที่เราเห็นในใจเรานั้นแล้วและละอารมณ์ที่อยู่ภายนอกใจที่เราคิดได้ ความเป็นอนัตตาก็หมดสิ้น ก็จะพบเจอจุดคงที่คือสิ่งที่เรียกว่านิพาน จุดนี้เองที่ไอไสตน์หาไม่พบเพื่อที่จะใช้วัดทุสิ่งทุกอย่างได้อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเทียบทุกสิ่งทุกอย่างกับสิ่งอื่นให้ได้ผลที่แม่นยำที่สุด ไม่ใช่ เอาน้ำหนักที่ดาวอังคารมาเทียบน้ำหนักที่โลกที่เรียกว่าการเทียบแบบสัมพัทธ์กับสิ่งอื่น
จะเห็นได้ว่ามันคือกระบวนการตามอริยสัจ 4 ที่พุทธองค์ค้นพบนั่นคือ
ทำสมาธิดูแล้วในจิตนั้นมันคิดไปไกลจากตัวเองมันไม่ไปสิ่งอื่นปรุงแต่งใจให้คิดไปเรื่อยเปื่อยเลยทุกข์
ต่อเมื่อเริ่มขยับเข้ามาคิดใกล้เริ่มรู้จักความสุขที่เกิดจากการสงบ
แล้วจึงพบสาเหตุว่ามันเกิดจากการที่เรานึกไปหาตัวเองไม่เจอทำยังไงก็ไม่เห็นตัวเองเป็นสมุทัย
หนทางที่จะทำให้เราไม่ฟุ้งซ่านไปยังที่อื่นที่คิดไปได้ก็คือการกลับมามองตัวเราเองมาหาตัวเราเองให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเราในสมาธินั้น เป็นนิโรธ
แล้วเราก็จะค้นพบวิธีปฎิบัติว่าต้องเข้าถึงด้วยตัวเราเองเท่านั้นที่เรียกว่าปัจจัตังเวทิตัพโพ และวิธีทางก็คือทำสมาธิให้รู้จักว่าตัวเราคือใครมีลักษณะเป็นอย่างไร แล้วก็จะมองเห็นว่าวิธีการต่างๆมีวิธีมรรค 8
และนี่คือสิ่งที่เป็นแก่น ส่วนอื่นๆ ก็เป็นธรรมมะที่จำแนกได้
จะมีใครเข้าใจที่เขียนหรือป่าวหว่า สำหรับผู้เขียนเองยังเพิ่งรู้แค่เพียงว่าปัญหามันอยู่ตรงที่เราค้นหาตัวเองในสมาธิแล้วยังมองไม่เห็นตัวเรานั่นเอง แต่ยังไม่ได้ลงมือปฎิบัติให้เห็นผล และเข้าใจในภาพรวมได้เท่านี้ ลองๆปฎิบัติกันดู ว่าเราจะนึกภาพตัวเราในใจออกมั๊ย แล้วมันจะเป็นอย่างที่เขียนออกมาหรือป่าว ขึ้นอยู่กับปัญญาของใครจะเข้าถึงได้เพียงใหน ค่อยๆอบรมจิตกันไปให้มันรู้จักตัวเอง
เริ่มต้นจากการที่บางคนเคยลองหลับตาแล้วทำสมาธิตามที่มีคนบอกแต่ก็ไม่เห็นอะไร สิ่งที่เห็นก็คือจินตนาการในใจเราไม่งั้นถ้าเพ่งมากๆก็เห็นสีขาวกับสีดำ เพราะมันมืดมองไม่เห็น แล้วถ้าเราตามไปตามไปเราจะรู้สึกว่าเรากำลังคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ ถ้าเข้าไปอีกระดับหนึ่งเราจะจับทางถูกว่าเรากำลังคิดอะไรบ้างแต่ก็ตามไม่ทัน
บางคนยังไม่เคยทำก็ไม่รู้ก็ลองอ่านกันต่อไป
ทีนี้ถ้าเราพยายามตามดูจิตเราต่อไปเราจะเห็นว่ามันก็คิดไปเรื่อยเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้างและบางทีก็คิดได้หลายๆเรื่องในเวลาเดียวกัน ทีนี้จุดสิ้นสุดมันจะอยู่ตรงในล่ะในเมื่อเราก็คิดไปเรื่อยๆเช่นนั้น
แต่เวลาที่ทำสมาธิเมื่อเรารู้เช่นนั้นเราพยายามคุมจิตให้มันคิดเรื่องเดียวให้ได้แต่ก็ทำไม่ได้สักที ทำไมกันล่ะ มันก็ออกไปคิดเรื่องอื่นอยู่นั่นล่ะแต่เราก็คิดเรื่องอื่นน้อยลงจบางทีในลึกๆเรารู้สึกว่าเรามีความสุขที่เราสามารถบังคับจิตเราให้คิดให้มันอยู่ที่จุดเดียวกันได้เรื่องเดียวกันได้มันก็พลอยให้เรารู้สึกมีความสุขที่เราบังคับให้มันเป็นเช่นนั้นได้มันมีความสงบของมันอยู่แต่ความสุขที่เกิดจากสมาธิตรงนี้มันเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้นเองทำอย่างไรมันถึงจะมีความสุขยืนยาว สมาธิตรงนี้ใช้กับการเรียนได้
ในแนวทางของพุทธก็พยายามทำให้ความสุขมันยืนยาวนานที่สุดแล้วก็ค้นพบทางออกที่สำคัญ
ในการทำสมาธินั้นเราจะรู้สึกว่าจิตเราตามความคิดเราไปเรื่อยๆ พอตามไปก็ไปเรื่อยๆตามที่จิตปรุงแต่งมันก็หาที่สุดไม่ได้ จึงต้องหาแนวทางใหม่วิถีทางที่จะควบคุมให้จิตอยู่ที่จุดเดียวมีหลายทางก็อย่างเช่นเพ่งจิตอยู่กัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอามาเป็นความคิดเดียวแต่มันก็ยังเจอปรุงแต่งอีกนั่นล่ะคนเราชอบคิดไปเรื่อย
ต่อมาไม่นานนักหลักจากลองทำสมาธิดู ลองมาดูแนวทางของพุทธ ที่บอกว่า พอเราทำสมาธิไปเราจะเห็นว่าไม่มีที่สิ้นสุดของการคิดแต่เราจำกัดการคิดของเราให้อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วจะรู้สึกมีความสุขแล้วถ้าเราคิดในสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานก็จะรู้สึกมีความสุขมาก และนี่เองเป็นความสุขที่เกิดจากสมาธิในทางโลก
แต่ที่สูงกว่านั้นมันคืออะไรมีวิธีใหนที่จะไปได้นานกว่านั้นหรือไม่ในการที่เราจะมีสมาธิ ก็เลยต้องค้นหากันต่อไปว่าแล้วอะไรล่ะที่มันจะทำให้เรามีความสุขนั้นอยู่นาน ก็ได้รู้อีกว่า มันก็คือ การที่ทำความรู้จักกับตัวเราเองเป็นวิธีที่จะทำให้เรามีข้อจำกัดขอบเขตในการตามดูจิตใจของเราว่ามันจะไปสิ้นสุดอยุ่ที่ใหนสักแห่งในส่วนที่จิตเราไปถึงในร่างกายของเรานี้เอง
จากเมื่อกี้ที่เราเห็นว่ามันไม่มีที่สิ้นสุดที่เราคิดได้มันก็มีที่สิ้นสุดที่แคบลงมาอยู่ที่ภายในร่างกายเรา เราทำสมาธิต่อไปเราจึงเห็นว่า ถ้าเราจำกัดให้ใจเรามาคิดแต่ในเรื่องของตัวเรามันจะไม่ค่อยฟุ้งซ่านเหมือนทำสมาธิครั้งแรกเพราะจิตมันจะตามไปดูแค่ว่าเสียงนี้เราได้ยินกลิ่นนี้เราได้กลิ่น เราสำผัสร้อนสัมผัสเย็นและอื่นๆที่เราเรียกว่าทวารทั้ง 6 คือสิ่งที่รับรู้ความรู้สึก ถ้าเราตามไปดูแค่เฉพาะในจุดนี้วงที่แคบขึ้นทำให้จิตเป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น
แต่พอพิจารณาไปอีกจะเห็นว่าจิตเรานี้มีสมาธิได้เร็วแต่ความสุขนี้ก็ยังไม่คงที่แล้วมันจะคงที่เมื่อไหร่
ทีนี้เลยต้องค้นหาต่อไปอีกก็นึกไปนึกมาวนเวียนตามความคิดทันมากขึ้นแต่ก็ยังให้มันเป็นความคิดเดียวไม่ได้
มาถึงตอนสำคัญ ปัญหามีอยู่ว่าเวลาเรานึกถึงสิ่งอื่นทำไมเรานึกถึงได้ เวลาในสมาธินั้นทำไมเรานึกภาพตัวเองไม่ออก ไม่เชื่อลองๆนึกดูไม่ใช่นึกภาพเราที่เราเคยเห็นเวลาถ่ายรูปนะ แต่ลองทำสมาธิแล้วนึกภาพเราดูสิทำไมมันนึกไม่ออกก็ไม่รู้เห็นแต่ภาพเราบ้างเป็นตัวตนเราบ้างในบางครั้งแต่มันก็หายแวบๆไปทุกทีลองๆนึกดูนะยิ่งนึกยิ่งไม่เห็น แปลกแต่จริงมันเป็นความลับของโลกเลยก็ว่าได้ที่ทำให้มวลมนุษยชาติที่เกิดมาแล้วทำให้มองเห็นตัวผู้อื่นว่าเป็นเช่นไร แต่ไม่อาจจะมองเห็นตัวเองได้ในความนึกคิดอันนั้นและนี่แหละเป็นเหตุที่ทำให้พุทธะค้นพบความเป็นวัฎะสงสารหมุนวนไปเรื่อย เพราะเรามีความไม่รู้ที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นอวิชา คือเราไม่เห็นตัวเราเองว่าตัวเราอยู่ใหน
ทางที่ต้องเดินต่อไปของการทำสมาธิคือเราต้องค้นหารูปร่างของเราเองในจิตที่เป็นสมาธิว่ามันอยู่ที่ใหน พยายามนึกก็นึกไม่ออก ต้องพยายามสร้างภาพในใจว่านี่คือตัวเราสอนให้ใจเรารู้จักว่านี่คือตัวเราให้จิตมันจำภาพนั้นไว้สมาธิก็จะสูงขึ้นแน่วแน่ขึ้นมาคิดแต่เรื่องเดียวเท่านั้นเพราะจิตพยายามจะมาหาตัวตนของตัวเอง วิธีที่จะไปถึงก็ยังคงต้องใช้การพิจารณามายังตัวเราร่างกายเราแล้วไปสร้างภาพเป็นร่างกายภายในจิต
พอเราพิจารณามาที่ตัวเรา ร่างกายเราเอามาประกอบเป็นเนื้อตัวร่างกายในจิต ทีนี้พอเห็นภาพตัวเราชัดขึ้นเราจะเห็นถึงตัวเราในลักษณะที่ว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรเลยมันก็เหมือนกับสิ่งที่อยู่นิ่งๆ สิ่งหนึ่งเหมือนซากศพที่มีวิญญาน ตรงนี้เราก็จะแยกร่างกายเราที่เรามองเห็นในภาพที่อยู่ในจิตนั้นกับอารมณ์ที่เรามีอยู่ได้ ภาพในจิตที่เราเห็นตัวเราเองก็จะปรากฎ แล้วทีนี้อารมณ์ที่เกิดจากการเห็นนั้นก็จะรู้สึกถึงความเบื่อหน่ายในความเป็นตัวเราเองที่เราเห็นอยู่นั้นนเพราะสุดท้ายเราก็จะต้องไปเป็นอย่างนั้นอย่างที่เราเห็นหรือภาพในทางโลกที่ชัดสุดคือคนที่ตายแล้ว ใจเราเบื่อหน่ายก็เกิดความอยากชนิดหนึ่งที่เป็นความอยากอีกระดับคืออยากที่จะไม่เป็นอย่างนั้น
ดังนั้นเราทำสมาธิต่อไปเพื่อที่จะละความยึดถือกับตัวตนที่เราเห็นในนั้นเพื่อจะให้เราไม่ยึดติดอยู่กับอารมณ์นั้น ซึ่งในแต่ละขึ้นที่ผ่านมาเราต้องทำสมาธิจนกว่าจะเข้าถึงซึ่งเป็นการอยากมากต้องค่อยๆอบรมใจเรากว่าจะผ่านแต่ละด่านมาได้ไม่ใช่สิ่งง่ายๆต้องเริ่มปฎิบัติ รรมมะของพระพุทธเจ้าจึงอยู่ที่เดี๋ยวนี้เวลานี้ ไม่ใช่อยู่ที่อื่นใดอันไกลเลย เราต้องเข้าไปให้ถึงใจเรา แต่เพราะจิตมีอารมณ์ตามประสบการณ์มันก็เลยยากที่จะเข้าไปถึง
พอเราเริ่มจะละความเป็นตัวตนของเราที่เราเห็นว่ามันมีตัวตนของเราอยู่รวมกับอารมณ์ที่ปรุงแต่จะรู้สึกว่า ตัวเราก็ประกอบไปด้วยการเกิดดับของธาตุทั้ง 4อยู่ในตัวเรา ที่มันเกิดดับขัดแย้งกันอยู่มาจนเป็นตัวเราที่อยู่ตามสภาพนี้ มันจะเริ่มแยกอารมณ์ชัดเจนขึ้นเห็นเป็นอารมณ์ชนิดต่างๆเหลือเพียงไม่กี่อย่าง แล้วในใจที่เป็นสมาธิก้สามารถขึ้นไปอีกถ้าถึงระดับนั้นแล้วหากฝึกจิตให้มันรู้ไปอีกมันจะสามารถละการยึดติดในอารมณ์ที่เกิดเหล่านั้น นั่นคือพอมันละได้มันจะไม่มี ความคิด ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่วและฝ่ายเป็นกลาง เนื่องจากได้ทิ้งความเป็นตัวตนที่เราเห็นในใจเรานั้นแล้วและละอารมณ์ที่อยู่ภายนอกใจที่เราคิดได้ ความเป็นอนัตตาก็หมดสิ้น ก็จะพบเจอจุดคงที่คือสิ่งที่เรียกว่านิพาน จุดนี้เองที่ไอไสตน์หาไม่พบเพื่อที่จะใช้วัดทุสิ่งทุกอย่างได้อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเทียบทุกสิ่งทุกอย่างกับสิ่งอื่นให้ได้ผลที่แม่นยำที่สุด ไม่ใช่ เอาน้ำหนักที่ดาวอังคารมาเทียบน้ำหนักที่โลกที่เรียกว่าการเทียบแบบสัมพัทธ์กับสิ่งอื่น
จะเห็นได้ว่ามันคือกระบวนการตามอริยสัจ 4 ที่พุทธองค์ค้นพบนั่นคือ
ทำสมาธิดูแล้วในจิตนั้นมันคิดไปไกลจากตัวเองมันไม่ไปสิ่งอื่นปรุงแต่งใจให้คิดไปเรื่อยเปื่อยเลยทุกข์
ต่อเมื่อเริ่มขยับเข้ามาคิดใกล้เริ่มรู้จักความสุขที่เกิดจากการสงบ
แล้วจึงพบสาเหตุว่ามันเกิดจากการที่เรานึกไปหาตัวเองไม่เจอทำยังไงก็ไม่เห็นตัวเองเป็นสมุทัย
หนทางที่จะทำให้เราไม่ฟุ้งซ่านไปยังที่อื่นที่คิดไปได้ก็คือการกลับมามองตัวเราเองมาหาตัวเราเองให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเราในสมาธินั้น เป็นนิโรธ
แล้วเราก็จะค้นพบวิธีปฎิบัติว่าต้องเข้าถึงด้วยตัวเราเองเท่านั้นที่เรียกว่าปัจจัตังเวทิตัพโพ และวิธีทางก็คือทำสมาธิให้รู้จักว่าตัวเราคือใครมีลักษณะเป็นอย่างไร แล้วก็จะมองเห็นว่าวิธีการต่างๆมีวิธีมรรค 8
และนี่คือสิ่งที่เป็นแก่น ส่วนอื่นๆ ก็เป็นธรรมมะที่จำแนกได้
จะมีใครเข้าใจที่เขียนหรือป่าวหว่า สำหรับผู้เขียนเองยังเพิ่งรู้แค่เพียงว่าปัญหามันอยู่ตรงที่เราค้นหาตัวเองในสมาธิแล้วยังมองไม่เห็นตัวเรานั่นเอง แต่ยังไม่ได้ลงมือปฎิบัติให้เห็นผล และเข้าใจในภาพรวมได้เท่านี้ ลองๆปฎิบัติกันดู ว่าเราจะนึกภาพตัวเราในใจออกมั๊ย แล้วมันจะเป็นอย่างที่เขียนออกมาหรือป่าว ขึ้นอยู่กับปัญญาของใครจะเข้าถึงได้เพียงใหน ค่อยๆอบรมจิตกันไปให้มันรู้จักตัวเอง
กำหนดลมหายใจ รู้ตัวอยู่เสมอว่าตนเองทำอะไรค่ะ
ค้นหาตัวเองในสมาธิแล้วยังมองไม่เห็นตัวเรา...
ท่าทางจะยากเหมือนกันนะครับ..
...แต่ที่ลองทำสมาธิแล้ว ได้ความสงบ และขบคิด แก้ปัญหาที่ติดค้างได้ออก เพราะตัดสิ่้่งรบกวนออกไป
ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาในแบบที่ตัวของเราเองต้องการ ตัดสินใจได้เสียที และมีสติรู้ว่า ตัวเองกำลังทำอะไร
กำหนดลมหายใจให้รู้ตัวเองอยู่เสมอนั่นเป็นการรู้จากสมาธิในระดับนึงเท่านั้นะครับ สมาธิที่รู้ว่าเราตามรู้ตัวเราเองได้ว่าเราคิดไปถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ตามไปดูไปเห็นมันว่ามันกำลังทำอะไร แต่เราไม่สามารถจะหยุดมันไม่ให้คิดต่อไปในเรื่องอื่นอีก และบางครั้งเราก็ตามความคิดไม่ทันเหมือนกัน ถ้าฝึกบ่อยๆมันก็ทำให้เรามีสติตามทันมากขึ้น วิธีที่จะให้มันตามทันเรื่อยๆเลยต้องมาจำกัดจิตให้คิดเรื่องเดียว ถ้ากำหนดลมหายใจก็ให้นึกถึงจุดใดจุดหนึ่งที่สำคัญก็คือ บริเวณท้อง กับเลยลิ้นปี่หน่อยๆใช่มั๊ยครับกำหนดให้จิตรู้ได้ว่านี่มันรู้สึกได้ถึงว่ามีหัวใจเต้นอยู่รู้สึกถึงชีพจร พอเรารู้สึกว่ามันเต้นตุ๊บๆอยู่เราจะรู้สึกว่ามันมีสมาธิอยู่จากการกำหนดใจให้รู้สึกถึงอย่างนั้น ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็มาจากการเริ่มต้นที่กำหนดไปยังลมให้ใจเข้าออกเข้าออกหรือกำหนดจิตให้อยู่กับคำว่าพุทโธหรือถ้าอย่างของอื่นที่เคยบูชาไฟก็เพ่งไฟ มันจะมีสมาธิในระดับหนึ่ง แต่ลองสังเกตุดูสิครับว่ามันก็ยังคิดไปเรื่องอื่นได้อีก มันจะมีสมาธิสักพักนึงขึ้นอยุ่กับการปฎิบัติว่าทำบ่อยแต่ใหน
สุดท้ายลองมาดูวิธีที่เขียนไว้ดูลองกลับมานึกดูหลังจากกำหนดลมหายใจแล้วสักพัก ลองเข้าไปหาดูว่าเรานึกถึงตัวเราได้ใหมตัวเรามันมีหน้าตาเป็นอย่างไรแล้วลองดูว่าคุณจะรู้สึกเหมือนผมมั๊ยว่าเรามองไม่เห็น ยิ่งผมยิ่งเพ่งไปก็เห็นสักระยะหนึ่งแล้วมันก็หายไปอีก เลยต้องบอกว่ามันเป็นความลับในโลกนี้จริงๆครับยิ่งกว่าการรู้สึกในจิตอีกตอนทำสมาธิอยู่กับลมหายใจหรือว่าเพ่งจิตลงมาที่หน้าอกให้รู้สึกถึงการเต้นของใจ
ถึงคุณบอนนะครับ
ยากแน่นอนครับเค้าบอกว่าต้องปฎิบัติด้วยตนเองจึงจะเห็นและเข้าถึง
แต่ระดับที่เราทำๆกันให้จิตเป็นสมาธิแบบนี้เราใช้ในการแก้ปัญหาครับเรามีสมาธิในระดับนึงเราก็แก้ปัญหาได้ ถ้าจะอธิบายก็คงเป็นสมาธิในทางโลก เพราะความสงบที่เกิดขึ้นเรารู้สึกเป็นสุขแต่ปัญหามันมีอยุ่ว่ามันอยู่ไม่ได้อย่างนั้นตลอดไป ถ้าปรารถนาให้มันดำรงอยู่ต่อไปก็ไปทำอีกขั้นนึงที่ต้องจำกัดความคิดให้มันอยู่ในตัวเรา นั่นล่ะครับพิจารณาในร่างกายเราคิดแต่ในเรื่องที่อยู่ในตัวเราตอนทำสมาธิก็จะทำให้สมาธิเกิดเร็วขึ้นแทนที่จะไปตามดูความคิดที่มันคิดไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ก็มาคิดให้มันจำกัดในตัวเราซะถึงมันจะไม่สิ้นสุดแต่มันก็ยังแคบอยุ่เพราะมันอยู่ในตัวเรา มันอยุ่กับลมหายใจเราหรือมันอยู่กับความรู้สึกในตัวเราอย่างนั้น
จะว่าไปแล้ว ก็ยากจริงๆล่ะครับ แค่เรื่องลมหายใจ หลายครั้ง จิตใจยังล่องลอยไปที่อื่นอยู่เรื่อยเลยครับ
ขอบคุณสำหรับบันทึกนี้ ที่สะกิดความคิดหลายอย่างนะครับ
ฝ่ายชอบค้าน...มาแล้วครับ
"ปัญหาใหญ่ที่สุดของการทำสมาธิคือในสมาธินั้นเรามองไม่เห็นตัวเราว่าตัวเรามันมีลักษณะเป็นอย่างไร ยิ่งนึกรูปร่างหน้าตาตัวเราในจิตยิ่งนึกไม่ออกนี่คืออวิชาที่ยิ่งใหญ่ที่ถูกธรรมชาติปิดบังไว้ เราต้องอบรมจิตให้มันรู้จักตัวเราเราจึงจะเข้าถึงนิพพานได้โดยง่าย" <<< เขาใจอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ
เท่าที่อ่านมาดูไม่เข้าท่าเลยนะครับ โดยภาพรวมแล้ว บทความนี้ใช้ไม่ได้ครับ ไม่ผ่านนะผมว่า
-ข้อแนะนำนะครับลืมๆ ไปเสีย แล้วไปศึกษาจากผู้รู้หรือจากวัดนะครับจากที่นี่ก็ได้ครับ www.84000.org <<<แตก็มีผิดบ้างนะครับ แต่โดยรวมหรือโดยเจตนาของเวบแล้วผ่านครับ