<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อวานผมได้นำเสนอ KM ธรรมชาติ ที่เป็นที่รวมของการจัดการความรู้ทุกระบบ แบบ </p><h3 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">“แม่น้ำใหญ่น้อยห้าร้อยสาย ไหลลงมหาสมุทร”</h3>เพราะ ธรรมชาติ คือ <ul>
</ul>และที่สำคัญ ธรรมชาติ เป็นที่รวมของความรู้และการจัดการความรู้ ในทุกรูปแบบ ตั้งแต่ระดับโมเลกุลธรรมดา จนเกิดเป็น <ul>
</ul>ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การจัดการความรู้แบบธรรมชาติ จึงมีหลายระดับความลึก และความกว้าง เปรียบได้ของมหาสมุทรของความรู้ดังนั้น อย่างไรๆ KM ธรรมชาติ จึงยังมิใช่หนึ่งเดียวแน่นอน แต่เป็นกลุ่ม ของการจัดการความรู้ที่มี <ul>
</ul>ที่มีความหลากหลายอยู่ในแต่ละระบบของธรรมชาติ และระบบสังคมสิ่งมีชีวิต ชนิดต่างๆอีกที่ทั้งหมดนั้น เป็น KM ธรรมชาติ ทั้งสิ้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และภายใต้ความหลากหลายทั้งหมดนั้น ก็มีจุดสุดยอดร่วมกัน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คือ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การพ้นทุกข์ หรือการก้าวผ่านสิ่งที่เป็นอุปสรรค (Constraints) ของระบบการดำรงชีวิต ที่มีอยู่อย่างเป็นปกติธรรมดา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>และความทุกข์นั้น มิได้แปลว่าความรู้สึกทุกข์นะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดไป เราอาจจะก้าวข้ามไม่ได้ เราก็ต้องมีทางเลี่ยง ไม่ให้เรารู้สึก “เป็นทุกข์” </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เหมือนคำพระท่านว่า “ทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็น”นั่นแหละครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> การจัดการความรู้ให้พ้นทุกข์ หรือการก้าวผ่านสิ่งที่เป็นอุปสรรค (Constraints) นั้นเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่เป็นคำสอนของท่านพระพุทธเจ้า ที่นำไปสู่ <ul>
</ul>ที่เป็นหลักธรรม “ใบไม้กำมือเดียว” ของท่าน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่สำคัญกับชีวิตเรามากกว่า ใบไม้ที่เหลือในป่าครับ</p> <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> การเข้าใจใบไม้กำมือเดียว คือการเข้าใจตนเอง รู้จักการปฏิบัติตนให้พ้นจาก “ทุกข์” </h1><h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></h1> แต่ก็ยังมีความรู้ที่อีกจำนวนมาก ที่เปรียบเสมือนใบไม้ในป่าอีกมากมาย ที่ไม่ได้ทำให้เราพันทุกข์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บางทีรู้มาก กลับยากนานอีกต่างหากครับ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นี่คือระดับ ความหมาย และ ความหลากหลายของ KM ธรรมชาติ </p> ที่เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว ในจักรวาล ที่ผมเข้าใจครับ
ยังกำใบไม้กำเดียวไม่เป็น
ยังเอามาหลายๆใบ หลายกำ
ต้มยำ ทำแกง จิ้มน้ำพริก ผัด
ให้มันย่อยซึมเข้าไปในสายเลือด
แต่ก็คงโง่ดัดโง่ดาลอยู่นั่นเอง
ผมคงตายคาโง่ คิดได้อย่างนี้ก็สบายโง่เขาละ
เล่าฮูแจกแจงดีเหลือเกิน น่าจะไปบวช
หรือเป็นสมภาร วัดแซ่เฮวรวิหาร
อิอิ
อิอิ
ครูบาครับ
ใบไม้หลายใบก็กำมือเดียวได้ครับ
หลายรสแกงอร่อยดีครับ
ทำให้พ้น "ความหิว" ได้ครับ
ฮ่อ ฮ่อ อิอิ
ยังมีความรู้ที่อีกจำนวนมาก ที่เปรียบเสมือนใบไม้ในป่าอีกมากมาย ที่ไม่ได้ทำให้เราพันทุกข์
บางทีรู้มาก กลับยากนานอีกต่างหากครับ
ดิฉันเห็นด้วยค่ะ
การสร้างเสริมสังคมแห่งความรู้โดยไม่เลือกนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เสียเปล่าและเกินวิสัย
เหมือนพระดำรัสของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ว่า "ใบไม้ในสองกำมือของเรานั้นเป็นแค่ส่วนเสี้ยวของใบไม้ในป่าทั้งป่า"
ดังนั้น เราคงจะต้องเลือกสะสมองค์ความรู้ด้านใดเป็นลำดับๆ ไป ไม่ใช่คิดจะสะสมเทคโนโลยีทั้งหมดในโลก ตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ
การที่ต้องเปลี่ยนสังคมตามสบายของเรา ให้เป็นสังคมแห่งองค์ความรู้นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ นะคะ
ครับ
นี่เป็นปัญหาใหญ่ของระบบการเรียนการสอนในปัจจุบัน
ที่บีบให้ผู้เรียนเป็นคน "บ้าหอบฟาง"
เรียนหมื่นเรื่อง ใช้จริงๆได้ไม่กี่เรื่อง ไม่รู้เสียเวลาให้ใครได้อะไร
นอกจากให้คนสอนมีงานทำ
เฮ้อ.....
สวัสดีครับอาจารย์
อ่านบันทึกนี้ ผมคิดได้ว่าในธรรมชาติมีพรรณไม้น้อยใหญ่หลากหลายพันธุ์ แต่หากนำมากองหมักเป็นปุ๋ย ก็มาเน้นลงที่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม (N-P-K) เพื่อให้พืชเจริญเติบโต (เป้าหมายของงาน)
ผมเขียนไปเขียนมา...ไม่ทราบว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกันหรือเปล่าครับ
กราบสวัสดีครับท่านอาจารย์
สำหรับผมอย่าว่าใบไม้เป็นกำมือเลยครับ แค่ใบเดียวในแบมือก็ยังหาคำตอบไม่ได้เลยครับ
นอกจากจะหลากหลายแล้ว ยังมีระดับของรายละเอียดด้วยใช่ไหมครับ
ขอบคุณมากครับ
ครับ
แค่ใบเดียวก็กว่าจะซึ้งก็นาน
หนึ่งกำมือนี่เป็นชาติเลยครับ
แต่ประเด็นนั้น อยู่ที่ว่า เราไม่สนใจใบไม้ในกำมือ
แต่ โยนทิ้ง
แล้วไปศึกษาใบไม้ในป่าแทน
ดูไปดูมาก็ยิ่งมาก ยิ่งหลากหลาย
มีทั้งใบอ่อน ใบแก่ ใบร่วง ใบกำลังผุพัง
แค่ดูเฉยๆ ไม่ต้องศึกษาก็ยังไม่หมดเลย
ถ้าจะศึกษาแล้ว เกิดมาอีก ๕๐๐ ชาติก็ยังไม่หมด
(สมมติว่าอย่างอื่นคงที่ก่อนนะ มีแต่เราเกิดตาย ๕๐๐ ชาติ)
ยิ่งเรียนยิ่งโง่ รู้มากยากนาน รู้ลึกโง่กว้าง
พูดอะไรก็ถูกหมด
เพราะ เขากำลังทำสิ่งที่ไม่มีวันจบ และได้ประโยชน์ไม่มาก ไม่ว่ากับตนเอง ผู้อื่น หรือใครก็ตาม
คนเหล่านี้จะท่องไว้ว่า รู้มาก ดีกว่ารู้น้อย ที่ไม่น่าจะผิด ถ้าสิ่งที่รู้นั้นเป็นประโยชน์กับเรา
แต่ส่วนใหญ่ที่รู้ไม่เป็นประโยชน์
และที่เป็นประโยชน์ก็ยังรู้ไม่หมด
แต่ก็ไม่สนใจว่าอะไรเป็นประโยชน์ หรือไม่เป็นประโยชน์ ว่าไปเรื่อยๆ
นี่คือการเลียบเคียงทำความเข้าใจ คำสอนเรื่อง "ใบไม้กำมือเดียว" ของท่านพุทธองค์ ครับ
สวัสดีครับท่าน อ.แสวง
เจอมาใบไม้เยอะมาก ๆ จริง ๆ แล้วใบไม้หน้าบ้านผมยังรู้ไม่หมดเลยว่าใบอะไรบ้างครับ
ขอบคุณครับ
นั่นนะซิครับ ตั้งกำมือจะเรียนไหวหรือครับ
ผมเรียนอยูใบเดียวมากว่า ๓๐ ปี ยังรู้แบบงูๆปลาๆเลยครับ
เลยยังไม่กล้าไปเรียนเรื่องไกลตัวครับ
แต่คนก็ชอบมาชวนจัง........เหนื่อย ครับ