เมื่อชีวิตต้องเผชิญกับ “วิกฤตกิเลส” ก็เปรียบเสมือนการเดินอยู่บนทางสองแพร่งที่จะเดินทวนกระแสกิเลสต่อไปหรือว่ายอมแพ้ ท้อถอย เดินกลับเข้าวงวนแห่งกระแสกิเลสตามเดิม

เมื่อครั้นได้ยินเสียงหมู่มิตร เริงร่า อยู่ในโลกอันอุดมไปด้วยโลกียสุข จิตถึงทรุด กวัดแกว่ง ตามแรงแห่งกิเลสนั่น
ต้องหยุดนิ่ง เพื่อพลิกฟื้น เจ้าจิตนี้ มาจวบวัน แต่ก็นั่น ยังทิ้งกลิ่น ไอโลกีย์

ความสุขทางโลกนั่นหนอ ช่างหวานหอม ยั่วยวน รันจวนใจเสียนี่กะไร
ฉัน อันเป็นมนุษย์ที่ยังมีกิเลสอยู่ไซร้ ไหนเลยจะไม่ตกบ่วงติดหลุมพรางของเจ้าได้

ความสุขทางเนื้อหนังอันฉาบฉวย หาปุ๊บได้มาปั๊บ ช่างรุมเร้าใจดั่งไฟที่สุมอยู่กลางอก

ชีวิตที่ต้อง อดทน อดกลั้น เดินทวนกระแสกิเลสที่พร้อมจะชักจูงให้เดินตามมันไป ช่วงนี้ช่างเป็นช่วงที่ทรมานเสียนี่กะไร
เปรียบได้ ดั่งเราขังเสือตัวหนึ่งไว้ ให้มันอดอาหาร หิวโซ ขังมันไว้ ๆ ไม่ให้ข้าว ให้น้ำมันกิน สักวันหนึ่งเสือร้ายตัวนี้ก็คงจะสิ้นลายดับดิ้นหมดท่าไป
เช่นเดียวกับเจ้ากิเลส ช่วงนี้เป็นช่วงที่มันกำลังหิวโหยอาหารอย่างหนัก มันโอดครวญ ร่ำร้อง หลอกล่อเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หาเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ เพื่อกล่อมให้เราโปรยอาหารให้กับมัน


“ช่วงนี้หนักจริง ๆ”
ช่วงที่มันทรมานอยู่ด้วยความหิวโหย อดโซ
แถมยังได้กลิ่นไออาหารโชยมาเตะจมูกด้วยแล้ว.....

ผ่านช่วงนี้ได้เราจะเข้มแข็งและแข็งแกร่ง

“พุทธ โธ ๆ ๆ ๆ”
ลืมไม่ได้เลย ช่วงนี้
ต้องมีสติอยู่กับลมหายใจ ตลอดนะเรา
อยู่กับชีวิตให้ได้ไปแค่วันหนึ่งกับคืนหนึ่งเท่านั้น

มีอะไรก็ทำไป ทำไปเรื่อย ๆ
ทำไป หายใจไป 
พยายามให้จิตอยู่กับลมหายใจ
ร่างกายมันจะเหนื่อย จะเพลีย จะอ่อนเปลี้ย เพลียแรง จะป่วยไข้ ก็คอยดูมัน อย่าไปสนใจมัน
มันเป็นเองได้ มันก็หายเองได้
ดู ๆ มันไป

เหนื่อย ท้อ หมดแรง ก็หาอะไรดี ๆ ทำ สร้างกำลังและพลังให้จิตให้ใจ
ทำสิ่งต่าง ๆ ก็ให้สติจับอยู่กับลมหายใจ
หายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย
อยู่กับลมหายใจมันเนี่ยแหละ
ไม่ต้องไปอยู่กับใคร ไม่ต้องอยู่กับอะไร
อยู่ไปเรื่อย ๆ
นาทีต่อนาที
ลมหายใจต่อลมหายใจ
สู้ ๆ สู้มันไป
สูดลมหายใจ แล้วค่อยจับตาดูมันไว้
ไม่นานมันคงสิ้นท่าหมดลายในเร็ววัน...