ถึงแม้เรื่องนี้จะดูเป็นเรื่องที่ไม่อลังการนัก และไม่อยู่ในข่ายเด็ดดอกไม้ดอกเดียวแล้วสะเทือนถึงดวงดาว
ถึงกระนั้นก็เถอะ, ผมก็ยังอยากที่จะเล่า เพียงเพราะต้องการสะท้อนให้เห็นว่า คนหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย ยังคงไม่สูญเสียศรัทธาต่อการเลือกตั้ง
ตอนเย็นของวันศุกร์ (๒๑ ธันวาคม), ในขณะที่ผมกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน เจ้าหน้าที่ (วิฑูรย์ เหลือผล) ก็เดินมาแจ้งว่าวันนี้จะลงพื้นที่ “เคาะประตู” รณรงค์เชิญชวนชาวบ้านให้ออกใช้สิทธิเลือกตั้ง และปฏิเสธการซื้อสิทธิ ขายเสียง

การไปเคาะประตูบ้านครั้งนี้, เป็นความร่วมมือกันระหว่าง กองกิจการนิสิต กับชมรมยุวชนประชาธิปไตย โดยก่อนหน้านี้ก็ได้จัดกิจกรรมทำนองนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแจกแผ่นปลิวทำความเข้าใจเรื่องกระบวนการใช้สิทธิ, การตั้งเวทีเสวนา, การติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์รายรอบมหาวิทยาลัย รวมถึงการจับมือกับทีม กกต. เชิญผู้สมัครมาปราศรัยหาเสียง
ผมกล้ายืนยันว่าเราทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และวางขั้นตอนการเคลื่อนงานอย่างมีจังหวะ ซึ่งนั่นยังไม่รวมถึงการโหมโรงให้นิสิตได้ไปยื่นคำร้องใช้สิทธิล่วงหน้ามาแล้วอย่างยกใหญ่ พร้อมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้นิสิตได้ยื่นความประสงค์เป็นอาสาสมัครประจำหน่วยเลือกตั้ง
กระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เราได้รับเกียรติจากผู้สื่อข่าวโทรทัศน์จากส่วนกลางมาทำข่าวไปแล้วรอบหนึ่ง และครั้งนี้ก็ยังผู้สื่อข่าวท้องถิ่นก็ยังคงติดตามลงพื้นที่ไปทำข่าวกับเราอย่างเป็นมิตร
ผมค่อนข้างภูมิใจกับปรากฏการณ์การตื่นตัวของนิสิตกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ขออนุมัติไปรณรงค์การเลือกตั้งในหมู่บ้านที่อยู่ในอำเภอวาปีปทุม ซึ่งห่างจากมหาวิทยาลัย (ไปกลับ) ร่วม 100 กิโลเมตร มาวันนี้ก็ลุยพื้นที่ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัย เพื่อย้ำเตือนให้นิสิตและชาวบ้านได้ก้าวออกมากำหนดทิศทางการเมืองให้กับประเทศไทย
ผมค่อนข้างภูมิใจที่เห็นนิสิตกลุ่มนี้มีพลังทางปัญญา และมีจิตสำนึกสาธารณะที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคม -
ผมไม่รู้หรอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะโผออกมาเช่นใดกันบ้าง แต่ผมก็ตระหนักอยู่สองประเด็นใหญ่ ๆ คือ การไปทำหน้าที่ของตนเองด้วยการไปเลือกตั้งอย่างไม่อิดออด และสนับสนุนให้มีกระบวนการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งในหมู่นิสิตและชาวบ้านอย่างเต็มกำลัง
ถึงแม้กิจกรรมการเดินเคาะประตูบ้านของนิสิตและเจ้าหน้าที่ของผมในครั้งนี้จะดูเป็นกิจกรรมธรรมดา ๆ แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คือกระบวนการของ การเข้าถึงอย่างหยั่งลึก และบางทีชาวบ้านแถว ๆ นี้ อาจไม่เคยเห็นผู้สมัครมาเคาะประตูบ้านขอคะแนนเสียงด้วยตนเองก่อนเลยก็เป็นได้
พลังอันบริสุทธิ์ของนิสิตจำนวน 40 คนในกิจกรรมครั้งนี้อาจดูไม่มากมายนัก แต่สำหรับผมกลับมองว่านี่คือ ภาพสะท้อนที่ยืนยันกับสังคมว่า พวกเขายังศรัทธาต่อประชาธิปไตย และไม่เคยสิ้นหวังกับการพัฒนาประเทศโดยมีประชาธิปไตยเป็นกลไกของการขับเคลื่อน !
การเดินเคาะประตูบ้านเพื่อเชิญชวนชาวบ้านออกมาใช้สิทธิ เป็นกิจกรรมที่ผมค่อนข้างภูมิใจในตัวของนิสิต และภูมิใจในเจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเททำงานอย่างไม่รู้สึกเหนื่อย งบประมาณเพียงน้อยนิดที่เรามีอยู่ เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ยืนยันกับนิสิตว่ามหาวิทยาลัยก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเหมือนกัน
ผมอยากให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตระหนักถึงความร่วมมือร่วมใจของคนในแผ่นดินที่มีต่อการเลือกตั้ง...
-
เห็นวิถีของแต่ละคนที่พยายามเป็นส่วนหนึ่งกับการรณรงค์ในทุก ๆ
กระบวนการ
-
เห็นความตั้งใจและความบริสุทธิ์ใจของคนที่ออกมาใช้สิทธิ
....
-
เห็นความเป็นชาติมากกว่าความเป็น
“ส่วนตัวของตนเอง”
-
และเห็นความห่วงใยของ “ในหลวง”
ที่มีต่อแผ่นดิน
โดยไม่ลืมที่จะเตือนตนเองเสมอว่า เมื่อได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้แล้วก็ควรต้องทุ่มเทต่อการนำประเทศชาติคืนกลับสู่ภาวะปกติในเร็ววัน ไม่แตกแยก และยึดผลประโยชน์ของตนและหมู่เหล่าเป็นที่ตั้ง
ผมจึงหวังแต่เพียงว่า เสียงอันน้อยนิดแต่บริสุทธิ์เพียงไม่กี่คนของนิสิตที่เกิดจากการเคาะประตูบ้านของชาวบ้านในครั้งนี้ จะเป็นเสมือนการเคาะประตูใจของว่าที่ “ส.ส.” ทุกท่านให้ตระหนักถึงความเป็นชาติร่วมกัน !
สวัสดีค่ะ
ขอเป็นกำลังใจให้ กับ หัวใจ ประชาธิปไตย ครับ
คะแนนไม่เป็นทางการก็จริง แต่ทำให้พี่เครียดมาก และเคียดหลายเด้อ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ...
เจ้หนิง..
ถ้าออกอาการแบบนี้ ก็พอรู้ว่าเลือกใคร พรรคอะไร แล้วล่ะ
อย่าซีเรียสไปมากครับ มันเป็นกระบวนการหนึ่งของการเลือกตั้ง ที่เราต้องน้อมรับการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่
น้องออต ครับ
ผลการเลือกตั้ง ยืนยันเจตนารมณ์คนกลุ่มใหญ่ที่ยังเชื่อว่าใครคือคนที่จะมาแก้ปัญหาของพวกเขา
ไม่ถูกใจไปทั้งหมด... แต่ก็เป็นกฎกติกาที่ว่ากันด้วยการเลือกตั้ง
....
ขอบคุณครับ