ของหายแต่ใจไม่เป็นทุกข์
ภรรยาของผมเคยรับราชการครูมาเกือบ 30 ปีแต่ได้ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 ได้เงินมาก้อนหนึ่งแกก็นำไปลงทุนซื้อเครื่องหยอดเหรียญมา 3 เครื่อง คือตู้น้ำหยอดเหรียญลิตรละหนึ่งบาทหนึ่งเครื่อง กับเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญอีกสองเครื่อง มาตั้งให้บริการอยู่ริมถนนหน้าบ้านรายได้ก็ไม่ค่อยดีเพราะไม่ได้อยู่ในแหล่งชุมชนหนาแน่น แต่มีเรื่องที่ทำให้เดือดร้อนเป็นประจำคือมีคนชอบมาลักเงินในกล่องในตู้หยอดเหรียญอยู่บ่อย ๆ ตั้งแต่ตั้งตู้มาประมาณ 3 ปีมีคนมางัดกล่องและลักเงินไปเกือบ 10 ครั้ง บางครั้งก็ลักไปทั้งกล่องบางครั้งก็เอาไปแต่เงินทิ้งกล่องไว้ แต่ก่อนจะใช้ต่อไปก็ต้องซ่อมเพราะกล่องจะชำรุด ตอนหลังได้นำกล้องวงจรปิดไปติดไว้เคยจับภาพคนลักได้แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ล่าสุดเมื่อปลายเดือน พฤศจิกายน 2550 มีคนมางัดตู้น้ำที่ใส่กุญแจไว้ถึง 3 ชุดแล้วยกเอากล่องเงินไปเลย ตู้ได้รับความเสียหายมาก
ตอนแรก ๆ ที่มีคนมาลักเงินจะโกรธและทุกข์ใจมาก แต่ตอนหลังเริ่มมีความคิดใหม่ว่าไปโกรธเขาก็จะทำให้เราทุกข์ใจไปเปล่า ๆ ถ้าเงินหายก็นึกว่าทำบุญไปก็แล้วกัน ดังนั้นในตอนหลังเมื่อของหายทีไรก็จะกรวดน้ำให้ไปทุกที ทำให้ใจไม่ไปเสียดายมันอีกเพราะถือว่าได้ทำบุญกรวดน้ำไปแล้ว ทำแบบนี้แล้วเมื่อของหายแต่ใจก็ไม่เป็นทุกข์
ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า ท่านเคยคุยกับคนญี่ปุ่น เขาชื่นชอบเมืองไทยมาก ว่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และมีที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยที่สุด แต่มีข้อเสียอยู่เพียงอย่างเดียวคือ
"มีคนไทยอยู่"
อนุโมทนาสาธุ ขอให้สุขใจ ไร้โรคา ฐานะเจริญมั่นคงมากขึ้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆตลอดไป
สาธุ
เรียนท่านรอง
ที่แม่ฮ่องสอนของเรา แทบไม่มีขะโมย หรือ โจร เลยครับ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ ใช้กุญแจเสียบจอดทิ้งตรงมุมไหนของเมืองก็ไม่หาย คงเป็นเพราะหลายปัจจัย ปัจจัยแรกก็คือผู้คนดีตามคำขวัญประจำจังหวัด เพราะยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างเหนี่ยวแน่น ปัจจัยที่สอง เป็นเมืองเล็ก ขะโมยไปแล้วเอาไปไหนไม่ได้ ขายก็ไม่ได้ เอามาใช้ก็มีคนรู้เห็น ผมไปเยี่ยมเพื่อที่อิสาน เห็นเขาเก็บรถมอเตอร์ไซด์ไว้ในโรงรถที่มีประตูปิดแน่นหนา ยังต้องล่ามโซ่อีกชั้นหนึ่ง ผมก็เลยแกล้งพูดกับเพื่อนว่า "งั้นบ้านเมืองของพวกเองมันก็เมืองโจรนะสิ" เขาบอกว่า จะมีขะโมยมาเอาไปแล้วติดต่อเรียกค่าไถ่ภายหลัง มันแย่นะครับบ้านเมืองเราในปัจจุบัน
อาจารย์เก
ผมเคยอ่านนิตยสาร อสท. เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ตั้งแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังเป็นเมืองปิดอยู่ ซึ่งเขียนโดยคุณปราโมทย์ ทัศนสุวรรณ (ถ้าจำไม่ผิด) คุณปราโมทย์ เล่าว่า แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่น่าอยู่มาก ไม่ค่อยมีโจรผู้ร้าย ประชาชนเป็นคนซื่อ มีอยู่ครั้งหนึ่งเกิดลมพายุพัดมาทำให้ห้องขังนักโทษพัง นักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ได้ช่วยกันซ่อมแซมห้องขังแล้วกลับเข้าไปอยู่ในห้องขังตามเดิม ถ้าเป็นที่อื่นคงหนีไปหมดแล้ว
สาธุ๊………..
ตอนหลังแก้ปัญหาการถูกโจรกรรมด้วยการไปไขเอาเงินออกมาทุกเย็น แต่ตื่นเช้ามาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2551 พบว่าเครื่องซักผ้าถูกงัดอีกแต่ไม่ได้เงินไป เปิดกล้องวงจรปิดดูเห็นขะโมยมันมาตอนตีหนึ่งครึ่ง
ตอนนี้ได้เขียนป้ายบอกขะโมยไว้แล้วว่า ไม่ต้องงัดหรอกเจ้าของได้ไขเอาเงินออกไปหมดแล้ว ถ้ายังถูกงัดอีกก็แสดงว่าขะโมยอ่านหนังสือไม่ออก