ผมเพิ่งกลับจากการเก็บข้อมูล (การทำความเข้าใจ) ระบบความเป็นอยู่ของชาวบ้านแถบรอบๆ เขตพื้นที่อนุรักษ์ เขาใหญ่-ทับลาน
และเพิ่งได้มีโอกาสเขียนบันทึกประเด็นสำคัญๆ ในการวางแผนพัฒนา ในวันนี้
จากการทำงาน ผมได้พบประเด็นที่สำคัญมาก ทั้งในระบบคิด และการดำรงชีวิตของชาวบ้านแถบนั้น ที่อาจแบ่งออกได้เป็นอย่างน้อย ๓ กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ
๑. กลุ่มมีที่ทำกินจำนวนมาก เป็นหลายร้อย จนถึงหลายพันไร่ ที่มีอยู่ไม่มากนัก ประมาณ ๑-๒ ราย ต่อชุมชน ทั้ง
a. จากการจับจองไว้นาน แต่มีลูกหลานน้อย หรือ ไปทำงานที่อื่น กันมาก เลยไม่ได้แบ่งแปลงย่อยๆ
b. การซื้อต่อจากผู้อื่น และ ญาติพี่น้อง
c. นายทุนจากภายนอก เข้ามาลงทุนซื้อที่รวมไว้เป็นแปลงใหญ่ๆ
๒. กลุ่มมีที่ทำกิน ระดับพออยู่พอกิน ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของชุมชน ที่พัฒนามาจาก
a. การมีมรดก และหรือ การแต่งงานกับตระกูลที่มีมรดก
b. การเก็บเงิน จากการทำงานมาซื้อที่ทำกิน
c. การขายที่เดิม ขายบ้าน ขายทรัพย์สิน แล้วอพยพมาซื้อที่ทำกินใหม่
๓. กลุ่มไร้ที่ทำกิน ที่มีอยู่ประมาณ ไม่เกิน ๑๐% ของชุมชน ในนามที่ชุมชนเรียกขานกันว่า “คนจนท้ายบ้าน” ที่ต้องหาวิธีการทำมาหากินใน ๔ แบบ ใหญ่ๆ คือ
ก. ยังทำการเกษตรได้ จากการ
1. เช่าจากคนที่มีมากเกินกว่าที่จะทำเองได้หมด
2. เช่า หรือ ขอทำจากนายทุนที่ซื้อไว้แต่ไม่ได้ใช้
3. ขอทำเฉยๆ จากญาติ หรือคนที่ต้องการคนมาช่วยปรับ ถางที่ให้โล่ง พอพื้นที่โล่ง เจ้าของก็จะขอคืน และใช้ต่อ
ข. ทำกิจกรรมการค้าขาย ที่ไม่ต้องใช้ที่มาก หรือเป็นเจ้าของ เช่น ร้านค้าข้างทาง และ การเก็บหาของป่ามาขายในร้าน
ค. ประกอบอาชีพในการเก็บหาของป่า
1. เก็บหน่อไม้ หน่อหวาย ผัก เพื่อการบริโภค เหลือขาย
2. เก็บยอดลาน เพื่อนำมาใช้ในครัวเรือน จักสาน และขายเป็นเงินรายได้
3. เก็บต้นหวาย กล้วยไม้ ไม้ขอนที่ผุเหลือแต่แก่น (ไม้แก่นล่อน) และ รากไม้ มาขายในหมู่บ้าน คนรับจ้างแต่งบ้าน แต่งสวน แต่งรีสอร์ท และตามร้านข้างทาง
4. เก็บไม้หอมมาต้มขายน้ำมันหอมที่มีรายได้เป็นหมื่นบาทต่อครั้ง
5. ดักล่าสัตว์ชนิดต่างๆ มาขายเป็นอาหารป่า จับลูกนกมาขายในตลาด โดยเฉพาะ นกขุนทอง ที่ยังคงมีมาก (ไปขายให้กับคนกลางที่นำไปขายต่ออีกที ที่ตลาดกรุงเทพฯ คาดว่าจะเป็นตลาด จตุจักร)
ง. การรับจ้าง ตามโรงงาน รายเดือน รายวัน และภาคเกษตร
จากข้อมูล (ความเข้าใจ) ที่มี ทำให้ผมพยายามหารือกับทั้งจากชุมชน และ อาจารย์สายสังคม และเศรษฐศาสตร์ ที่ไปเก็บข้อมูลด้วยกัน จึงได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า
ประเด็นสำคัญ มาจาก โครงสร้างอำนาจในชุมชน ที่แยกออกได้เป็น
๑. อำนาจทางเศรษฐกิจ (Economic power) และ
๒. อำนาจทางสังคม (Social power) ที่ผสมผสานกับ
๓. อำนาจทาง ความรู้ ปัญญา และความสามารถในการทำงาน และ การทำมาหากิน (Wisdom power) ในด้านต่างๆ
ทั้งสามอำนาจดังกล่าว จะเชื่อมโยงเป็นไก่และไข่ ซึ่งกันและกันในระดับหนึ่ง กล่าวคือ
· คนที่อพยพรุ่นแรกๆ จะต้องมีอำนาจทาง ความรู้ ปัญญา และความสามารถในการทำงาน และ การทำมาหากิน เป็นจุดตั้งต้น ในการบุกเบิก จนสามารถอยู่อาศัยในป่าได้เป็นอย่างดี จึงอยู่รอดปลอดภัย มีลูกหลานสืบต่อมา ทำให้มีฐานะทางสังคมไปในตัว
· กลุ่มที่มีอำนาจทางสังคมก็จะทำมาหากินสะดวก และอาจใช้อำนาจนี้ ในการสนับสนุนการพัฒนาอำนาจทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย
· กลุ่มที่อพยพมาใหม่ก็ต้องใช้อำนาจทางเศรษฐกิจมาเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจเดิม หรือ เชิงการเข้ามาเป็นตัวช่วย (submissive) ในการเข้ามาอยู่ในพื้นที่
· การขอแบ่งปันอาจใช้ระบบเครือญาติ และการแต่งงาน
· กลุ่มที่เข้ามาเชิงการเก็บหาของป่า มักจะไม่มีอำนาจใดๆ นอกจากความสามารถเฉพาะตัว ในการเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ และ แรงงาน ในการทำงานรับจ้าง ตามช่วงวัยแรงงาน
o จึงเป็นกลุ่มที่พัฒนาต่อให้อยู่แบบไม่รบกวนทรัพยากรป่าไม้ได้ยากจริงๆ
การพัฒนาเชิงหัตถกรรมทดแทน ที่พยายามทำกันอยู่ มักจะติดขัดที่
· ระดับรายได้ที่ทำให้อยู่ได้จริงๆ
· ความสามารถในการจัดการให้มีรายได้ตามที่แต่ละครอบครัวจำเป็นต้องมี
· และความรวดเร็วในการทำให้เกิดรายได้ ตามระยะความจำเป็นในครอบครัว
การพัฒนาการท่องเที่ยวในระยะยาว อาจเป็นทางหนึ่ง ที่จะสามรถใช้ความรู้ที่เขามีไปสนับสนุนระบบการจัดการท่องเที่ยว ก็อาจเป็นทางเลือกที่สำคัญ
ในการดำเนินการดังกล่าว อาจต้องใช้ทั้ง
· ความเข้าใจ
· พระเดช และ
· พระคุณ
จึงจะทำให้แผนงานพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ บรรลุเป้าหมาย
“คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ สังคมอยู่ได้ และ มรดกโลกอยู่ได้”
ครับ






คงเป็นอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรด้วยรึเปล่าคะอาจารย์
ปกติคนที่เข้ามารุ่นแรกๆ จะเลือกทำเลที่ดีที่สุดก่อน เช่น ใกล้แหล่งน้ำ ก็จะถือสิทธิครอบครองจากการที่มาก่อน สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้เต็มที่ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมได้
คนที่เข้ามาทีหลัง จะได้พื้นที่ที่มีคุณภาพด้อยลงไป (marginal land) หรือที่มารุ่นล่าสุดก็อาจจะไม่มีที่ดินทำกิน
จากนั้นก็เป็นกระบวนการทางสังคมที่ทำการเกลี่ย หรือ จัดสรรทรัพยากรอย่างที่อาจารย์กล่าวถึง เช่น การแต่งงาน การให้มรดก เป็นต้น..
เป็นอย่างนี้รึเปล่าคะอาจารย์
ครับ
นั่นเป็นส่วนของผู้มีที่ทำกินครับ
ส่วนคนที่ไม่มีที่ทำกิน มีตั้งแต่ ถนัดเก็บหาของป่า จนไม่ค่อยสนใจที่ทำกิน ถึงกลุ่มที่ จะหาก็ไม่มีอำนาจทางการเงิน แค่อยู่ทุกวันก็แบบวันต่อวัน และหนี้ยังท่วมตัวอีก
กองทุนหนึ่งล้านบาท ได้เปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้สร้างหนี้ได้อีกทางหนึ่งครับ
จึงยิ่งหาทางออกยากขึ้นไปอีกครับ
รายได้ก็วันต่อวัน หนี้ก็ท่วมหัว ใครจะช่วยก็ยากจริงๆครับ
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์
ขออนุญาต นำ "คำหลัก" ที่เกิดขึ้นระหว่างที่กำลังอ่านบันทึกนี้
ของท่านอาจารย์ มา ลปรร. ในมุมมองเล็ก ๆ นะครับ อิ อิ
ในยุค ICT "ช่องว่างทางสังคม" ดูเหมือนจะมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ยิ่งพวกเรา (อาจจะคนกลุ่มน้อย ?) พยายามเร่งหาทางก้าวไปสู่ "สังคมแห่งการเรียนรู้"อย่างรวดเร็วมากขึ้นเท่าใด ในความเป็นจริงของผู้คนในสังคม (ซึ่งอาจจะเป็นคนกลุ่มมาก ?) ยังต้องดิ้นรน "ทำมาหากิน" เลี้ยงปากท้องให้รอดไปวัน ๆ
คล้าย ๆ กับคนที่เดินทางไปด้วยกัน คนหนึ่งเดินทางโดยเท้า กับอีกคนนั่งเครื่องบินไอพ่นยังไงยังงั้นเลยนะครับ
ครับ ผมก็คิดคล้ายๆกันครับ
ผมพยายามเล่า และดึงนักวิชาการหอคอยงาช้าง ให้ลดตัวลงมาบ้าง แต่ก้ยากครับ
มีแต่คนที่อยากจะขึ้นสูงแบบลืมหลัง ไปเรื่อยๆ
ก็ไม่เคยท้อครับ
พยายามตลอดครับ
สวัสดีครับอาจารย์
การแก้ปัญหาความยากจน ควรมีหลักคิดสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ (1) ให้ภาคประชาชนเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาความยากจน (2) ใช้หลักการพัฒนาที่มีพื้นที่เป็นตัวตั้งและทุกฝ่ายในพื้นที่ประสานความร่วมมือกัน (3) ทุกฝ่ายซึ่งอยู่นอกพื้นที่ควรประสานความร่วมมือในการเข้าไปสนับสนุนการแก้ปัญหาความยากจนซึ่งดำเนินการโดยฝ่ายที่อยู่ในพื้นที่ (4) ควรมีระบบข้อมูลและการจัดการความรู้เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจน และ(5) ควรมีนโยบาย ข้อกำหนด แลระบบงบประมาณของทุกระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติที่สนับสนุนและเอื้อต่อการแก้ปัญหาความยากจน
ปีใหม่ พ.ศ. 2549 นี้ มีความเคลื่อนไหวสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ในเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล และเป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายอยากเห็นว่าประสบความสำเร็จ หรืออย่างน้อยมีความก้าวหน้าที่น่าพอใจ ความเคลื่อนไหวสำคัญนั้นคือ (1) พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการร้องขอและแต่งตั้งให้กลับมาเป็น ผู้อำนวยการ “ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน” (หรือ ศตจ.) หลังจากท่านได้สละตำแหน่งดังกล่าวไปพร้อมกับการพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเมื่อสิ้นสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 และท่านได้ขอไม่กลับเข้ามาอยู่ในรัฐบาลอีก และ (2) นายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะ “แสดงนำ” การแก้ปัญหาความยากจนอย่างละเอียดด้วยต้นเอง ที่อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยจะมีการใช้สื่อโทรทัศน์ถ่ายทอดกระบวนการทุกขั้นตอนแบบ “เรียลลิตี้โชว์” ให้ข้าราชการส่วนภูมิภาคและคนทั้งประเทศได้เห็นอย่างชัดเจนในระหว่างวันที่ 16 – 20 มกราคม 2549 ผมเห็นว่า ความพยายามแก้ปัญหาความยากจนเป็นความพยายามที่ดี ควรที่ทุกฝ่ายจะร่วมอนุโมทนา และช่วยกันสนับสนุนในหนทางต่างๆที่สามารถทำได้ปีใหม่ พ.ศ. 2549 นี้ มีความเคลื่อนไหวสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ในเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล และเป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายอยากเห็นว่าประสบความสำเร็จ หรืออย่างน้อยมีความก้าวหน้าที่น่าพอใจ
ความเคลื่อนไหวสำคัญนั้นคือ (1) พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการร้องขอและแต่งตั้งให้กลับมาเป็น ผู้อำนวยการ “ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน” (หรือ ศตจ.) หลังจากท่านได้สละตำแหน่งดังกล่าวไปพร้อมกับการพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเมื่อสิ้นสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 และท่านได้ขอไม่กลับเข้ามาอยู่ในรัฐบาลอีก และ (2) นายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะ “แสดงนำ” การแก้ปัญหาความยากจนอย่างละเอียดด้วยต้นเอง ที่อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยจะมีการใช้สื่อโทรทัศน์ถ่ายทอดกระบวนการทุกขั้นตอนแบบ “เรียลลิตี้โชว์” ให้ข้าราชการส่วนภูมิภาคและคนทั้งประเทศได้เห็นอย่างชัดเจนในระหว่างวันที่ 16 – 20 มกราคม 2549
ผมเห็นว่า ความพยายามแก้ปัญหาความยากจนเป็นความพยายามที่ดี ควรที่ทุกฝ่ายจะร่วมอนุโมทนา และช่วยกันสนับสนุนในหนทางต่างๆที่สามารถทำได้
ผมจึงขอเสนอ “หลักคิดสำคัญ 5 ประการในการแก้ปัญหาความยากจน” ดังนี้
1.ให้ภาคประชาชนเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาความยากจน
“เจ้าของปัญหาคือผู้แก้ปัญหาที่ดีที่สุด” ควรเป็นข้อเตือนใจและกระตุ้นให้ใช้หลักคิดว่า ภาคประชาชน ควรเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาความยากจน ภาคประชาชน หมายรวมถึงชุมชนท้องถิ่น และคนทั้งหลายที่อยู่ในท้องถิ่น เขาย่อมรู้ดีว่า สถานะของเขาเป็นเช่นไร ใครจน ใครไม่จน จนอย่างไร ไม่จนอย่างไร ใครแกล้งจน ใคร “อยากจน” ใครแข้มแข็ง ใครอ่อนแอ ใครมีศักยภาพมาก ใครมีศักยภาพน้อย ใครร่วมทำงานกับใครได้ ใครร่วมทำงานกับใครไม่ได้ และข้อเท็จจริงอื่นๆอีกนานัปการ ซึ่งยากที่คนภายนอกท้องถิ่น จะรู้จะเข้าใจได้มากเท่าหรือดีเท่า
อีกประการหนึ่ง คนในท้องถิ่น จะอยู่ในท้องถิ่นตลอดไปหรือเป็นเวลานาน จะเป็นทั้งผู้ลงมือทำ และผู้รับผลของการกระทำ เขาจึงรู้ร้อนรู้หนาวได้ดีกว่า ชัดเจนกว่า ซาบซึ้งกว่า อย่างมีความสุขความชื่นชมหรืออย่างมีความทุกข์ความระทม มากกว่าคนนอกพื้นที่ซึ่งไม่ใช่เจ้าของปัญหา
รวมความแล้ว ภาคประชาชนอันได้แก่ ชุมชนหรือคนในท้องถิ่นจะเป็นผู้ที่มีแรงจูงใจ มีการปฏิบัติมีการเรียนรู้ มีการปรับปรุงพัฒนา มีความริเริ่มสร้างสรรค์ ในการแก้ปัญหาความยากจนในท้องถิ่นนั้นๆ ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนมากกว่าคนนอกท้องถิ่นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่ผู้นำในรัฐบาล
ขณะนี้ได้มีขบวนการของภาคประชาชนที่พยายามดำเนินการแก้ปัญหาความยากจนด้วยตนอง โดยมีความก้าวหน้าและความสำเร็จที่น่าพอใจระดับหนึ่ง ได้แก่ “ขบวนการแผนแม่บทชุมชนพึ่งตนเอง” (ในภาคชนบท) และ “ขบวนการบ้านมั่นคง” (ในภาคเมือง) ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำและทำได้ง่ายภายใต้นโยบายแก้ปัญหาความยากจน คือการส่งเสริมสนับสนุนให้ขบวนการเช่นนี้ได้ดำเนินการไปอย่างมีพลัง มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และอย่างกว้างขว้างยิ่งขึ้น
2.ใช้หลักการพัฒนาที่มีพื้นที่เป็นตัวตั้งและทุกฝ่ายในพื้นที่ประสานร่วมมือ
การพัฒนา ถ้าใช้หลักการพื้นที่เป็นตัวตั้ง จะบูรณาการทุกอย่างได้ดีที่สุดและสะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการ “ปัจจัย” ที่นำสู่การพัฒนา และการบูรณาการ “ผล” ของการพัฒนา
“ปัจจัย” หลักๆในการพัฒนาของพื้นที่หนึ่งๆย่อมอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ได้แก่ คน กลุ่มคน องค์กร สถาบัน หน่วยงาน อุปกรณ์ งบประมาณ ทุนหรืทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางสังคม และอื่นๆ เมื่อใช้หลักการพื้นที่เป็นตัวตั้ง ย่อมหมายถึงการผสมผสานปัจจัยทั้งหลายดั้งกล่าวข้างต้นเข้าด้วยกัน ในลักษณะที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาได้อย่างที่สุด
และนั่นย่อมหมายถึงการที่ทุกฝ่ายในพื้นที่จะสามารถและสมควรจะประสานความร่วมมือกันให้ได้อย่างดีที่สุดด้วย ทุกฝ่ายที่ว่านั้น ได้แก่ (1) ภาคประชาชน หรือชุมชน หรืออันรวมถึงองค์กรและสถาบันของภาคประชาชนในท้องถิ่น เช่น องค์กรชุมชน องค์สาธารณประโยชน์ องค์ธุรกิจ สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา ฯลฯ ด้วย (2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เทศบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) และ(3) ราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการส่วนภูมิภาคอื่นๆ
ส่วนการบูรณาการ “ผล” ของการพัฒนานั้น หมายถึงว่าผลของการพัฒนาย่อมมีหลายด้านหลายมิติ ซึ่งเกี่ยวโยงกันและปฏิสัมพันธ์กันอย่างมีพลวัต เมื่อใช้หลักการพัฒนาที่มีพื้นที่เป็นตัวตั้ง ประชาชนในพื้นที่จะเป็นผู้กำหนดเองว่าประสงค์ให้ผลการพัฒนามีองค์ประกอบและสภาวะเป็นอย่างไร แล้วดำเนินการในลักษณะที่หลากหลายและต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุผลการพัฒนาที่พึงปรารถนาอย่างต่อเนื่องด้วย
ในกระบวนการพัฒนาดังกล่าว หากผลการพัฒนามีองค์ประกอบและสภาวะยังไม่ตรงตามที่ประชาชนในพื้นที่คาดหวังก็จะมีการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาแนวทางและวิธีการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้องค์ประกอบและสภาวะที่พึงปรารถนาในลักษณะที่ “บูรณาการ” กันอย่างดีที่สุดนั่นเอง
3.ทุกฝ่ายซึ่งอยู่นอกพื้นที่ควรประสานความร่วมมือในการเข้าไปสนับสนุนการแก้ปัญหาความยากจนซึ่งดำเนินการโดยฝ่ายที่อยู่ในพื้นที่
บ่อยครั้งบุคคลหรือหน่วยงานนอกพื้นที่จะเข้าไป “ช่วย” คนในพื้นที่จนเกิดปัญหา เช่น (1) ทำให้คนพื้นที่ไม่พัฒนาความสามารถของตนเอง หรือเกิดทัศนคติพึ่งพาผู้อื่น (2) หลายหน่วยงานและกลุ่มบุคคลเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่เดียวกัน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน ความสับสน ความสูญเปล่า หรือความขัดแย้ง ทั้งระหว่างคนนอกพื้นที่และระหว่างคนในพื้นที่
ดังนั้นจึงควรที่บุคคลและหน่วยงานซึ่งอยู่นอกพื้นที่ จะประสานความร่วมมือกันให้ดีที่สุดในกรณีที่เข้าไปส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่เดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทั้ง 2 ประการดังกล่าวข้างต้น
การประสานความร่วมมือเช่นนี้ จะทำได้ดีถ้าให้คนในพื้นที่เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการประสาน ดังกล่าว เนื่องจากคนในพื้นที่จะรู้ว่าต้องการอะไร อย่างไร เพียงใด เมื่อใด และบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกแห่งใด จะสามารถสนองความต้องการได้อย่างดี อย่างเหมาะสม และอย่างประสานสอดคล้องกันได้ดีที่สุด
นอกจากนั้น บุคคลและหน่วยงานนอกพื้นที่ ควรเน้นบทบาท “ผู้ส่งเสริมสนับสนุน” หรือ “ผู้เอื้ออำนวย” มากกว่าการเป็น “ผู้ปฏิบัติ” หรือ “ผู้ดำเนินการ” การเป็นผู้ปฏิบัติหรือผู้ดำเนินการ ควรเป็นบทบาทสำคัญของ “คนในพื้นที่” มากกว่า
4.ควรมีระบบข้อมูลและการจัดการความรู้ป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจน
การจัดทำระบบข้อมูลและการจัดการความรู้ ควรใช้หลักพื้นที่เป็นตัวตั้งเช่นเดียวกัน นั่นคือจัดให้มีระบบข้อมูลตามพื้นที่ เริ่มจากพื้นที่เล็กที่สุด คือระดับหมู่บ้านหรือตำบล แล้วสานต่อเชื่อมโยงเป็นระดับพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น ได้แก่ ระดับอำเภอหรือเขตเทศบาล ต่อเป็นระดับจังหวัด ระดับกลุ่มจังหวัดหรือภาค และระดับประเทศในที่สุด
ระบบข้อมูลสามารถประกอบด้วย (1) ข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะต่างๆซึ่งย่อมเกี่ยวโยงกับความยากจนหรือความไม่ยากจน ในทางใดทางหนึ่ง โดยตรงหรือโดยอ้อม (2) ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยที่สามารถมีส่วนนำสู่สภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามข้อ (1)
ปัจจัยที่ว่านี้ยังสามารถแยกได้เป็น (2.1) ปัจจัยที่เป็นทรัพยากร ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรวัตถุ ทรัพยากรการเงิน ทุนมนุษย์ ทุนความรู้ ทุนทางสังคม สถาบัน องค์กร หน่วยงาน ฯลฯ และ (2.2) ปัจจัยที่เป็นกิจกรรม ได้แก่ แผนงาน โครงการ มาตรการ กิจกรรมทั่วไป ฯลฯ
ระบบข้อมูลจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้ทราบถึงสภาวะต่างๆที่เกี่ยวข้อง และปัจจัยทั้งหลายที่สามารถมีส่วนในการนำสู่สภาวะที่พึงปราถนา พร้อมกันนั้นก็เป็นพื้นฐานให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ และการจัดการความรู้ เพื่อให้สามารถสร้างสภาวะที่พึงปรารถนา (รวมถึงการแก้ปัญหาความยากจน) ได้อย่างดีขึ้นและทั่วถึงกว้างขวางมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
ระบบข้อมูลที่ดีควรเป็นระบบข้อมูลที่ “มีชีวิต” คือ เคลื่อนไหวตามสถานการณ์อยู่เสมอ และมีการใช้ประโยชน์รวมถึงการสื่อสารปฏิสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องด้วย
5.ควรมีนโยบายสาธารณะ ข้อกำหนด และระบบงบประมาณของทุกระดับตั้งแต่ระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ ที่สนับสนุนและเอื้อต่อการแก้ปัญหาความยากจน
นโยบายสาธารณะ หมายรวมถึง ปรัชญา ทัศนคติ หลักคิด แนวคิด ทิศทาง วิสัยทัศน์ พันธกิจ ภารกิจ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี กุศโลบาย นโยบายสำคัญ แผนงานสำคัญ โครงการสำคัญ มาตรการสำคัญ ซึ่งมีได้ทุกระดับ ตั้งแต่ (1) ระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันได้แก่ อบต. เทศบาล และอบจ. (2) ระดับอำเภอและจังหวัด อันหมายถึง นโยบายของอำเภอและของจังหวัด ซึ่งรวมถึงนโยบายของหน่วยงานต่างๆที่สังกัดอำเภอและจังหวัดด้วย และ (3) ระดับประเทศ ซึ่งได้แก่ นโยบายของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ อันประกอบ ด้วย กระทรวง กรม องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ทั้งหลาย
ข้อกำหนด คือ กฎหมาย ข้อบังคับ ข้อบัญญัติ กฎ ระเบียบ กติกา หลักเกณฑ์ ประกาศ คำสั่ง ฯลฯ ซึ่งหน่วยงานที่มีอำนาจเป็นผู้ออก มีตั้งแต่ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี กระทรวง กรม องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันได้แก่ อบจ. เทศบาล และ อบต.
ส่วนระบบงบประมาณ ก็หมายถึงระบบงบประมาณของกลไกการบริหารทุกระดับเช่นเดียวกันตั้งแต่ระดับองค์กรปกครองท้องถิ่น ระดับอำเภอและจังหวัด และระดับหน่วยงานส่วนกลางทั้งหลาย อันได้แก่ รัฐบาล กระทรวง กรม องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ และที่สำคัญมาก คือ ระบบบริหารงบประมาณของประเทศโดยรวม ซึ่งเกี่ยวกับหลักคิด หลักการ และวิธีการของ รัฐสภา รัฐบาล กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ เป็นสำคัญ
หากเปรียบเทียบมาตรการแก้ปัญหาความยากจนเป็น “รถยนต์แก้ปัญหาความยากจน” ก็จะสามารถถือได้ว่า “นโยบายสาธารณะ” เป็นประหนึ่งหนังสือนำทาง แผนที่ เข็มทิศ และพวงมาลัย ส่วน “ข้อกำหนด” ก็เปรียบได้กับ สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ สภาพของเส้นทาง ตลอดจนสภาพของรถยนต์ สำหรับ “ระบบงบประมาณ” นั้นเป็นเสมือนทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำหล่อลื่นที่มีให้กับรถยนต์แก้ปัญหาความยากจน พร้อมทั้งรถยนต์ “สนับสนุน”การแก้ปัญหาความยากจนอีกด้วย
การประยุกต์ใช้ “หลักคิดสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจน” กับนโยบายหรือมาตรการในด้านอื่นๆ
หลักคิดสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจน 5 ประการดังกล่าวข้างต้น สามารถประยุกต์ใช้ได้กับนโยบายหรือมาตรการอื่นๆที่ต้องอาศัย “ภาคประชาชน” เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ รวมถึง
· นโยบายหรือมาตรการสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน (Health Promotion)
· นโยบายหรือมาตรการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน
· นโยบายหรือมาตรการสร้าง “เมืองไทยแข็งแรง คนไทยแข็งแรง” (Healthy Thailand)
· นโยบายหรือมาตรการ “เมืองน่าอยู่”(Healthy City)
· นโยบายหรือมาตรการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของประชาชน
· นโยบายหรือมาตรการสร้างชุมชนเข้มแข็ง(Community Empowerment)
· นโยบายหรือมาตรการสร้างเสริมสันติภาวะในหมู่ประชาชน(Peace Promotion)
ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
9 มกราคม 2549
ขอบคุณครับสำหรับแนวคิดในการทำงาน
แต่ผมยังมองความเชื่อมโยงระหว่างข้อเสนอ กับสถานการณ์จริงๆ ยังไม่ชัดครับ เนื่องด้วย
ลองคิดดูครับ ว่า โมเดลจะมีใช้ได้ไหน ครับ
อยากขอให้เข้าร่วมทำงานจะชัดขึ้นครับ