กรณีคลื่นยักษ์สึนามิพัดพามนุษย์สูญหายไป เกิดปัญหาข้อกฎหมายสำหรับบุคคลที่หายตัวไปหาไม่พบ ถ้าถือตามกฎหมายธรรมดาก็ต้องให้สูญหายไปครบสองปีก่อนจึงจะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนสาบสูญได้

          วันนี้ เป็นวันครบรอบสามปีของเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ เมื่อเกิดคลื่นยักษ์สึนามิทำให้ผู้คนล้มตายจำนวนมาก หลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไป ผมกับครอบครัวไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ต่อมาเมื่อเหตุการณ์สงบลง ผมเห็นว่าเหมาะสมที่จะเอาเรื่องการช่วยเหลือกฎหมายมาเขียน เพราะถ้าเขียนเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆคงไม่มีใครสนใจเพราะคนกำลังสนใจเรื่องปากเรื่องท้อง จะกินอย่างไร จะอยู่อย่างไร หลังเกิดสึนามิประมาณไม่เกิน ๑ ปี ก็เกิดบทความบทนี้ขึ้นมา และตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือของโรงเรียนสตรีภูเก็ต และต่อมาได้นำลงพิมพ์ในหนังสือกฎหมายชาวบ้าน วันนี้เห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังให้ผู้สนใจใคร่รู้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และเรื่องนี้สามารถใช้ในกรณีเกิดภัยพิบัติอื่นๆได้ด้วยครับ

          วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ คนไทยทั้งชาติต้องจดจำมหันตภัยคลื่นยักษ์สึนามิถล่มใน 6 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ทำให้คนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก  คนที่รอดพ้นภัยพิบัติเอาชีวิตรอดมาได้แต่ก็ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว  ไร้ที่อยู่อาศัย  เด็กจำนวนมากต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า คนไทยส่งคลื่นน้ำใจไปช่วยเหลือทั้งบริจาคสิ่งของ เงินทอง ช่วยสร้างที่อยู่อาศัย ฯลฯ นักกฎหมายก็คำนึงถึงเรื่องการช่วยเหลือเหมือนกัน เมื่อเราวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายที่จะเกิดกับประชาชนก็พบว่ามีปัญหาอยู่หลายประการ ที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือเยียวยา ในฐานะที่สวมหมวกหลายใบทั้งในฐานะเป็นอัยการและในฐานะของประธานคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนสตรีภูเก็ต จึงนำมาบอกกล่าวไว้เผื่อท่านจะไปขอหรือแนะนำให้ใครไปขอความช่วยเหลือจากอัยการทั่วประเทศจะได้ตระเตรียมเอกสารได้ถูกต้องรวดเร็วขึ้น คือ

 1. กรณีหลังเกิดเหตุคลื่นยักษ์มีผู้หายไปไม่กลับบ้าน,ไม่มีใครติดต่อได้ ซึ่งศาลยังไม่มีคำสั่งให้สาบสูญ   อาจจะเกิดปัญหาในเรื่องการจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ การทำนิติกรรมต่าง ๆ หรือการดำเนินการทางธุรกิจที่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น สามี ภริยา ผู้สืบสันดาน บุพการี ญาติ หรือพนักงานอัยการอาจร้องขอให้ศาลสั่งตั้งตัวแทนเพื่อการจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่โดย ร้องขอให้ศาลสั่งให้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งไปพลางก่อนเท่าที่จำเป็น แต่พอครบ ๑ ปีนับแต่วันสูญหายหรือนับแต่วันที่มีผู้พบเห็นหรือได้ทราบข่าวมาครั้งสุดท้าย ไปหากยังมีความจำเป็นต้องจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ เช่น มีบ้านเช่าหลายหลัง ต้องทำสัญญาเช่า ต้องไปจดทะเบียนการเช่า เป็นต้น กรณีนี้ต้องขอให้ศาลมีคำสั่ง ตั้งผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่

          เอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบทั้งสองกรณี

                * สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง

                * สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ไม่อยู่และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ร้อง 

                * บันทึกประจำวันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ได้รับแจ้งว่าบุคคลผู้ไม่อยู่นั้นได้หายไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่มีใครรู้เห็นว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ 

                *หลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ต้องจัดการ

2. กรณีที่ต้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งสาบสูญ   ในกรณี ผู้ประสบภัยจากเหตุคลื่นยักษ์สึนามิ แล้วหายไปไม่มีใครพบตัว ไม่ติดต่อแจ้งข่าวคราวกับใครเลย หากหายไปครบ ๒ ปี  นับแต่วันที่มีการรบหรือการสงคราม ยานพาหนะที่เดินทางอับปางหรือถูกทำลายลง เหตุอันตรายแก่ชีวิตอื่นๆ เช่น ภัยธรรมชาติหรือโรคระบาด ก็ต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าเป็นคนสาปสูญ เพราะการที่ศาลมีคำสั่งว่าบุคคลใดสาปสูญต้องถือว่าตายไปโดยผลของกฎหมาย จะทำให้ทรัพย์สินและหนี้สินต่าง ๆ ของบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุคคลสาบสูญ ตกเป็นกองมรดกแก่ทายาทตามกฎหมายต่อไป (ส่วนหากเป็นการหายออกไปจากบ้านหรือที่อยู่โดยที่ไม่มีเหตุพิเศษดังกล่าวข้างต้น ต้องใช้เวลาถึง ๕ ปี จึงจะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญได้ แต่กรณีเหยื่อสึนามิ รัฐบาลได้แก้ปัญหาให้กับประชาชนโดยการเสนอไม่นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๖๑ กับผู้ที่สูญหายไปกับคลื่นยักษ์สึนามิมาใช้บังคับ นั่นก็หมายความว่า ผู้ที่สูญหายไปเพราะเหตุสึนามิให้ถือว่าสาบสูญไปตั้งแต่วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ ดังนั้นญาติจึงมายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเป็นคนสาบสูญได้เลยไม่ต้องรอให้ครบสองปีครับ

         เอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบ

                * สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ร้อง

               * สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขอความช่วยเหลือ และผู้ที่จะขอให้ศาลสั่งเป็นคนสาบสูญ

               * บันทึกประจำวันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ได้รับแจ้งว่าบุคคลนั้นได้หายไปจากภูมิลำเนา โดยไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร

               * สำเนาหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ที่จะขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ

3. กรณีที่ผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครอง   เนื่องจากเหตุภัยพิบัติในครั้งนี้ เด็กหรือผู้เยาว์จำนวนมากต้องสูญเสียบิดาหรือมารดา บางคนสูญเสียทั้งบิดาและมารดา ในขณะที่เด็กนั้นยังต้องได้รับการศึกษา ต้องดำรงชีวิตอยู่และต้องมีผู้ปกครองตามกฎหมาย เพื่อทำนิติกรรม หรือดำเนินการใดๆแทนผู้เยาว์ ญาติของผู้เยาว์หรือพนักงานอัยการ สามารถร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้ปกครองได้ เราสามารถแยกได้ดังนี้ถ้าบิดายังมีชีวิตอยู่แต่สูญเสียมารดาและมารดานั้นมิได้จดทะเบียนสมรสกับบิดา และหรือบิดามิได้จดทะเบียนรับรองบุตร กรณีนี้ต้องขอตั้งผู้ปกครองซึ่ง พนักงานอัยการอาจร้องขอให้ศาลตั้งบิดาเป็นผู้ปกครองก็ได้ถ้าบิดามารดาเสียชีวิตหมด กรณีนี้ต้องขอตั้งผู้ปกครองกรณีบิดาหรือมารดาไม่เคยดูแลบุตรเลยหลังคลอดบุตรแล้วมารดาทิ้งร้างกับบิดา ทิ้งบุตรให้บิดาเลี้ยง เมื่อเกิดเหตุคลื่นยักษ์บิดาเสียชีวิต มารดายังมีชีวิตอยู่ กรณีนี้ต้องขอให้ศาลถอนอำนาจปกครองของมารดาและขอให้ศาลตั้งผู้ปกครองไปในคราวเดียวกัน ในกรณีดังกล่าวข้างต้นนี้ญาติผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการอาจมีการร้องขอให้ศาลตั้งผู้ปกครองได้ 

          เอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบ

                * สำเนาบัตรประชาชนของผู้ร้อง

                * สำเนาทะเบียนบ้านซึ่งผู้เยาว์ หรือผู้จะเป็นผู้ปกครองมีภูมิลำเนาอยู่ในขณะที่ยื่นคำร้อง

                 *เอกสารซึ่งแสดงหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างผู้เยาว์และบิดามารดาซึ่งจะถูกร้องให้ถอนอำนาจปกครอง เช่น ทะเบียนสมรส,สูติบัตร,สำเนาทะเบียนบ้าน,หนังสือการจดทะเบียนรับรองบุตร

                * หากผู้เยาว์มีทรัพย์สินก็ควรแสดงให้ศาลทราบด้วยว่ามีทรัพย์สินมากน้อยเพียงใดแต่ถ้าเป็นกรณีสูญเสียแต่บิดา แต่มารดายังมีชีวิตอยู่และมารดาก็เป็นผู้เลี้ยงดูบุตรมาโดยตลอด กรณีนี้ไม่ต้องขอตั้งผู้ปกครอง

  4. การรับบุตรบุญธรรม   กรณีเด็กกำพร้าที่บิดาและหรือมารดาเสียชีวิตจากกรณีคลื่นยักษ์ เด็กที่ต้องพลัดหลงจากบิดามารดา ซึ่งอาจหายสาบสูญไปและไม่มีที่พึ่งอาศัย จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ มูลนิธิหรือสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ซึ่งมีผู้ปกครองมูลนิธิหรือสถานสงเคราะห์เด็กต่าง ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองเด็ก ๆ เหล่านี้ตามกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็อาจมีบุคคลซึ่งเป็นญาติหรือเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเด็ก และมีความประสงค์จะรับผู้เยาว์ที่ตนให้การอุปการะเลี้ยงดูเป็นบุตร ซึ่งปกติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาเด็ก แต่เมื่อเกิดเหตุคลื่นยักษ์บิดาและหรือมารดาสูญหายไปไม่มีผู้มาให้ความยินยอม บุคคลเหล่านี้อาจขอให้พนักงานอัยการร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมจากบิดามารดาให้มีการรับบุตรบุญธรรม

              เอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบ

                * สำเนาบัตรประชาชนของผู้ร้อง* สำเนาทะเบียนบ้านของบุตรบุญธรรม ในขณะยื่นคำร้อง และของผู้รับบุตรบุญธรรม

                * สูติบัตรของบุตรบุญธรรม (ถ้ามี)

                * เอกสารหลักฐาน  ซึ่งแสดงว่าบุคคลใดเป็นบิดามารดาของบุตรบุญธรรม เช่น ใบสำคัญการจดทะเบียนสมรส สำเนาทะเบียนบ้าน

                * หนังสือแสดงความยินยอมของคู่สมรส ที่ให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรม

                * ใบมรณบัตรของบิดามารดา ซึ่งถึงแก่กรรม ซึ่งไม่สามารถให้ความยินยอมในการรับบุตรบุญธรรม

                * ในกรณีที่บิดาหรือมารดา  ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ  ไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมในการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมได้ให้แนบคำสั่งศาลประกอบด้วย

5. กรณีที่ต้องตั้งผู้จัดการมรดก   เมื่อปรากฏว่าผู้ประสบภัยถึงแก่ชีวิตยังคงมีทรัพย์ที่ตกทอดแก่ทายาท หรือกรณีผู้ประสบภัยได้สูญหายไปและศาลมีคำสั่งเป็นคนสาบสูญแล้ว และทายาทยังคงมีชีวิตอยู่และสามารถจัดการทรัพย์สินดังกล่าวได้  ผู้ที่เป็นทายาทอาจร้องขอต่อพนักงานอัยการให้ร้องขอให้ศาลตั้งทายาทของผู้นั้นเป็นผู้จัดการมรดกหรือตั้งบุคคลใดที่เห็นเหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดก แต่ในกรณีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทายาทโดยธรรมหรือทายาทตามพินัยกรรมได้สูญหายไป หรือเป็นผู้เยาว์หรือผู้จัดการมรดก หรือทายาทไม่สามารถจะจัดการ ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะร้องขอต่อศาลให้ตั้งบุคคลใดเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ได้

                เอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบ

                * ทะเบียนบ้านของผู้ตายและทะเบียนบ้านของผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก กรณีผู้ร้องขอ ฯ อยู่คนละบ้านกับผู้ตาย

                * ใบมรณบัตรของผู้ตาย

                * ใบมรณบัตรของบิดามารดาหรือทายาท กรณีบิดามารดาหรือทายาทของผู้ตาย (เจ้ามรดก) ถึงแก่ความตายก่อนแล้ว

                * ทะเบียนสมรสและทะเบียนหย่า(หากมี)ของสามีหรือภริยาของผู้ตาย

                 * ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล ของทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย

               * สูติบัตรของบุตรของผู้ตาย กรณีบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือไม่สามารถให้ความยินยอมได้

               * บัตรประจำตัวข้าราชการ บัตรประจำตัวประชาชน ของผู้ร้องขอฯ

                * พินัยกรรมของผู้ตาย (ถ้ามี)

                * หนังสือให้ความยินยอม ในการร้องขอจัดการมรดก และบัญชีเครือญาติ (ขอรับได้ที่สำนักงานอัยการทั่วประเทศ)

                * เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย เช่น โฉนดที่ดินและสัญญาจำนอง ทะเบียนรถจักรยานยนต์ ทะเบียนรถยนต์ อาวุธปืน สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ใบหุ้น และอื่น ๆ เป็นต้น

                * สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และทะเบียนบ้านของผู้ให้ความยินยอมทุกคน 

หมายเหตุ  ผู้ประสบภัย ญาติของผู้ประสบภัย หรือประชาชนทั่วไปสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ฟรีที่สำนักงานอัยการทั่วประเทศ