สำหรับเรื่องราวในวัด วันเฉลิมพระชนม์พรรษาก็เป็นอีกครั้งหนึ่งของเทศกาลบิณฑบาตของแห้ง... เฉพาะที่วัดยางทอง วันนี้ (๔ ธ.ค.) พระ-เณร ก็ไปบิณฑบาตของแห้งที่ตลาดทรัพย์สินฯ สงขลา ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สอง ปีก่อนนั้นผู้เขียนก็ได้ไปร่วมด้วย แต่ปีนี้ขี้เกียจไป ฟังว่าปีนี้คนเยอะกว่าปีที่แล้ว....
ตามปกติ เทศกาลบิณฑบาตของแห้ง ในปีหนึ่งๆ จะมี ๔ ครั้ง กล่าวคือ
- ส่งท้ายปีเก่า - ต้อนรับขึ้นปีใหม่
- วันเฉลิม ฯ ๑๒ สิงหาคม
- วันออกพรรษา
- วันเฉลิมฯ ๕ ธันวาคม
นอกจากนั้น ในโอกาสอื่นๆ ก็อาจมีบ้าง แต่ไม่หลากหลายและทั่วไปเหมือนวันข้างต้น ซึ่งผู้เขียนจัดให้เป็นระดับเทศกาล
............
การบิณฑบาตของแห้งนี้ ผู้เขียนคิดว่าเป็นพัฒนาการทางสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้หลายอย่าง เช่น สมัยก่อน ของแห้ง จะมีแต่เพียงข้าวสาร เกลือ น้ำตาลทราย หรือน้ำตาลแว่นเป็นส่วนใหญ่ โดยมี พริก กะปิ หอม หรือกระเทียมบ้างประปราย...
ของพิเศษในยุคนั้นน่าจะเป็นจำพวก ไมโล โอวันติล และนมข้นหวานชนิดต่างๆ... และส่วนที่พิเศษสุดน่าจะเป็นแอปเปิล และปลากระป๋อง เพราะพระ-เณรมักจะจ้องและมุ่งไปหา (เหตุการณ์นี้ ตอนผู้เขียนเป็นเด็ก เคยเป็นลูกโยมหลวงตา)
ต่อมา... เมื่อผู้เขียนแรกบวช (๒๕๒๘) การบิณฑบาตของแห้งก็เริ่มเปลี่ยนไป ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป และนมกล่อง หรือของอื่นๆ ที่บรรจุในกล่องสมัยใหม่ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น... ข้าวสาร เกลือ และน้ำตาลก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่มีส่วนแบ่งน้อยลง... ส่วน พริก กะปิ หอม หรือกระเทียมนั้น เกือบจะสูญพันธ์ไปแล้ว โผล่มาบ้างนานๆ ครั้งเท่านั้น
นอกจากนั้น ก็ยังมี เครื่องใช้อื่นๆ เช่น กระดาษ สมุด ดินสอ ปากกา ผงซักฟอก สะบู่ ยาสีฟัน หรือยาอื่นๆ
............
ตามประสบการณ์ส่วนตัว การบิณฑบาตของแห้งนี้ ค่อนข้างจะมั่วและวุ่นวายเล็กน้อย ปานกลาง หรือขนาดหนัก... ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนพระ-เณร ญาติโยม สถานที่ และการจัดการ... เพราะต้องมีการถ่ายเทจากบาตรและย่ามไปยังภาชนะสำรอง เช่นกระสอบหรือเข่งเป็นต้น
ขณะที่ถ่ายเทนั้น ถ้าต้องหยุดรอ โยมก็จะรอนาน และของก็อาจเฉลี่ยกันไม่ทั่วถึง พระ-เณรที่อยู่ด้านหลังจำเป็นจะต้องแซงไปอยู่ด้านหน้า... หลวงพ่อหรือหลวงตาบางรูปอายุมาก ก็ไม่ค่อยจะคล่องแคล่วนัก... พระหนุ่มแรกบวช หรือเณรน้อยๆ บางรูปก็ไม่ชำนาญ และอาจรู้สึกเก้อเขิน... ส่วนพระ-เณรผู้ชำนาญการบางรูปก็จ้องเฉพาะที่มีซองอยู่ด้วย... และบางครั้งก็มีโยมชีเข้ามาแทรกในแถวอีกต่างหาก... ความวุ่นวายจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้
บรรดาลลูกศิษย์ลูกโยมที่มาช่วยก็ค่อนข้างจะสับสน จีวรเหลืองๆ เหมือนกัน บางครั้งจึงตามหาหลวงพี่หรือหลวงตาของตนเองไม่พบ... ส่วนของที่ได้มาแล้ว เมื่อยิ่งมากขึ้น การแบก หิ้ว หรือลากไปก็ทำได้ยากยิ่งขึ้น... ถ้าจะพักไว้ยังจุดใดจุดหนึ่งก็ต้องมียามเฝ้า เพราะมีปรากฎเสมอว่าของที่ได้มาหายไปแล้ว... ซึ่งของที่หายไปนี้ บางครั้งก็อาจถูกลูกศิษย์คนอื่นนำไปโดยความพลั้งเผลอ หรืออาจจงใจที่จะขโมย ทำนองนี้ก็มี
...............
เมื่อมาถึงวัด ก็ต้องจัดแยกเป็นแผนกๆ ประเภทบะหมี่ น้ำตาลทราย นมกล่อง ปลากระป๋อง ฯลฯ หลังจากจัดแยกเสร็จแล้วก็แบ่งให้ลูกศิษย์ลูกโยมจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้ ให้ใคร หรือขายก็ได้ จัดเป็นของส่วนตัว... ตามที่สังเกตในวัด พระ-เณรที่ขายของแห้งเหล่านี้ มีน้อยมาก โดยมากมักจะเก็บไว้เป็นสมบัติบ้า รอให้คนโน้นคนนี้มาขอ จนกระทั้งหมดไป... ส่วนพระ-เณรจริงๆ ได้ฉันหรือใช้ของแห้งเหล่านี้ไม่มากนัก
เมื่อสิบปีก่อน มีน้องเณรที่วัดยางทองรูปหนึ่ง พอกลับบ้านไปเยี่ยมโยมที่อำเภอระโนด ก็มักจะถูกบรรดาญาติผู้ใหญ่หยอกล้อว่า ไม่เอาของแห้งมาฝากบ้าง... น้องเณรคงจะรำคาญ ปีใหม่คราวหนึ่งจึงบอกญาติว่าให้พารถกะบะไปเลย ไปกันสัก ๔-๕ คน... เมื่อถึงวันบิณฑบาตของแห้ง น้องเณรก็บิณฑบาตให้ญาติๆ ใส่รถไปเกือบครึ่งรถกะบะ แล้วบอกว่า พากลับไปแจกกันเลย...
น้องเณรเล่าว่า พี่ๆ น้าๆ พาไปแจกกันทั้งหมู่บ้าน และตั้งแต่นั้นมา น้องเณรกลับบ้านญาติๆ ก็ไม่เคยแซวเรื่องนี้ และได้รับการยกย่องเชิดชูจากบรรดาญาติยิ่งขึ้น...
น้องเณรรูปนี้เรียนจบ ม.๖ และลาสิกขาไปเกือบสิบปีแล้ว... เมื่อมาพิจารณาการกระทำของน้องเณร อาจนับเข้าในมงคลสูตรข้อว่า
- ญาตกานญฺจ สงฺคโห เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
- การสงเคราะห์ญาติทั้งหลาย นี้จัดเป็นมงคลอันสูงสุด
............
อนึ่ง หลวงพี่ที่วัดตั้งข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ให้ดูตอนของแห้งที่ได้มาจากบิณฑบาตก็ได้ ถ้าเห็น ปลากระป๋องธรรมดา บะหมี่ทั่วๆ ไป เป็นต้น ก็อาจบอกได้ว่า ช่วงนั้นเศรษฐกิจไม่ดี... แต่ถ้าช่วงไหนมีของแปลกๆ แพงๆ เยอะ แสดงว่าช่วงนั้นเศรษฐกิจดี... ประมาณนั้น
ตามความเห็นของหลวงพี่ อาจบอกได้ว่า ของแห้งก็เป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจของชาติได้เช่นเดียวกัน
นมัสการครับ...ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยครับ ที่จังหวัดตราด ในเรื่องของการตักบาตรของแห้ง ก็คงมีบรรยากาศคล้ายๆกันครับ ถึงความทุลักทุเล และความติดขัดในการเดิน แต่จะขอเพิ่มประสบการณ์ ในเรื่องของของแห้งที่จะนำมาใส่บาตร ทางวัดได้เตรียมไว้จำหน่ายครับ สะดวกแก่ผู้มาทำบญ ขอให้เตรียมเงินมาอย่างเดียวก็พอ.....ขอบคุณครับ
กราบนมัสการค่ะ
ดิฉันชอบตักบาตรค่ะ และทำมานาน จนย้ายบ้าน เลยเว้นไป เพราะที่บ้าน ไม่มีพระท่านมาผ่านหน้าบ้านเลย
เลยมีการทำสังฆทานแทน
เพราะมีความเชื่อว่า เป็นการทำบุญที่ใหญ่กว่าตักบาตรหรือถวายดอกไม้แก่พระพุทธรูป
เพราะสังฆทานคือให้แก่คณะสงฆ์
และเป็นการให้ที่หวังผลตอบแทนได้ยาก ตักบาตรอาจเลือกพระได้
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นเทศกาล และมีโอกาส ก็ควรไปตักบาตรให้เป็นประเพณีสืบๆต่อกันไปนะคะ
กราบ 3 หนค่ะ
small man
ตามที่คุณโยมเล่ามา ก็จัดเป็นพัฒนาการในการทำบุญอย่างหนึ่งในยุคปัจจุบัน กล่าวคือ สิ่งของที่จะทำบุญ มีขายในวัดเลย เช่น ของแห้ง บาตรจีวร หรือชุดสังฆทาน เป็นต้น
ยังมีพัฒนาการอีกอย่างก็คือ การรับจ้างบวช ตามวัดใหญ่ๆ บางวัด จะมีกลุ่มคนงานที่ทำงานอยู่ในวัดมีอาชีพเสริมรับจ้างบวชด้วย...
เรื่องมีอยู่ว่า บางคนไปดูดวงมา หรือญาติผู้ใหญ่ทายทักว่า ให้บวชสะเดาะเคราห์ สามวันเจ็ดวัน... แต่ตัวเองยุ่งอยู่กับภารกิจอื่นๆ หรือไม่อยากจะบวช จึงจ้างให้ใครบางคนบวชแทน ซึ่งผู้รับจ้างบวชนี้ก็มีัทั้งบวชพระบวชเณร ส่วนที่เป็นผู้หญิงก็มีรับจ้างบวชชีอีกด้วย...
อันที่จริง เรื่องทำนองนี้ มีทั้งส่วนดีส่วนเสีย แล้วแต่ว่าใครจะมีมุมมองอย่างไร....
เรื่องวัดขายของทำบุญเอง หรือพวกรับจ้างบวชนี้ ตอนแรกเจอ อาตมาก็รับไม่ค่อยได้ เดียวนี้เห็นอะไรที่ยิ่งไปกว่าเยอะขึ้น จึงรู้สึกเฉยๆ คล้ายๆ กับดูละคร... ทำนองนั้น
เจริญพร
นมัสการอีกทีค่ะท่าน
ขอบพระคุณที่ท่านอธิบายให้กระจ่างชัด โดยเฉพาะเรื่องศัพท์ค่ะ
อยากจะขอเพิ่มเรื่องผลบุญค่ะ
ดิฉันว่า เราได้ในชาตินี้เลย ไม่ต้องรอชาติหน้า ที่แน่ๆคือ จิตใจที่อิ่มเอิบผ่องใส มีจิตที่ละเอียดมากขึ้น
ดิฉันเอง มีเรื่องเล่า ของอานิสงส์ของการทำบุญหลายเรื่องมาก แต่ไม่ได้เขียน เพราะบางที อาจจะเข้าใจยากหน่อย ถ้าไม่ได้ประสบกับตนเองค่ะ
กราบ 3 หนค่ะ
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทำนองว่า...
ดังนั้น ที่แน่ๆคือ จิตใจที่อิ่มเอิบผ่องใส มีจิตที่ละเอียดมากขึ้น ตามที่คุณโยมว่ามา จึงเป็นคุณชาติที่คุณโยมพิจารณาเล็งเห็นได้โดยตนเอง....
เจริญพร
นมัสการท่านอาจารย์อีกครั้งครับ..ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการทำบุญด้วยน้ำครับ..เรื่องนี้ถ้าผมจำไม่ผิด มีที่มาจากนายทหารท่านหนึ่ง ตายแล้วฟื้น แล้วบอกว่าช่วงที่ตายไม่มีน้ำกิน ดังนั้นให้รีบทำบุญด้วยน้ำเสียแต่บัดนี้ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็คงยี่สิบกว่าปีแล้วครับ เราก็เลยมีการทำบุญด้วยน้ำกันมาตลอด เป็นกันหลายจังหวัดนะครับ ไม่ทราบว่าทั่วประเทศหรือยัง เรื่องนี้น่าจะมีใครนำมาพูดบ้างนะครับ เพื่อให้เข้าใจเรื่องของการทำบุญที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทำด้วยความงมงายหรือทำด้วยความเชื่อ หรือเป็นความเชื่อ ก็ปล่อยให้เชื่อไป ในเมื่อไม่เสียหายเดือดร้อนอะไรมาก ผมเอง บางครั้งบอกคนที่พอบอกได้ เขาก็ไม่เชื่อหรอกครับ...พระพูดเขาจะพอเชื่อบ้างใหมครับ...ขอบพระคุณครับ
small man
ตามที่คุณโยมว่ามา รู้สึกว่าชื่อ พันเอกเสนาะ (ไม่ค่อยแน่ใจนัก) ซึ่งตอนนั้น อาตมาก็บวชได้หลายปีแล้ว และจำได้ว่า นี้คือกรณีทำให้พระ-เณรหนักย่ามยิ่งขึ้น เพราะการนิยมถวายน้ำตอนใส่บาตรโดยทั่วไป เริ่มต้นจากปรากฎการณ์ครั้งนี้....
ความเห็นคุณโยมนั้น เหมาะสมแล้วเพราะอาตมาไม่มักจะพูดยกเมฆในเรื่องที่ไม่รู้หรือไม่มีที่มา มักจะพูดในเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์มากกว่า...
โดยส่วนตัว อาตมาก็ต่อสู้กับความเชื่อที่อาตมาไม่เ็ห็นด้วยมาตลอด แต่เมื่ออายุมากขึ้น อะไรที่พอจะช่วยเหลือหรืออนุเคราะห์ญาติโยมได้ก็มักจะปล่อยตามเลย ยกเว้นที่รู้สึกว่ารับไม่ได้เท่านั้น จึงมี การหักดิบ หรือ ทะลุกลางปล้อง ขึ้นเป็นครั้งคราว....
เจริญพร
นมัสการหลวงพี่
ธ.วั ช ชั ย
อ่านความเห็นของอาจารย์แล้วนึกถึงพระบาลีตอนหนึ่งว่า
เจริญพร
นมัสการค่ะ
ถ้าเราถวายเงิน(ส่วนใหญ่เงินสดไม่ได้เขียนใบปวารณา) ก็น่าจะ เข้ากรณี การพิจารณาถวาย เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จ ได้มั้ยคะ
ซึ่งตัวเองชอบถวายเงินมากกว่า เพราะเห็นปัจจัย 4 ล้นวัดแล้ว
นมัสการค่ะ
<div class="content"> <p>
พัชรา
การ ถวายเงินสดต่อพระ-เณรเมื่อให้ท่านนำไปแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัย ๔ ตามอัธยาศัย จะเข้าข่าย พิจารณาถวายเป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จหรือไม่ ?
ประเด็นนี้ อาตมาไม่กล้ายืนยันหรือคัดค้าน จะต้องพิจารณาจำนวนเงิน ผู้รับคือพระ-เณรที่เราจะถวาย และความเหมาะสมอื่นๆ อีกหลายอย่าง...
ปัจจัย ๔ นั้น แม้อาจพูดได้ว่าล้นวัด แต่หลายอย่างก็มีิใช่ว่าวัดจำเป็น หรือมิใช่ว่าพระ-เณรต้องการจะใช้จริงๆ กลายเป็น สมบัติบ้าในวัด ตามที่อาตมาเคยบ่นไว้ในบันทึกก่อนๆ บ้างแล้ว...
ในส่วนพระ-เณรก็เช่นเดียวกัน ได้เงินมาแล้ว บางรูปก็อาจนำไปใช้จ่ายไม่ถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น การถวายเงินให้พระ-เณร ก็อาจเพิ่มความประพฤคิที่ไม่เหมาะสมให้พระ-เณรก็ได้...
การทำบุญหรือทำอะไรก็ตาม ถ้าจะให้เกิดผลสูงสุด ควรจะคำนึงถึง สมบัติ ๔ คือ ความถึงพร้อมเพื่อความเหมาะสม กล่าวคือ
อนึ่ง คำสอนทางพระพุทธศาสนาเน้นเรื่องวิภัชชวาท กล่าวคือ การแยกแยะเฉพาะกรณีเฉพาะประเด็น ไม่มักจะเหมารวมทั้งหมด ดังนั้น เรื่องราวที่อาตมาเล่ามา คุณโยม พัชรา อาจนำไปพิเคราะห์แล้วดำเนินความตามเหมาะสมเถิด....
เจริญพร
</div>
นมัสการพระคุณเจ้า
ได้ทราบมาว่า
บางวัด ท่านเอาข้าวสารอาหารแห้งที่(คาดว่า)เหลือ ไปให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือ สถานสงเคราะห์ทั้งหลาย
บางวัด ท่านเปิดเป็น Minimart วางจำหน่ายในราคาถูก นำเงินไปใช้จ่าย(ส่วนรวม)ของวัด
ก็น่าจะดูดีกว่า เก็บไว้เป็นสมบัติบ้า นะขอรับ
Boonchai Theerakarn
การสงเคราะห์เป็นทานต่อไปนั้น ก็มีบ้างตามโอกาส เช่น ปีที่เกิด สึนามิ ก็มีการระดมของแห้งเหล่านี้ไปช่วยกัน...
ส่วนการตั้้้้้้้้งเป็น Minimart ตามที่ว่านั้น สังคมไม่ค่อยยอมรับนัก (โดยเฉพาะปักษ์ใต้) ดังนั้น เก็บไว้เป็นสมบัติบ้า ก็ยังคงมีอยู่
เจริญพร
กอบัว
ปกติเวลารับดอกไม้ที่ญาติโยมผู้หญิงถวาย อาตมาก็จะให้วางบนฝาบาตร... เห็นรูปอื่นๆ ท่านก็ทำอย่างนั้น และยังไม่เคยได้ยินว่าใครทักท้วง... พิจารณาตามพระวินัยอีกครั้งก็ยังหาข้อผิดไม่เจอ สรุปว่า เหมาะสมแล้ว....
ส่วนเรื่องค่ารถฯ เป็นความเห็นส่วนตัวของคุณโยม...
สำหรับคำสอนทางพระพุทธศาสนายึดถือ เจตนาคือความจงใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด....
เจริญพร
บาตรพระ เปรียบเสมือน ถ้วยยา
อาหาร เปรียบเสมือน ยา
พระท่านจะสะสมอาหารไม่ได้ นำเงิน นำทอง ใส่บาตร ยิ่งแล้วใหญ่
ผิดวินัยกันหมด... ขนาดสามเณร ยังมีศีลข้อ 10 ห้ามรับเงินรับทองเลยนะ
สำหรับการถวายปัจจัย เป็นค่ารถ ..อานิสงส์เรื่องยานพาหนะ เป็นความคล่องแคล่ว ช่วยกิจพระสงฆ์ โดยไม่ได้ให้ท่านโดยตรง อาจจะให้กับฆราวาสผู้ติดตาม หรือติดต่อรถรับ-ส่งให้ได้
สำหรับอาหารที่เหลือ ฆราวาสเป็นผู้เก็บและนำมามอบแก่สาธารณกุศลต่างๆ นี่นับว่าเป็นบุญเช่นกัน ....แต่หากนำมาจำหน่ายจ่ายแจกต่อไปนี่ ไม่แน่ใจนะ เพราะหากสงฆ์ท่านสละแล้วมาจำหน่ายคืนกลับ เรียกว่า ของเหลือเดนไปแล้ว ก็ควรใช้ หรือแจกจ่ายจะดีกว่า อานิสงส์ของผู้ถวายมายังครบสมบูรณ์ แต่ถ้าเราทำเช่นนั้น จะผิด จะเป็นบาปหรือเปล่านี่ อันนี้ไม่กล้าอธิบาย
แต่คิดๆๆ ดูแล้วก็แปลกๆๆ อยู่นะ