ใบไม้อันเปียกชุ่มกวาดได้ยากฉันใด
ดวงจิตอันชุ่มด้วยกามราคะ ย่อมกวาดให้สะอาดและบริสุทธิ์ได้ยาก ฉันนั้น
ใบไม้อันเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ นั้นหนักอึ้ง กวาดได้ยาก ต้องใช้แรงมาก ใช้แรงมากไป ก็ติดกับพื้น กวาดเบาไปก็ติดบ้างไม่ติดบ้าง
เปรียบหนึ่งดั่งดวงจิตอันเปียกชุ่มไปด้วยกามราคะ ย่อมแสนหนัก ปฏิบัติไปยิ่งเหนื่อยแสนเหนื่อย ต้องใช้ความเพียรสูง ในการกวาดกามราคะออกจากใจ กวาดเบาไปก็ไม่ออก แถมกามราคะใหม่ยังเกาะกินใจเพิ่มอีก กวาดแรงไป หนัก เหนื่อย อาจจะหมดแรงเสียก่อนได้
กำจัดเสียซึ่งเหตุแห่งความหนัก คือ น้ำ หรือ กามราคะ
กำจัดออกเสียได้ ใบไม้แห้ง ๆ นั้นย่อมเบา
จิตใจที่ไม่แห้งไม่เปียกชุ่มด้วยกามราคะ ย่อมเบา สบาย สงบ ระงับ
ใบไม้ที่แห้ง กวาดได้ง่าย
จิตใจที่เบา สบาย ย่อมน้อมรับกระแสธรรม และปฏิบัติธรรมได้ง่าย เดินหน้า ลุล่วง
ไม้ที่เปียกน้ำจุดไฟไม่ติด ฉันนั้น
จิตใจที่ชุ่มด้วยราคะ ย่อมไม่มีสิทธิที่จะบรรลุถึงฝั่งแห่งธรรมได้ ฉันนั้น
ตากไม้ให้แห้งสนิท
ตากใจด้วยความเพียร
อดทน สู้ ใช้ศีลเป็นเครื่องเคาะ กามราคะเดิม ๆ ที่หลงเหลือ
ให้ศีลเป็นเหมือนดั่งภูผาสูงตระหง่าน เป็นเครื่องกั้นราคะใหม่ที่จะเข้ามาเกาะจิต เกาะใจ
กำจัดเสียซึ่งต้นเหตุแห่งปัจจัย
จะปฏิบัติความเพียรได้อย่างก้าวหน้าและเร็วไว
ปฏิบัติไป เก็บบ้าง ปล่อยบ้าง
เหนื่อย หนัก
เดินหน้าหนึ่ง ถอยหลังหนึ่ง บางครั้งอาจถึงสอง
เดินไป ๆ มา ๆ
หายใจยาว ๆ เข้าออกให้สบาย
มีสติในการรักษาศีล เพื่อให้เกิดมีปัญญาเพื่อตัดกามราคะออกเสียจาก กาย วาจา ใจ
ดวงจิตจะดิ่งลงสู้กระแสแห่งธรรม
ดวงจิตจะเริ่มเข้าสู่ลู่ สู่ทาง แบบเดิม ๆ ที่เคยเป็นมา
ดวงจิตใส ๆ สบาย ๆ สว่าง ๆ สงบ ๆ
ค่อย ๆ ตัด
ตัดเจ้ากามราคะออกได้ ย่อมถึงจุดหมายแห่ง “ธรรม”