เรื่องนี้เป็นประสบการณ์จริงครับ สมัยที่เรียนหนังสือในระดับอุดมศึกษา ผมได้มีโอกาสจับพลัดจับผลูเป็นนักดนตรีของวงมหาวิทยาลัย ตอนเล่นใหม่ๆ ต่างคนต่างแข่งกันเร่งเสียงของตัวเองให้ดังครับ บางทีตอนตั้งเครื่อง ตอนอาจารย์ควบคุมวงอยู่ ก็ทำเป็นเปิดเสียงเบาๆ พอเล่นจริง ต่างก็เร่งเสียงของตัวเองให้ดัง มีบางคนยังบอกให้คนอื่นเบาเสียงหน่อย ขณะที่ตัวเอง ความดังของเสียงก็ไม่ใช่เล่น แล้วเวลาเล่นจริง คนฟังเขาบอกมาว่าดนตรีวงนี้มีแต่เสียงดัง หาความไพเราะไม่ได้ มีวันหนึ่ง ท่านอาจารย์ผู้ควบคุมวง ได้เรียกมาประชุม แล้วบอกว่า หัวใจของการเล่นดนตรีให้ไพเราะ ต้องต่างคนต่างเร่งเสียงให้เบา แล้วจะพบกับความไพเราะ ขอให้ทุกคนลองทำดู พอประชุมเสร็จ เราก็ทำตามที่ท่านอาจารย์บอก คือ ต่างคนต่างเปิดเสียงให้เบา พอทดลองเล่นจริงๆ เสียงที่ออกมา มันเป็นเสียงของความนุ่มนวล กลมกลืน และ มีความไพเราะอยู่ในตัว เรื่องนี้ผมขออนุญาตวิเคราะห์เปรียบเทียบการเล่นดนตรีกับการทำงานเป็นทีมครับ การเปิดเสียงให้ดัง ต่างคนต่างดัง มันก็เหมือนเอาอัตตามาชนกันครับ ไม่มีใครฟังใคร ต่างคนต่างใหญ่ ต่างคนต่างคิดว่าตนเองสำคัญกว่าคนอื่น การเล่นดนตรี ก็ไม่เพราะ การทำงานเป็นทีม ก็ไม่มีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้าม ถ้าต่างคนต่างเปิดเสียงให้เบา ต่างคนต่างเบา อัตตาของตัวเองก็เล็กลงครับ ทีนี้ก็จะได้ได้ยินเสียงของคนอื่น ได้ยินคำพูดและความคิดของคนอื่น เล่นดนตรี ก็ไพเราะ ทำงานเป็นที่ม ก็มีประสิทธิภาพ เพราะเอาเสียงมาผสมกัน เอาความคิดมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน.…..ขอบคุณครับ
การเล่นดนตรี กับ การทำงานเป็นทีม
การเล่นดนตรีให้ไพเราะ เปรียบได้กับการทำงานเป็นทีมให้มีประสิทธิภาพ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
อ.อาลัม · 10 ธ.ค. 2550
wwibul · 10 ธ.ค. 2550
นิพัธ กิตติมานนท์ · 10 ธ.ค. 2550
นายกรเพชร · 10 ธ.ค. 2550
วรภา · 10 ธ.ค. 2550
สวัสดีค่ะท่าน ผอ.
มีข้อคิดดีจังเลยค่ะ บันทึกของท่าน ผอ.
มาเยี่ยม คุณ
small man
ผมเคยเป็นนักร้องประจำวง P.S. U. แบนด์ ที่ มอ. ปัตตานีมาก่อน พอจะเข้าใจความหมายนี้บ้างครับ