คนไข้บางคนจะไม่ยอมไปโรงพยาบาล ด้วยสารพัดห่วง ห่วงลูกเล็ก ห่วงบ้าน ห่วงว่าจะไม่มีเงินรักษา ห่วงจะหารถไปไม่ได้ หรือไม่มีค่ารถ และที่สำคัญ ห่วงว่าจะต้องไปนอนโรงพยาบาลคนเดียว

    ไปทำหน้าที่คนไทยมาแล้ว โดยลงคะแนนเรื่องตั้งเรียบร้อย ก็ขอถือเป็นวันพักผ่อน จะขอนำเรื่องราว ของชีวิตหน้าที่ เกี่ยวกับ หมออนามัย รากหญ้า หรือหัวใจของสาธารณสุขกันแน่มาเล่าต่อเสียเลย

  ในภารกิจต่างๆที่ได้ทำ มีงานประจำอยู่อย่างคือ ต้องรักษาพยาบาล ชาวบ้านที่เจ็บป่วย ด้วยโรคทั่วๆไป จุดสำคัญคือ ต้องวินิจฉัยให้ได้ว่า อันไหนคือโรคง่ายๆ ทั่วๆไป หรืออันไหน หนักหนาสาหัสต้องส่งต่อ ซึ่งนับเป็นเรื่องลำบาก และเรื่องใหญ่ หากต้องมีการส่งต่อ

  คนไข้บางคนจะไม่ยอมไปโรงพยาบาล ด้วยสารพัดห่วง ห่วงลูกเล็ก ห่วงบ้าน ห่วงว่าจะไม่มีเงินรักษา ห่วงจะหารถไปไม่ได้ หรือไม่มีค่ารถ และที่สำคัญ ห่วงว่าจะต้องไปนอนโรงพยาบาลคนเดียว คนบ้านนอก เขามีวัฒนธรรมแปลกๆ ถ้าจะต้องส่งใครสักคนเข้าโรงพยาบาล เขาจะยกโขยง กันไปเต็มรถที่หามา ไปเป็นเพื่อนกัน ถ้าคนไข้ต้องนอนโรงพยาบาล เขาก็ต้องส่งเข้าตึก จำเตียง จำตึกกันให้ดี พรุ่งนี้ จะได้เอาข้าวปลามาส่ง หรือกลับบ้านก่อนเพื่อไปเอาหมอนมุ้งมากางนอนเป็นเพื่อนนอกตึก คิดว่าหลายท่านคงเคยเห็นภาพเหล่านี้ เป็นความผูกพัน ที่เกิดขึ้นได้ แม้ไม่ใช่ญาติ เพียงเพราะเราเป็นเพื่อนบ้านกัน ผู้เขียนชอบสภาพแบบนี้ ที่สถานีอนามัย ตามกฏกระทราวงแล้ว ไม่ให้รับคนไข้ พักรักษา ค้างคืน เพราะเราจะไม่มีเวรดึก บ่าย ไม่มีค่าตอบแทนให้ แต่สถานีอนามัยของผู้เขียน ก็เป็นสถานพยาบาลไร้รูปแบบ เมื่อคนไข้หนักมา ก็ต้องพักค้าง โดยเฉพาะคนไข้คลอด ต้องนอน อย่างน้อย สองวัน กลัวจะมีการตกเลือด แล้วพากันมาไม่ทัน อีกโรคหนึ่ง ซึ่งทำให้คนไข้ต้องนอนที่สถานีอนามัย คือโรคมาลาเรีย ที่มียุงก้นป่อง เป็นตัวนำโรค โรคนี้ ต้องรักษาด้วยการกินยาควินนิน แต่ถ้าอาการหนัก ประเภทเริ่มลงกระเพาะ ลงตับ ตับจะโต คลำได้ชัดเจนด้านชายโครงขวา คนไข้มักจะอาเจียนอย่างหนัก  ก็ต้องให้ยาทางน้ำเกลือแทน ช่วงนั้น สถานีอนามัยของผู้เขียน เป็นของมูลนิธิ พอ.สว.ทางอากาศ คือมีวิทยุสื่อสาร กับโรงพยาบาลจังหวัด และโรงพยาบาลอำเภอ เพราะการเดินทางไม่สะดวก สามารถขอคำแนะนำจากแพทย์ ที่เป็น พอ.สว.ได้

   สิ่งที่ตามมาเมื่อคนไข้นอนพัก คือ ต้องหุงข้าวเลี้ยง ต้องหาเสื่อมาปู นอนกับพื้นนั่นแหละ ก็เตียงไม่มีในทะเบียนครุภัณฑ์ เจ้าหน้าที่อยู่อย่างมาก สองคน ไม่มีเวรดึกบ่าย มีแต่ 24 ชั่วโมง เรียกได้ตลอด

    มีหน่วยตรวจเลือดหาเชื้อมาลาเรีย อยู่ตรงข้ามสถานีอนามัย ทำให้ช่วยวินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้น แต่บางคน มีอาการขึ้นสมองแล้ว ไม่รู้สึกตัว และมาเสียชีวิตที่นี่ ก็ไม่ใช่น้อย เวลามีคนตาย เป็นสิ่งที่รู้สึกยุ่งยากใจมาก ไหนจะเสียงร้องไห้ของหมู่ญาติ ไหนจะติดต่อขอโลงศพ ในกรณีไม่มีเงิน เป็นคนงานมารับจ้างตัดอ้อย ไหนจะมืดค่ำ น่าวังเวง แต่งศพให้แล้วก็ รอ รอ รอ มีอยู่ครั้งหนึ่ง คนไข้เสียชีวิตเกือบสี่โมงเย็น เมื่อจัดการศพเสร็จ ญาติๆและเถ้าแก่ ก็ออก ไปซื้อโลง ตามหน้าที่เมื่อมีผู้เสียชีวิต เราจะต้องเฝ้าสังเกตุอีก สองชั่วโมง เผื่อฟื้น แต่แหม มันค่ำมืดลงทุกที รอครบสองชั่วโมง โลงก็ยังไม่มา ตัวเมืองอยู่ไกลอย่างที่บอก มิหนำซ้ำ พอตะวันตกดิน ไฟฟ้าชนบท ก็มีอันมาดับอีก บรรยากาศไม่เป็นใจเลย ได้แต่เดินรอบสถานีอนามัย รอไฟฟ้า แต่ก็ไม่มาสักที ตาเจ้ากรรม ก็คอยแต่จะมอง เข้าไปที่เตียงมีศพ เห็นแต่ผ้าห่อขาวๆ แล้วก็ขนลุก สักทุ่มเศษๆ ญาติก็มา แต่ไฟฟ้าไม่มา ญาติก็ออกันอยู่หน้าสถานีอนามัย ไม่ทำอะไรสักที ผู้เขียนเลยถามว่ารออะไร เขาบอกรอหมอนั่นแหละ เขากลัวผี ไม่กล้าเข้าไปเอาศพ ปัดโธ่ เราไม่ใช่พระ จะมาหวังพึ่งอะไรกันตอนนี้ ที่สุด ผู้เขียนก็ต้อง นำเขาไปเอาศพลงโลงจนเป็นที่เรียบร้อย เอาน่ะ ก็ดีกว่าปล่อยไว้ทั้งคืนก็แล้วกัน จะรีบเอาไปที่ไหน ก็เอาไป แล้วผู้เขียนก็รีบขึ้นบ้าน ไม่ลงมาอีกเลยจนสว่าง โชคดีที่ไม่มีคนพักค้าง เพราะทุกคนเผ่น ตั้งแต่ไม่ค่ำแล้วเมื่อรู้ว่ามีคนตาย

    หมอออนามัย เป็นอะไรได้มากกว่าที่คิด แม้ในยามกลัว ก็ต้องกลายเป็นคนกล้า เพราะมีคนกลัวกว่า พอได้พัก ได้หลับ ตื่นขึ้นมา ผู้เขียนก็ลืมเรื่องกลัวผีไปเลย เพราะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาให้สั่งสมประสบการณ์ไม่หยุด ซึ่งจะขอเล่าในบันทึกต่อไป