CMM คืออะไร
CMM ย่อมาจาก Capability Maturity Model เป็นต้นแบบของการวัดวุฒิภาวะความสามารถในการทำงาน ที่ทางสถาบัน Software Engineering Institute (SEI) แห่งมหาวิทยาลัย คาร์เนกี เมลลอน ในสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาขึ้น ให้แก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา
หลักการของ CMM ก็คือ ความสำเร็จในการทำงานใดๆ ในอนาคตของบริษัทหรือหน่วยงาน ขึ้นอยู่กับระดับวุฒิภาวะความสามารถ ในการทำงานของบริษัทหรือหน่วยงานนั้น ในทำนองเดียวกัน วุฒิภาวะความสามารถของบริษัทหรือหน่วยงานนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผลการทำงานในอดีตของบริษัทหรือหน่วยงานนั้น
SEI ได้พัฒนาต้นแบบวุฒิภาะความสามารถออกมาเป็นห้าระดับ ระดับแรก (Initial level) เป็นระดับเบื้องต้นซึ่งอาจกล่าวได้ว่า บริษัททั่วไปต่างก็อยู่ในระดับนี้ คือ ยังทำงานแบบไม่เป็นระบบ การทำงานต้องพึ่งผู้ที่มีประสบการณ์เป็นหลัก ต่อมาพอถึง ระดับที่สอง (Repeatable level) การทำงานจะมีความเป็นระบบมากขึ้น มีการนำหลักการจัดการโครงการมาใช้ในการบริหารงานของแต่ละโครงการ ระดับที่สาม (Defined Level) เป็นระดับที่หน่วยงานได้จัดทำมาตรฐานการทำงานของหน่วยงานขึ้น โดยการพิจารณาปรับปรุงจากการดำเนินงานในระดับที่สอง ในระดับนี้การทำงานจะมีมาตรฐาน สามารถวัดและจัดเก็บสถิติผลการดำเนินงานเอาไว้ได้ ระดับที่สี่ (Managed Level) เป็นระดับที่นำเอาสถิติการดำเนินงานที่จัดเก็บไว้มาวิเคราะห์ เพื่อหาจุดบกพร่อง และแก้ไขไม่ให้มีข้อบกพร่องได้ ระดับที่ห้า (Optimizing level) เป็นระดับวุฒิภาวะสูงสุด เป็นระดับที่หน่วยงานดำเนินการปรับปรุง กระบวนการทำงานของตนเองอย่างต่อเนื่อง มีการจัดกระบวนการทำงานใหม่ ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น และมีการป้องกันไม่ให้ข้อบกพร่องเกิดขึ้น
วุฒิภาวะความสามารถ CMM ได้รับความสนใจนำไปใช้ในด้านต่างๆ หลายด้าน เช่น CMM ทางด้านซอฟต์แวร์นั้น ก็ได้รับความสนใจจากบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์หลายแห่งทั่วโลก บริษัทที่ประเมินผ่านวุฒิภาวะระดับต่างๆ นั้น ได้รับความเชื่อถือจากลูกค้าด้วยดี และในบางแห่งก็มีการกำหนดระดับ CMM ของบริษัทที่จะเข้ารับงานด้วย เช่นในสหรัฐอเมริกานั้น กระทรวงกลาโหมกำหนดว่า บริษัทที่จะเข้ารับประมูลงานซอฟต์แวร์ได้ จะต้องมีวุฒิภาวะความสามารถ CMM ระดับที่ 3 เป็นอย่างน้อย นั่นก็คือกระทรวงกลาโหมจะมั่นใจในกระบวนการซอฟต์แวร์ของบริษัทว่า จะสามารถผลิตงานซอฟต์แวร์ตามที่กระทรวงกำหนดได้จริงๆ
ขอขอบคุณ ดร.ครรชิต มาลัยวงศ์ สำหรับข้อมูล
ดีจังที่ยังมีมาให้เห็น "CMMI"
กำลังทำระบบนี้อยู่ครับ ขอ Level 3 นะ แต่ว่าเรามี 9 องค์กร เหนื่อยอยู่เหมือนกัน
แล้วจะเข้ามาใหม่ครับ
สำหรับ L3 : Defined Level
ก่อนที่จะไป L3 แสดงว่าคุณทำในส่วนของ L2 ได้แล้ว ทั้งนี้ผมขอเน้นถึงการทำงานในลักษณะ Project รวมถึงการทำ KPA ทั้ง 6 ตัว ในการก้าวเข้าไปสู้ L3 คุณยังคงต้องทำ KPA ของระดับ 2 เหมือนเดิม โดยเฉพาะ Software Quality Assurance หรือคือการประกันคุณภาพซอฟต์แวร์ โดยใน L2 นั้น การประกันคุณภาพซอฟต์แวร์ประกอบด้วยการที่มีเจ้าหน้าที่ SQA อย่างน้อยหนึ่งคนทำหน้าที่ทบทวน ตรวจสอบกระบวนการซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของโครงการและของบริษัทนั้นหรือไม่ สำหรับงานซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่อาจจะต้องมีผู้ทำหน้าที่นี้หลายคน โดยเจ้าหน้าที่ SQA จะต้องเข้ามาร่วมในกระบวนการซอฟต์แวร์ตั้งแต่ต้น คือเมื่อเริ่มได้โครงการมาทำแล้วทางเจ้าหน้าที่ SQA ก็จะต้องเริ่มเข้าไปคุยกับลูกค้าพร้อมกับทางฝ่ายโครงการ ต้องจัดเตรียมแผนงานตรวจสอบ และเมื่อแต่ละกิจกรรมเสร็จสิ้นแล้ว SQA ก็จะต้องตรวจสอบกิจกรรมนั้น แล้วจัดทำรายงานเสนอต่อหัวหน้าโครงการและผู้บริหารระดับสูง
มาถึง L3 การทำงานที่ต่อเนื่องจาก L2 และมีหลักคือ มีการทำมาตรฐานการทำงานเพื่อวัดผลและเก็บสถิติได้ ดังนั้น ในการก้าวจากระดับ 2 ไปสู่ระดับ 3 นั้น จะต้องสร้างกระบวนการให้เป็นมาตรฐานสำหรับหน่วยงานก่อน เรื่องนี้ทาง CMM ใช้คำว่าจะต้อง institutionalize เมื่อถึงระดับ 3 แล้วระหว่างการทำงานต่าง ๆ ก็จะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ การตรวจสอบในระดับนี้เป็นการชักตัวอย่างมาพิจารณา คือไม่ต้องตรวจสอบหมดทุกอย่าง
โดยสรุปการก้าวขึ้นเป็น L3 คือ เราต้องทำ L2 ให้เป็นมาตรฐานและเก็บข้อมูลหรือสถิติต่างๆไว้เพื่อเตรียมวิเคราะห์ใน L4/5
ผมมีข้อมูลจากเอกสารการพัฒนา CMMI ในส่วนของ Process Area มาให้ดังนี้นะครับ ใน L3 ต้องสร้าง Process Standardization ให้ได้โดย Process Area ที่ต้องจัดการประกอบด้วย
- Requirements Development
- Technical Solution
- Product Intrgration
- Verification
- Validation
- Integreted Project Management for IPPD
- Risk Management
หวังว่าพอจะเป็นแนวทางให้ได้นะครับ
^^