<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ในขณะที่รัฐมนตรีสองท่านกำลังปรึกษาหารือข้อราชการกันอยู่ ทันใดนั้นชายคนหนึ่งก็ได้พรวดพราดเข้าไปหาด้วยใบหน้าแดงกร่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เอะอะโวยวาย รัฐมนตรีที่เป็นเจ้าบ้านได้พูดออกไปว่า “ปีเตอร์ โปรดนึกถึงกฎข้อที่ 6 ด้วย” พอสิ้นเสียง ปีเตอร์ก็สงบลง กล่าวคำขอโทษและจากไป ปล่อยให้นักการเมืองทั้งสองท่านนั้นพูดคุยกันต่อไป แต่เพียงไม่ถึงยี่สิบนาทีก็มีสตรีท่านหนึ่งวิ่งเข้ามา ไม่สามารถควบคุมสติได้ พูดด้วยอารมณ์โกรธจนฟังไม่ได้ศัพท์ ซึ่งก็ได้รับคำพูดในทำนองเดียวกันว่า “แมรี่ กรุณานึกถึงกฎข้อที่ 6 ด้วย” สตรีท่านนั้นพลันได้สติ สงบลง โค้งคำนับพร้อมกับกล่าวคำขอโทษ แล้วก็จากไป</p>
แต่เพียงไม่นานเหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นอีกเป็นหนที่สาม ทำให้รัฐมนตรีผู้มาเยือนอดใจไว้ไม่ได้ต้องเอ่ยปากถามไปว่า “เพื่อนรัก ผมได้เห็นอะไรๆ มามากมายในชีวิต แต่ไม่เคยเจออะไรที่น่าทึ่งเท่านี้มาก่อนเลย ช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่าความลับของกฎข้อที่ 6 นี้คืออะไร?”. . .“มันแสนจะธรรมดามาก” รัฐมนตรีเจ้าบ้านกล่าว “กฎข้อที่ 6 บอกว่า อย่าจริงจังกับทุกสิ่งทุกอย่างจนเกินไป” . . . “อืมมม . . . มันเป็นกฎที่น่าฟังนะ” รัฐมนตรีที่มาเยือนตอบรับ ความเงียบเข้ามาเยือนเพียงแค่สั้นๆ ก่อนที่จะมีเสียงเอ่ยขึ้นว่า. . . “แล้วพอจะบอกผมได้ไหมว่ากฎข้ออื่นๆ นั้นพูดว่าอะไร?” . . . “อืออ . . . ไม่มีกฎข้ออื่นหรอก”. . . .
หากท่านฟังแล้วรู้สึกว่าถ้ามีกฎข้อที่ 6 แล้วก็ต้องมีกฎข้อที่หนึ่ง . . . สอง . . . สาม . . . สี่ . . . ห้า แล้วล่ะก็ แสดงว่าท่านซีเรียสจริงจังจนเกินไปแล้ว! ส่วนคำถามที่ว่าจะใช้กฎข้อนี้เมื่อไร คงต้องถามใจเราดูครับ (เรื่องนี้ผมแปลมาจากหนังสือ The Art of Possibility ของ Benjamin Zander หน้า 79 )
</span></span>
แล้วทำไมถึงเป็นกฎข้อที่ 6
ไม่เป็นกฎข้อที่ 1..2..3..4..5 ...
เฮ้อ! สงสัยเราจะจริงจังเกินไป
หรือปล่าว..เนี่ย..
ฮาๆๆๆๆ...ค่ะท่านขา...ฮา....
ขอใช้กฎข้อที่6คือไม่ถามค่ะ แต่กว่าจะขำได้นึกนานเหมือนกันค่ะ
ตถาตา ค่ะ อ.มันย่อมเป็นเช่นนั้นเอง
สวัสดีค่ะ อาจารย์
เข้ากลุ่ม KM ก็จะบอกว่า เราจะกฎข้อที่ 6 ที่อาจารย์ประพนธ์บอก
ไม่เครียด ไม่จริงจัง สนุก เฮฮา แต่ไม่รู้ประเด็นค่ะ
แล้วสร้างบรรยากาศ ให้ไปเป็นตามกฎข้อที่ 6 ทุกคนชอบมากค่ะ อยากให้มีกลุ่มแบบนี้อีกเร็ว
แต่หลายคนก็ สงสัยว่า แล้วทำไม ต้องเป็นกฎข้อ 6 วันนี้ได้คำตอบแล้วค่ะ