วันนี้ กศน.ชลบุรี มีการจัดประชุมคณะทำงาน KM เพื่อเติมเต็ม ซักซ้อมพร้อมเดินหน้างาน จากคณะทำงานชุดใหญ่ในกศน.จังหวัดและอำเภอ เพื่อให้มาร่วมเสนอไอเดีย ตลอดจนเคลียร์ Concept การจัดการความรู้ให้ตรงกัน เริ่มกันตั้งแต่ KM คืออะไร ทำไมต้องทำ KM และ ทำ KM กันอย่างไร ให้เข้าใจในเรื่อง ความรู้ชัดแจ้ง และความรู้ฝังลึก ตรึกตรองมองวงจรความรู้ การทำความเข้าใจโมเดลปลาทู ให้ดูเข้าใจง่าย คลายปริศนาปัญหาข้อข้องใจยังไงก็ต้องทำ KM เติมเต็มสู่ลู่งานและองค์การแห่งการเรียนรู้
หลังจากปูพื้นปรับคลื่นให้ตรงกัน ก็พากันสู่สาระการประชุมโดยลำดับ นับจาก การชี้แจงแต่งตั้งคณะทำงาน การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานอาคารศาลา KM การเติมเต็มความคิด และมอบหมายสู่การปฏิบัติ จัดการซ่อมแซมเสาศาลาให้มั่นคงแข็งแรงเป็นอันดับแรกเพื่อให้สามารถแบกรับน้ำหนักได้ไม่สั่นคลอน ดูมั่นใจในการเข้าใช้บริการ ขยายจุดนำเสนอเอกสารไปหลังอาคารสำนักงานที่ต่อเติมไว้ใกล้สระน้ำ คงความงามเด่นของตัวศาลาแบบค่อนข้างโปร่งลมพัดเข้าได้รอบทิศ และคิดกันต่อไปหลายประเด็นอันเป็นจุดเริ่มต้นวันนี้ ที่ยังรอรับความคิดเห็นของพวกเราในการรังสรรค์ปั้นแต่งกันต่อไป สำหรับการจัดกระบวนการและระบบการจัดการความรู้นั้นทำคู่ขนานกันไปภายใต้ คุณเอื้อ คุณอำนวย คุณกิจ คุณลิขิต และคุณวิศาสตร์ ที่ต่างมีความสามารถจะแสดงฝีมือกันต่อไป
ที่ทำงานก็เปรียบเหมือนบ้านหลังที่ 2 ที่ทำงานน่าอยู่คนทำงานก็สดใสจิตรใจเบิกบาน การทำงานก็ต้องออกมาดี เพราะสถานที่มีสิ่งอำนวนความสะดวกครบถ้วน........ครับเจ้านาย
สถานที่ประชุมแห่งใหม่สวยงามมาก...บรรยากาศเป็นธรรมชาติ...คณะกรรมการ KM ได้ทำงานอย่างสดใสและราบรื่น...ในการพัฒนาการเรียนรู้ต่อไปแน่ ๆ เลยค่ะ
ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ แค่ศาลานั่งเล่นที่ปกติก็ไม่ค่อยมีคนไปนั่งเล่นซักเท่าไหร่ กลายเป็นศาลานั่งเล่นที่น่าจะมีคนอยากไปนั่งเล่นมากมาย วันไหนไปเมืองชลฯ คงต้องแวะไปนั่งเล่นแล้วล่ะ
คราวหน้ามาประชุมที่ ศนจ. อีก อยากมาประชุมที่ศาลาจังเลย บรรยากาศคงจะดีนะคะ
ขอบคุณ คุณพนัสสุริยา คุณหทัยทิพย์ คุณบูโรกี และคุณลูกเกดครับ
ศาลา KM คงไม่ใช่แต่สำหรับประชุมเพียงอย่างเดียวกระมัง คงเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวบรวมความคิด ความรู้ เอกสารสำคัญ นั่งกินข้าวก็อร่อยดี เล่นหมากรุกก็ได้ ทำอะไรก็ได้ที่เป็นเรื่องที่ดีๆ สำหรับการพัฒนาศาลาทุกๆ ความคิดของทุกคนดีหมดเพราะเป็นการคิดอย่างสร้างสรรค์ที่ต้องการปรับปรุงศาลา แต่สำหรับผมคิดว่าน่าจะออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่บ่งบอกหรือสะท้อนให้เห็นว่าเป็นเอกลักษณ์ของเมืองชลหรือของ กศน.ก็คงจะดี
วันนี้ขอฝากกลอนไว้ล่ะกันนะคะ
ศนจ.ชลบุรีมีคุณค่า ซ่อมศาลากลางสระน้ำซะงามหรู
สร้างสีสันสดใสช่างน่าดู ไว้เติมเต็มความรู้สู่ KM
ผอ.แป๊ะ
เข้าใจถูกต้อง ครับ ขอบคุณครับ
ยอดเยี่ยมครับคุณผุสดี
บันทึกสิ่งดี ๆ เป็นโคลงกลอน
เมื่อ พ. 12 ธ.ค. 2550 @ 14:38
488287 [ลบ]
ในเรื่องของ KM`รู้สึกว่าจะเริ่มฮือฮาประมาณ10กว่าปีนี่เอง แต่ความเป็นจริงน่าจะเริ่มใช้กันในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกาเริ่มเอาแนวทางการdialogมาใช้วิเคราะห์ภาระกิจแต่ละวันว่ามีอะไรบกพร่องควรแก้ไขหรือจะปรับยุทธวิธีการรบวันรุ่งขึ้นอย่างไรจึงจะชนะข้าศึก ขบวนการนี้เรียกว่า AAR.(After Action Review)จนกระทั่งชนะสงคราม การdialogสามารถนำมาใช้ได้ทุกภาระกิจ สังคม กิจการแม้แต่ในครอบครัว เป็นการเปิดใจหาสาเหตุของปัญหาจนสามารถสรุปวิธีการแก้ไข สอดคล้องกันทุกฝ่าย
ต่อมาคนไทยเรานี่แหละ นำการdialogมาคิดขบวนการBAR(Before Action Review)เป็นที่กว้างขวางมากในกระทรวงสาธารณสุข ทำการวินิจฉัยโรคหรือก่อนทำการผ่าตัดคนไข้ ไม่ใช่นึกจะผ่าก็ผ่านะครับ ต้องมีการประชุม ตกลงกันใช้หมอทางไหน ใครเป็นคนให้ยาสลบ จะใช้วิธีการผ่าตัดแบบไหน ฯลฯ (กว่าจะสรุปเสร็จคนไข้ม่อยซะก่อนก็ไม่รู้) (*_*)
ในเรื่องKMกระทรวงสาธารณสุขไปไกลแล้ว แต่กระทรวงศึกษายังไปไม่เท่าไร เรียกว่าช้ากว่าก็แล้วกัน รายละเอียดคงต้องศึกษากันเพิ่มเติมนะครับ เพราะมันกว้างขวางมากทีเดียว เพราะKMเป็นขบวนการขับเคลื่อนการพัฒนาครอบครัวชุมชน สังคม ประเทศ ได้อย่างมีระบบโดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ
1. คน 2.เทคโนโลยี 3. กระบวนการความรู้
ทั้ง3องค์ประกอบนี้ กว้างขวางยิ่งใหญ่มากเป็นกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุดในการสร้างความเจริญ เริ่มจากคนคนหนึ่งไปสู่คนหมู่ใหญ่ที่มีความคิดความรู้ไปพัฒนาความรู้นั้นนำไปสู่ขบวนการทางเทคโนโลยี ไปสร้างความคิดสู่ชนกลุ่มใหญ่ ชนกลุ่มใหญ่ก็จะมีคนคิดความรู้ใหม่ๆเพิ่มมาอีก ไปสอนชนรุ่นหลัง ชนรุ่หลังก็จะพัฒนาความรู้นั้นให้แตกกระจัดกระจาย ไม่รู้จักจบสิ้น สรุปรูปแบบของความรู้ ก็คือ
- การหาความรู้ จากทุกสิ่งทุกอย่างในโลก
- สร้างความรู้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมา
- การจัดเก็บเป็นหมวดองค์ความรู้
- นำไปใช้อย่างรวดเร็ว
- พัฒนาผลงานให้สูงขึ้น
เห็นง่ายๆจากสวิทย์ไฟฟ้าที่เราปิด-เปิดกันอยู่ทุกวันนี่แหละ นำแนวทางสร้างนาฬิกาดิจิตอลเป็นที่ฮือฮาในยุค 30ปีมาแล้ว จนมาถึงการใช้อินเตอร์เนทในปัจจุบัน จนเรียกว่า โลกไร้ขีดจำกัดทางการสื่อสารจริงๆ
ไม่แน่นะ อีกหน่อยคนจะล่องหนหายตัวได้จริงๆก็ได้โดยทางวิทยาศาสตร์
เมื่อก่อนพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่ามนุษย์จะหูทิพย์ตาทิพย์ มากว่า 2550ปีอีก แล้วเดี๋ยวนี้ล่ะ เป็นไง ท่านชายโกหกภรรยาไม่ได้เลยว่าอยู่ที่ไหนเพราะแม่มีโทรศัพท์เป็นแผนที่รู้ตำบลที่อยู่เราทุกจุด จริงป่ะ
กดที่นี่เพื่อเพิ่มความคิดเห็น
(หน้าต่างใหม่สำหรับให้ความคิดเห็นจะถูกเปิดขึ้น)
ขอบคุณ ผอ.อนันต์ครับ