[อ่าน : ใช้ประโยชน์จาก KM (1 ตัวบุคคล)]
ความรู้ของเจ้าหน้าที่ ที่มาจากประสบการณ์ของแต่ละคนที่ทำแล้วได้ผลกับการทำงานส่งเสริมการเกษตรนั้น ถ้าหากนำ
"วิธีการทำงาน" เหล่านั้นมารวมกัน ก็จะกลายเป็นองค์ความรู้ให้กับหน่วยงาน อาทิเช่น วิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเกษตรกร
, วิธีการส่งเสริมให้เกษตรกรลดต้นทุนการทำนาคนละ 200 บาท/ไร่, วิธีการทำงานกับกลุ่มอาชีพที่ได้ผล, วิธีการจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลกับชุมชนที่เกิดการยอมรับ, วิธีการทำงานกับ อบต.
สิ่งเหล่านี้มิใช่การผลิต K แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากการจัดการความรู้เพื่อสร้างความรู้ให้กับองค์กร ที่เป็นผลมาจากประโยชน์ของ KM ซึ่งหน่วยงานในระดับพื้นที่ได้นำความรู้ของเกษตรกรที่เกิดขึ้นจากการทำงานส่งเสริมการเกษตรของตนเองมาแลกเปลี่ยนระหว่างกัน
ตามเป้าหมายที่กำหนดขึ้นโดยผ่านเวทีต่าง ๆ เช่น เวทีการประชุมเกษตรอำเภอประจำเดือน, เวทีประชุมเจ้าหน้าที่จังหวัด, เวทีการทำงานโครงการต่าง ๆ
การจัดระบบการดำเนินงานที่เกิดขึ้นขาดเพียง facilitator เข้าไปดำเนินการ แต่ความเร่งด่วนของภารกิจที่เจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องปฏิบัตินั้น วันและเวลาไม่เคยรอใคร ฉะนั้น แต่ละคนจึงต้องเป็น facilitator ด้วยตนเอง ความเชี่ยวชาญที่เกิดขึ้นมาจากสถานการณ์บีบบังคับ และมาจากแนวคิดที่ตนเองต้องดูแลเกษตรกร
ดังนั้น จึงอยู่ที่ว่า "ระบบการจัดการความรู้" ที่เกิดขึ้นนั้นได้มีการบุกเบิกและวางฐานบุคคล แล้วเชื่อมร้อยมาที่ฐานกลุ่มและทีมงานไว้แล้ว เพราะมีผลงานของ "ความรู้หน่วยงาน" ที่แสดงออกมาให้เห็นเป็นระยะ ๆ ซึ่งถ้าหน่วยงานใช้ประโยชน์จาก KM กับทุกกิจกรรมและทุกงาน "การจัดการความรู้ หรือ KM ก็จะ....เนียน...ในบริบทของตนเองได้" แล้วมีเวทีเสริมหนุนและสรุปเป็น "องความรู้ของหน่วยงานประจำปี" นี่แหละคือ การใช้ประโยชน์จาก KM ของหน่วยงาน.
เรียน คุณเขียวมรกต
KM ถ้าเราเห็นว่าดีแล้ว ใครไม่ทำ ไม่ใช้ เราก็จะทำจะใช้นะ เพราะมองเห็นประโยชน์โขลุยนะ.
สวัสดีครับ คุณศิริวรรณ