"..หากเราไร้เสียซึ่งสมาธิตั้งแต่ต้น ย่อมสติแตกในการใช้ชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รีบเกิด รีบกิน และรีบตาย..."
สมาธิและปัญญาเป็นสิ่งเดียวกัน เมื่อมีสมาธิย่อมเกิดปัญญา ปัญญานำมาซึ่งสมาธิ ทางเดียวที่จักนำไปสู่หนทาง นั่นคือ สมาธิ--จิตที่เป็นสมาธิย่อมมีเวลาพิจารณาสรรพสิ่งที่เห็นที่เป็นอยู่ตลอดกาล จะมีสิ่งสำคัญใดเท่าสมาธิได้อีกเป็นไม่มี
การฝึกสมาธิอย่างหนักสม่ำเสมอ ย่อมนำมาซึ่งความหนักแน่นแห่งจิต ไม่สามารถถูกหลอกลวงจากมารทั้งปวงได้
นับแต่อดีตที่ผ่านพ้น จวบจนปัจจุบันกาลปรากฎ ไม่มีสิ่งใดมีพลังเทียบเท่าสมาธิได้ ฉะนั้น หากปรารถนาซึ่งหนทาง ก็จงอุทิศกาย ใจ และเวลา ฝึกสมาธิเสียเถิด ปาฏิหาริย์ทั้งร้อยพัน เกิดจากสมาธิเพียงสิ่งเดียว การปฏิเสธสมาธิ ย่อมพบแต่หนทางที่วกวน
ในบรรดาเหล่าสาวกเซนทั้งหลาย ล้วนต้องผ่านการฝึกสมาธิมาแล้วอย่างหนัก หากไม่ฝึกสมาธิ ก็อย่าหวังว่าหนทางที่แสวงหาจะปรากฏ ไม่มีการรอมชอมในการทำสมาธิสำหรับสาวกเซน พวกที่ว่อกแว่กย่อมถูกต้อนเข้าสู่สมาธิด้วยความเมตตาจากไม้หน้าสามอันแข็งกร้าว
การฝึกสมาธินำมาซึ่งสติทุกลมหายใจ แต่การจะมีสติอยู่ทุกลมหายใจนั้น ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อที่จะเข้าถึงความไร้ค่า จะมีใครบ้างที่ยอมเสียเวลาขนาดนั้นเพื่อสิ่งไร้ค่า
สมัยนี้มีสิ่งต่างๆมากมาย มาทำให้สมาธิของเราไขว้เขว อาศัยแต่ความมักง่ายในการใช้ชีวิต(โดยคำกล่าวอ้างว่าสะดวกสบายแท้จริงแล้วมิใช่) มารจึงเข้าครองเมือง ชีวิตเร่งรีบ ช่วงเวลาที่รัดรึงเกาะเกี่ยววิถีชีวิต เราจึงมองข้ามการทำสมาธิไปว่าเป็นการเสียเวลา
หากเราไร้เสียซึ่งสมาธิตั้งแต่ต้น ย่อมสติแตกในการใช้ชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รีบเกิด รีบกิน และรีบตาย ต้องการเช่นนี้ใช่ไหม
ระบบระเบียบเสียหาย ก็ด้วยเสรีภาพจอมปลอม บ้านเมืองวุ่นวาย ก็ด้วยเพราะผู้คนไร้สติสัมปชัญญะ ในการพินิจพิจารณาซึ่งของจริงหรือสิ่งลวง แยกไม่ออกว่าสิ่งใดจริงหรือลวง จึงถูกมารเหยียบจนโงหัวไม่ขึ้น
เราปรารถนาความสุข แต่เรากลับสร้างความทุกข์ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา มันก็สมควรแล้ว จะหวังให้ใครมาชี้ทางอย่างนั้นหรือ แม้แต่พระศรีอารย์ก็ยังส่ายหน้า หากไม่ฉุกรั้งตัวเองออกมาจากมารให้ได้เสียก่อนแล้วใครกันล่ะที่จะช่วยได้ ในเมื่อตัวของตัวเองยอมตกเป็นเบี้ยล่างของเหล่ามาร มันก็ควรแล้ว
__________________________________
แล้วต้องทำยังไง
??สาธุธรรมค่ะขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะคะ
??สาธุธรรมค่ะขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะคะ