ยิ่งนับวัน ผมก็ยิ่งเห็นความซับซ้อนยุ่งเหยิงของสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นธรรมในสังคม”     ท่านอาจอ่านได้จาก อี-เมล์ ของ รศ. พิเชษฐ เมาลานนท์ ดังต่อไปนี้

เรียน ท่านที่เคารพ
 
         ผมได้เขียนคอลัมน์ "ตุลาการภิวัตน์" ประจำสยามรัฐรายวัน (ทุกพฤหัส) มาตั้งแต่เดือน มิย. ๕๐ โดยเขียนมาแล้ว ๒๑ ตอน
แต่แทนที่จะเขียนในหัวข้อที่หลากหลาย ผมได้ตัดสินใจเขียนในหัวข้อเดียว คือในเรื่อง"ตุลาการภิวัตน์" กับความปลอดภัยในท้องถนน (Judicialization and Road Safety)
 
         เมืองไทยมีอุบัติเหตุจราจร เกิดขึ้นทุกวัน วันละมากมายหลายราย  ปัญหาจราจร (Traffic) และความปลอดภัยในท้องถนน (Road Safety) จึงเป็น Case Study ที่สำคัญประการหนึ่งของ Law Enforcement ในเมืองไทย
 
         วันนี้ ผมขอส่ง List บทความที่เขียนมาทั้งหมด มากราบเรียนท่านที่เคารพและได้คัดเลือกส่งให้ท่านอ่าน ๖ ชิ้น - - โดยตั้งใจจะหาวิธีลงเว็บไซด์ทั้งหมด หรือพิมพ์รวมเล่มต่อไปในอนาคต
 
          Case Study จากอินเดียนั้น ตุลาการแทบทุกท่านในเมืองไทย คงเถียงว่าศาลไทยทำไม่ได้ เพราะอินเดียอยู่ในระบบ Common Law แต่ไทยอยู่ในระบบ Civil Law  แต่ Case Study จากญี่ปุ่น ตุลาการไทยย่อมเถียงไม่ได้ เพราะทั้งญี่ปุ่นและไทยต่างอยู่ในระบบ Civil Law ด้วยกัน อย่างแน่นอน   เพียงแต่ศาลไทยท่านยังรักที่จะ "กอดตัวบท" อยู่อีกนานเพียงใด เท่านั้นเอง
 
         ตุลาการเช่นนั้น ท่านคงเถียงว่า Social Justice เป็นเช่นไรไม่สำคัญเท่ากับต้อง "กอดตัวบท" เอาไว้ก่อน   ขอความกรุณาพิจารณาฎีกาไทยปี ๒๔๕๘ ที่ท่านเคยเขียนไว้ว่าศาลไทยจำต้อง "กอดตัวบท" ตราบเท่าที่ยังไม่มีการแก้กฎหมายโดยรัฐสภา
 
         "อนึ่ง วิธีริบทรัพย์เมียคบชู้นี้ ไม่มีตุลาการคนใดจะไม่ชัง แต่กฎหมายยังมีอยู่ตราบใด ก็ต้องบังคับไปตราบนั้น"
 
         Academic Mission ของผมจึงได้แก่การนำเสนอข้อมูลวิชาการใหม่ๆ ให้ท่านตุลาการไทยได้เห็นว่า  อันว่า Judicial Dynamism นั้นมีอยู่จริงในโลกนี้ไม่มีตุลาการชาติไหนในโลกนี้ ที่เขาหยุดนิ่งอยู่กับความเชื่อในอดีต เท่ากับตุลาการของไทยเราครับ
 
         ตุลาการ Civil Law ในหลายต่อหลายชาติทุกวันนี้ เขาต่างตีความ "ข้ามตัวบท" เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมกันแล้วแทบทั้งสิ้น ทั้งนี้ รวมทั้งตุลาการอังกฤษ & ญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อว่า Conservative นั้นด้วย
 
         อนึ่ง Lord Denning (1899-1999) อดีตอธิบดีศาลอุทธรณ์อังกฤษ ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ได้เคยสอนตุลาการใหม่ไว้ว่า
 
         "อย่ายึดมั่นในเนื้อความของกฎหมายเกินไปนัก แต่พึงแสวงหาในสิ่งที่ถูกต้องและแท้จริงเสมอ   เพราะนั่นคือหนทางไปสู่ความยุติธรรม"
 
         ในฐานะที่เผอิญเกิดมาเป็นคนไทย ซึ่งในหลายต่อหลายกรณี ไม่มีความภาคภูมิใจอะไรนัก   ผมก็ได้แต่หวังว่า นักกฎหมายไทยเรา จะเปิดประตูไปสู่โลกกว้างให้มากกว่านี้ในการใช้กฎหมาย แก้ปัญหา Social Injustice ในบ้านเรา
 
         และผมหวังว่า ทั้งภาคประชาสังคมไทย ซึ่งเติบใหญ่เข้มแข็งขึ้นทุกวัน รวมทั้งสื่อมวลชนไทยจะช่วยกันชี้ปัญหา "ความไม่เป็นธรรมทางสังคม" ให้ตุลาการไทย ที่เราให้ความเคารพเชื่อถือท่านเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง แห่งความเป็นภาคี Social Stakholder - - มิใช่จะล่องลอยอยู่กับการ "กอดตัวบท" สถานเดียว
 
         เพราะดูบรรยากาศนักการเมืองเขาหาเสียงกันทุกวันนี้ คงไม่มีหวังที่คนไทยจะพึ่งอะไรได้ ไปอีกนานหลายปี    กับอีก ๒ สถาบันหลักของชาติ - - ทั้งสถาบันนิติบัญญัติ กับสถาบันบริหาร (ไม่ว่าจะประชาธิปัตย์ หรือ "ไทยรักไทย" ในรูปโฉมใหม่)  แต่คนไทย ยังอาจมีความหวังได้มาก กับสถาบันตุลาการของเรา
 

สวัสดีครับ
พิเชษฐ เมาลานท์

         ท่านที่อยากได้บทความของ อ. พิเชษฐ โดยตรง เขียนไปขอจากท่านได้ที่ [email protected]

         ผมเอาตัวอย่าง คดีไอเสียโตเกียว (click)  มาลงไว้เป็นตัวอย่างครับ    น่าสนใจว่า CSR เข้ามาเกี่ยวข้องกับวิธีคิดเพื่อตัดสินคดีในศาลด้วย    ผมตาสว่างทันที ว่า CSR เกี่ยวกับความเป็นธรรมในสังคมด้วย

         ขอติดลมเพิ่มตัวอย่าง “เมาแล้วขับ เพื่อนก็ไม่ห้ามปราม” อีกเรื่องนะครับ  อ่านได้ที่นี่ (click) เห็นภาพที่ตุลาการเรียกร้องความรับผิดชอบต่อสังคมของพลเมืองชัดเจนนะครับ

วิจารณ์ พานิช
15 พ.ย. 50