Practical Living Information Online Network System: PIO-NET
<p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">บทความข้อเขียนนี้ ผู้เขียนขอนำเสนอระบบการบริหารจัดการข้อมูลด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับข้อมูล ข้อมูลและเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคในเชิงสถิติจะทำให้เห็นภาพว่าสังคมเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถิติในด้านปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ เพื่อที่รัฐจะได้นำไปเป็นข้อมูลเชิงนโยบายแก่คณะรัฐมนตรีในการกำหนดนโยบาย มาตรการ หรือกฎหมาย ในเชิงป้องกัน มิให้เกิดปัญหาขึ้นอีกอย่างซ้ำซาก</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ผู้เขียนขอของคุณรัฐบาลญี่ปุ่น นายเคนจิ ทากาฮาร่า อดีตผู้บริหาร NationalConsumerAffairs Center of Japan: NCAC และในฐานะที่เคยเป็นอาสาสมัครอาวุโสญี่ปุ่นประจำสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่ NCAC ตลอดจนเจ้าหน้าที่ระดับสูงและระดับปฏิบัติการในสำนักงานคณะรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ได้ให้ความรู้และทุนแก่ผู้เขียนเข้ารับการอบรมศึกษาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่นทั่วทั้งประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ - ๒๕๔๖</p> 1.วัตถุประสงค์ของ PIO-NET- PIO-NET เป็นระบบซึ่งศูนย์คอมพิวเตอร์แห่ง (National Consumer Affairs Center of Japan: NCAC) ได้เชื่อมโยงกับศูนย์ผู้บริโภคในจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งเมืองใหญ่ ๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการใช้สินค้า บริการ อุบัติเหตุที่เกิดกับผู้บริโภคและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เริ่มก่อตั้งขึ้นในปีงบประมาณญี่ปุ่น ค.ศ.1984- ข้อมูลต่าง ๆ ใน PIO-NET เป็นฐานข้อมูลที่สำคัญยิ่งสำหรับการวางแผนในระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาในปัจจุบันและการวางแผนเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต รวมทั้งเพื่อการกำหนดนโยบายด้านการบริหารกิจการคุ้มครองผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ อีกด้วย- ข้อมูลต่าง ๆ นั้นรวมถึงข้อมูลใหม่ที่เกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภค มาตรการในการป้องกันอุบัติเหตุต่าง ๆ และข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต่าง ๆ จากการให้คำปรึกษาแก่ผู้บริโภคในแต่ละราย <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">- PIO-NET เป็นระบบที่ให้ศูนย์ผู้บริโภคในจังหวัดต่าง ๆ ได้รับทราบข้อมูลผ่านทางระบบ on line</p> 2.ลักษณะต่าง ๆ ของข้อมูล- เนื่องจากมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีข้อมูลที่ทันสมัยและเป็นปัจจุบันให้มากที่สุด ดังนั้น ข้อมูลในการให้คำปรึกษาจึงจำเป็นต้องถูกบันทึกลงในระบบโดยเร็วที่สุดนับจากได้รับข้อมูลจากผู้บริโภค- คำปรึกษาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับศูนย์ผู้บริโภคมี 3 ประเภท ได้แก่ คำร้องทุกข์ คำถาม และคำร้องขอ คำร้องทุกข์เท่านั้นที่จะนำไปบันทึกลงในระบบ PIO-NET ทั้งนี้ เนื่องจากจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต- สำนักงานคณะรัฐมนตรีโดยสำนักงานนโยบายคุณภาพชีวิตให้ความสำคัญต่อข้อมูลการให้คำปรึกษาต่าง ๆ จากผู้บริโภคที่เก็บไว้ใน PIO-NET ทั้งนี้ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการกำหนดนโยบายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ในการนี้ สำนักงานคณะรัฐมนตรีโดยสำนักงานนโยบายคุณภาพชีวิตได้ให้เงินงบประมาณสนับสนุนค่าจัดพิมพ์บันทึกข้อมูลแก่ศูนย์ผู้บริโภคต่าง ๆ เป็นจำนวนเงิน 400 เยน ต่อคำร้องทุกข์ของผู้บริโภค 1 ราย <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">- ข้อมูลในระบบ PIO-NET จำกัดเฉพาะเพียงบุคคลที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบต่องานด้านการบริหารงานคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น ดังนั้น บุคคลภายนอกจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ระบบได้</p> 3.หน้าที่ต่าง ๆ ของ PIO-NETPIO-NET ประกอบด้วยระบบฐานข้อมูล 6 ระบบ ได้แก่- ระบบจัดเก็บข้อมูลการให้คำปรึกษาแก่ผู้บริโภค- ระบบจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหาย/บาดเจ็บ/สินค้าอันตราย- ระบบจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาล- ระบบจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทดสอบผลิตภัณฑ์- ระบบจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์/สถาบันทดสอบผลิตภัณฑ์ <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">- ระบบจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแก่ผู้บริโภค</p> 4.หน่วยงานรับที่ผิดชอบ- Consumer Information Department (กองข้อมูลผู้บริโภคแห่ง NCAC) เป็นผู้รับผิดชอบงาน PIO-NET ประกอบด้วยผู้อำนวยการกองจำนวน 1 คน ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโสซึ่งเทียบเท่าผู้จัดการ จำนวน 2 คน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจำนวน 10 คน นอกจากนี้ มีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นลูกจ้างชั่วคราวและ/หรือ Part–Time ได้แก่ ผู้ให้คำปรึกษาด้านผู้บริโภคจำนวน 12 คน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจำนวน 2 คน การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายระบบงาน ฝ่ายการบริหารข้อมูล และฝ่ายงานด้านความเสียหาย/บาดเจ็บ- การปฏิบัติงานเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลจะมีผู้ดำเนินการด้านระบบงานจำนวน 1 คน และเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลจำนวน 2 คน (ทำสัญญาจ้างจากบริษัทเอกชน)- การดูแลบำรุงรักษาระบบ กองข้อมูลผู้บริโภคแห่ง NCAC ได้จ้างบริษัทคอมพิวเตอร์เพื่อดูแล ควบคุม รักษา แก้ไขมิให้เกิดเหตุขัดข้องต่อระบบคอมพิวเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังดำเนินการเก็บสำรองข้อมูลทั้งหมดในระบบฐานข้อมูลไว้อีกสถานที่หนึ่งที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสียหายของระบบคอมพิวเตอร์ใน NCAC ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้อันเนื่องมาจากเหตุแผ่นดินไหวหรืออัคคีภัย- Automatic Startup (ระบบการเริ่มปฏิบัติการอัตโนมัติ) เป็นระบบที่ NCAC นำมาใช้ในปีนี้ (ค.ศ.2001) โดยมีการกำหนดให้ระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูลของ NCAC เริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 8.00 น. และจะปิดระบบได้เองในเวลา 16.00 น. อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานมีจำนวนมาก จึงเลื่อนเวลาออกไปอีกถึง 21.00 น. ในวันราชการ ระบบปฏิบัติการด้านข้อมูลนี้แบ่งออกได้ 2 ทาง ได้แก่ การเรียกข้อมูล และการปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">- อนึ่ง สำหรับงบประมาณในการดำเนินการด้านระบบงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปีละประมาณสามร้อยล้านเยนเพื่อเป็นค่าเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ ค่าพัฒนาโปรแกรม และค่าบริหารงานทั่วไป</p> 5.แบบบันทึกข้อมูลการปรึกษา (Counseling Cards)- กองให้คำปรึกษาผู้บริโภค (Consumer Advice Department, NCAC) จะเป็นผู้ดำเนินการรับเรื่องขอคำปรึกษาจากผู้บริโภคทั้งที่มาขอคำปรึกษาที่ NCAC หรือทางโทรศัพท์ โดยเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาจะต้องลงรายละเอียดในแบบบันทึกข้อมูลการปรึกษา ซึ่งประกอบด้วยด้านหน้า–หลัง มีรายละเอียดที่ต้องกรอกจำนวนรวม 109 ข้อ เมื่อตรวจสอบความเรียบร้อยในการบันทึกแล้วจะต้องทำสำเนาแบบบันทึกข้อมูลการปรึกษานี้ให้แก่กองข้อมูลผู้บริโภควันต่อวันเพื่อนำไปบันทึกลงในระบบ PIO-NET ต่อไป สำหรับต้นฉบับจะเก็บไว้ที่กองให้คำปรึกษาผู้บริโภค ถ้าเรื่องใดที่ยังไม่แล้วเสร็จต้องมีการดำเนินต่อ เจ้าหน้าที่จะต้องลงรายละเอียดผลการดำเนินการในแบบบันทึกข้อมูลการปรึกษาเดิมและต้องทำสำเนาส่งให้กองข้อมูลผู้บริโภคบันทึกลงในระบบ PIO-NET เพื่อ update ข้อมูลดังกล่าว- การบันทึกข้อมูลในระบบฐานข้อมูลจำเป็นต้องใช้ Keyword ที่ได้มีการกำหนดขึ้น ดังนั้น เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาจำเป็นต้องกรอกข้อมูลลงในแบบบันทึกข้อมูลการปรึกษาด้วย Keyword เหล่านี้เท่านั้น (เช่น Keyword กำหนดว่า “อาคารชุด” หากเจ้าหน้าบันทึกเป็น “คอนโดมิเนียม” ในระบบฐานข้อมูลจะเข้าใจว่าสองสิ่งนี้ต่างกัน ในการวิเคราะห์ข้อมูลจะเกิดการผิดพลาด) โดย NCAC จะจัดทำคู่มือ Keyword ส่งให้ศูนย์ผู้บริโภคต่าง ๆ ใช้รูปแบบเดียวกัน- สำหรับศูนย์ผู้บริโภคท้องถิ่นต่าง ๆ (Local Consumer Centers) นั้น เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาจะต้องบันทึกข้อมูลในแบบบันทึกข้อมูลฯ ด้วยมือแล้วเสนอต่อผู้อำนวยการศูนย์หรือผู้มีอำนาจที่เท่าเทียมกันกับผู้อำนวยการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบความถูกต้องและสมบูรณ์ของข้อมูลนั้น หลังจากนั้นจะสำเนาแบบบันทึกข้อมูลดังกล่าวโดยใช้เวลา 1 – 2 สัปดาห์ แล้วจึงรวบรวมส่งให้บริษัทเอกชนผู้รับเหมาดำเนินการบันทึกข้อมูลต่อไป และหลังจากนั้นอีกประมาณ 1 สัปดาห์ บริษัทเอกชนผู้รับเหมาจะส่งข้อมูลที่บันทึกแล้วคืนมายังศูนย์ฯ นั้น ๆ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะบันทึกลงในแผ่น Floppy Disks ส่งให้แก่ NCAC ต่อไป- สำหรับศูนย์ในระดับเมืองต่าง ๆ (Municipalities) นั้น ข้อมูลจะถูกส่งไปยังจังหวัดต่าง ๆ (Prefectures) โดยทางไปรษณีย์หรือทางโทรสาร จังหวัดจะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของการกรอกแบบบันทึกข้อมูลฯ (Counseling Cards) และดำเนินการปกปิดข้อความที่ไม่เปิดเผย (เช่น ชื่อ ที่อยู่ และอายุของผู้ร้อง ฯลฯ เป็นต้น) ก่อนรวบรวมส่งให้บริษัทเอกชนผู้รับเหมาต่อไป ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1–2 สัปดาห์ <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">- อนึ่ง การแก้ไข เพิ่มเติมข้อมูลนั้นต้องใช้เวลาอย่างมาก ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องสร้าง “ระบบ” ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันความน่าเชื่อถือของข้อมูล</p> 6.ความสัมพันธ์ระหว่าง NCAC กับรัฐบาลท้องถิ่นระบบ PIO-NET ได้เชื่อมโยงกันระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นจำนวน 59 แห่ง จังหวัดจำนวน 47 จังหวัด และเมืองต่าง ๆ (Cabinet–order designated cities) จำนวน 12 เมือง ตำบล หมู่บ้านใน Tokyo จำนวน 45 แห่ง ตำบล หมู่บ้านในจังหวัด (เฉพาะ 14 จังหวัด) อีกจำนวน 86 แห่ง โดยในเดือนมกราคม ค.ศ.2002 นี้จะดำเนินการเชื่อมโยงระบบ PIO-NET กับศูนย์ผู้บริโภคครบทั้ง 456 แห่งทั่วประเทศ <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อย่างไรก็ตาม ในระดับจังหวัดก็มีระบบฐานข้อมูลภายในเป็นของตนเอง (Local Network System) ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 14 จังหวัด มีการเก็บข้อมูลผู้บริโภคที่คล้ายคลึงกับ PIO-NET ใช้ภายในจังหวัดและไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลโดยตรงกับ PIO-NET ของ NCAC แต่เชื่อมโยงผ่านช่องทางของจังหวัดซึ่งมีระบบ PIO-NET แล้ว</p> 7.ประโยชน์ในการใช้ข้อมูลจาก PIO-NET- เป็นข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐสภา รัฐบาลกลาง กระทรวงที่เกี่ยวข้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานศาลยุติธรรม สมาคมนักกฎหมาย (ทนายความ) รวมทั้งสื่อมวลชน และต่อผู้บริโภค <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">- เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ปัญหาในการแก้ไขป้องกันความเสียหายทั้งในปัจจุบันและอนาคต</p> 8.แบบบันทึกข้อมูลการปรึกษาและขั้นตอนรายละเอียด (Consumer Life Counseling Card and Description Procedures)แบบบันทึกข้อมูลการปรึกษาหรือ “Counseling Card” นี้เป็นแบบมาตรฐานที่กำหนดขึ้นสำหรับใช้บันทึกข้อมูลในทุกกรณีที่ให้คำปรึกษา โดยทุกศูนย์ผู้บริโภคทั่วประเทศจะต้องใช้แบบมาตรฐานนี้ แต่อาจเพิ่มเติมรายละเอียดข้อมูลที่มากกว่าแบบมาตรฐานสำหรับใช้ประโยชน์เฉพาะศูนย์ผู้บริโภคนั้น ๆ ก็ได้ <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อย่างไรก็ตาม ในการที่จะบันทึกข้อมูลลงในแบบบันทึกฯ นี้ เพื่อให้ได้ระบบฐานข้อมูลที่ถูกต้อง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาที่เป็นผู้บันทึกข้อมูลลงในแบบบันทึกฯ ต้องได้รับการอบรมทำความเข้าใจกฎและระเบียบ รวมทั้งคู่มือการปฏิบัติงานซึ่งมีรายละเอียดการใช้ Keyword ต่าง ๆ วิธีการใช้ดุลยพินิจหรือวิธีในการพิจารณาแยกประเภท ประเด็น คำขอหรือการสอบถาม และมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความชำนาญของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วย</p> 9.ระบบข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายหรือการได้รับอันตรายจากสินค้าและ/หรือบริการ (Injury Information System) ของ NCACระบบข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายหรือได้รับอันตรายจากสินค้าและ/หรือบริการนี้ได้ถูกนำมาใช้ใน NCAC เมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ.1975 โดยมีวัตถุประสงค์ในการรวบรวม วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูลโดยทันทีในเรื่องต่าง ๆ อันมีสาเหตุมาจากการใช้สินค้าและ/หรือบริการ การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน รวมทั้งข้อมูลจากการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ หรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันมิให้ความเสียหายเกิดขึ้นหรือลดความเสียหายให้น้อยลงในอนาคตข้อมูลดังกล่าวได้มาโดยการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ผู้บริโภคประมาณ 400 แห่ง และจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ให้ความร่วมมือประมาณ 20 แห่งทั่วประเทศ โดย NCAC ได้เชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ ข้อมูลอาจได้มาจากผู้ได้รับความเสียหายหรือได้รับอันตรายอีกทางหนึ่งด้วยอนึ่ง ในการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์แห่ง NCAC จะทำการพิสูจน์หรือตรวจสอบสินค้าและหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุนั้น ๆ โดยจะสอบถามผู้ผลิตสินค้าหรือผู้ให้บริการนั้น ๆ รวมทั้งสมาคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยรับทราบข้อคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เช่น แพทย์และอาจารย์จากมหาวิทยาลัย เป็นต้น หลังจากนั้น ก็จะสรุปผลการวิเคราะห์ผ่านทางสื่อมวลชนไปยังผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักหรือให้ความใส่ใจระมัดระวังและกระตุ้นให้ผู้ผลิตตรวจสอบเพื่อแก้ไขผลิตภัณฑ์ของตนให้ดีขึ้น หรือให้เรียกสินค้าคืนจากตลาด และผลักดันเรียกร้องให้มีการพิจารณาทบทวนกฎหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป <h1 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left" align="left">ข้อสังเกตของผู้เขียน</h1>1.PIO-NET เป็นระบบฐานข้อมูลแบบปิด เป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์สำหรับวางนโยบายและแผนการด้านการคุ้มครองผู้บริโภค โดยคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางและประโยชน์สุดท้าย โดยข้อมูลดังกล่าวนี้บุคคลที่เกี่ยวข้องภายในองค์การเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงได้เนื่องจากมีการกล่าวและพาดพิงถึงบุคคลหรือผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกร้อง ชื่อผู้บริโภคผู้ร้องเรียน และจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทางราชการด้วย (กฎหมายข้อมูลข่าวสารของทางราชการของญี่ปุ่นจะมีการบังคับใช้ใน ปี ค.ศ. 2002)2.ข้อมูลที่ได้รับมานั้น เมื่อจะนำมาวิเคราะห์นโยบาย จะต้องมีความถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ ดังนั้น จะต้องอาศัยการบันทึกข้อมูลในเบื้องต้นจากผู้ให้คำปรึกษาและจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่มีประสิทธิภาพ มีความอดทน และ “มีใจรักงาน” ในลักษณะเช่นว่านั้น3.เจ้าหน้าที่ตามข้อ 2. นั้นจะต้องบันทึกข้อมูลให้ครบถ้วน “ทุกเรื่อง” ทั้งนี้ เนื่องจากต้องใช้เป็นข้อมูลในเชิงสถิติ ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เป็นต้น ต่างให้ความสำคัญต่อ “ข้อมูล” เป็นอย่างยิ่ง4.การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคและการบริหารจัดการข้อมูลของ สคบ. ในอนาคตอันใกล้นี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรของ สคบ. ดังนั้น มาตรการคู่ขนานต่าง ๆ เป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการนับตั้งแต่บัดนี้ เช่น การสร้างความเข้าใจแก่บุคลากรเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ความสำคัญของข้อมูลเชิงสถิติ และ “เป้าหมายขององค์กรโดยรวม” เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะต้องใช้เวลาพอสมควรและจะต้องเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ประเทศไทยโดยหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ควรมีกลไกทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบธุรกิจในการจัดทำระบบฐานข้อมูลและดูแลฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การวิเคราะห์ข้อมูลที่มีจำนวนมหาศาล (Big Data) ดังนั้น เรื่องระบบฐานข้อมูลเพื่อการแจ้งเตือนภัยจากสินค้าและบริการที่เป็นอันตรายนี้ จะเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารงานภาครัฐว่าควรจะมีการบริหารจัดการหรือปรับโครงสร้างอย่างไรเพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม และเป็นช่วงที่ถึงเวลาอันเหมาะสมสำหรับนโยบายภาครัฐซึ่งถือได้ว่าประเทศไทยเริ่มก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างช้าๆ การบริหารจัดการภาครัฐในข้อมูลจำนวนมาก Big Data ซึ่งจะสอดคล้องกับการขับเคลื่อนประเทศไทยในส่วนภาครัฐใน Thailand 4.0 ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาและโอกาสที่จะผลักดันแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้ต่อไปซึ่งจะต้องใช้เวลาพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป อนึ่ง กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายว่าด้วยความรับผิดอันเนื่องมาจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และการออกคำสั่งทางปกครองใด ๆ เกี่ยวด้วยการห้ามขาย ห้ามบริการ และการแจ้งเตือนภัย จะต้องอยู่บนฐานของข้อมูลคำร้องเรียนหรือปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่สังเคราะห์แล้วทั้งสิ้น ซึ่งจะเป็นการไร้ผลหากการใด ๆ ของรัฐไม่อยู่บนฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์หรือสถิติข้อมูล
สำหรับแนวความคิดในการจัดสร้างระบบบริหารจัดการข้อมูลดังกล่าว แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้เคยมีแนวความคิดมานานกว่าเกือบสองทศวรรษ แต่เนื่องจากแนวความคิดดังกล่าวในขณะนั้นอาจถือได้ว่าเป็นการผิดยุคผิดสมัย ผู้นำองค์กรยังขาดวิสัยท้ัศน์ ปราศจากความเข้าใจและเห็นความสำคัญของข้อมูล ประกอบกับทัศนคติของผู้ปฏิบัติยังมีความต่อต้านต่อความเปลี่ยนแปลง อ้างว่าเสียเวลา ขาดบุคลากร และไม่เห็นความสำคัญของความละเอียดอ่อนปราณีตของข้อมูลในการบันทึกข้อมูล Data Entry ขาดกลไกในการขับเคลื่อนและเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าจะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่นเข้ามาช่วยด้านบุคคลากรทางการปฏิบัติและทางวิชาการอย่างมากมายเป็นระยะเวลานานพอสมควรก็ตาม ซึ่งจะถือได้ว่าปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการปฏิรูปการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายว่าด้วยการบูรณาการการทำหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเป็นส่วนรวมแล้ว ยังเป็นฐานข้อมูลเพื่อสะท้อนไปยังผู้ผลิตให้พัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไปด้วย